๘๕.
นรก
“ดังนั้นใครก็ตามที่ทำความดีโดยต้องการสิ่งตอบแทน ปลายทางจึงเป็นคนละที่กัน ไม่ใช่ที่นี่ เขาจะต้องไปรับผลบุญตามที่จิตของเขาปรารถนาเสียก่อน ด้วยการสร้างมายาสวรรค์ขึ้นมา และรอการกลับไปเกิดใหม่เพื่อแก้ไขพฤติกรรมนี้ยังดาวโลกเดิมเสียก่อน จิตของเขาก็จะยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิมไม่ต่างจากคนที่ทำชั่ว แต่จะต่างกันนิดหน่อยตรงที่คนทำชั่วจะต้องไปเข้าโรงเรียนดัดนิสัยเท่านั้น”
“โรงเรียนดัดนิสัยนี้คือนรกใช่ไหมครับ” ผมถาม
“ที่ผมเข้าใจก็น่าจะใช่นะครับ สิ่งที่ผมกำลังพูดถึงนี้มันมีความหมายออกไปในทางของการซ่อมแซมจิต ที่จริงน่าจะเรียกโรงพยาบาลซ่อมจิตมากกว่า ผมอยากจะบอกกับคุณว่า แท้ที่จริงแล้วสิ่งนี้ไม่ได้มีอยู่จริงหรอก มันก็เป็นแค่ภาพมายาที่แต่ละคนสร้างมันขึ้นมาเหมือนกัน กระบวนการของมันจะคล้ายๆ กับ “การสำแดงจิต” ที่คุณเพิ่งได้รู้จักไปเมื่อตอนบ่ายนั่นแหละ”
“หมายความว่า…นรกไม่มีจริงอย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม
“ใช่! ถ้าจะพูดอย่างนั้นก็ได้ แต่คุณก็ไม่สามารถเลี่ยงมันได้”
“ช่วยอธิบายให้ละเอียดหน่อยได้ไหมครับ”
“ที่บอกว่าไม่สามารถเลี่ยงมันได้นั้น ถึงแม้ว่ามันจะไม่มีอยู่จริง เพราะกระบวนการทุกอย่างถูกกำหนดขึ้นมาจากจิตวิญญาณของตัวเอง ตัวเองจะไม่โกหกตัวเอง จิตวิญญาณของคุณมีความซื่อสัตย์ สิ่งไหนผิดพลาดก็ต้องแก้ไข พูดง่ายๆ คือจิตวิญญาณของคุณสร้างภาพมายาเพื่อซ่อมจิตนี้ด้วยตัวเอง”
“จิตวิญญาณของคุณจะใช้การสำแดงจิตให้คุณเห็นภาพที่คุณกลัวมากที่สุดเอามาใช้ทรมานคุณ ซึ่งภาพที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับจินตนาการของแต่ละคน และก็จะขึ้นอยู่กับว่าเขาคนนั้นกลัวสิ่งใด จิตวิญญาณของคุณก็จะนำสิ่งนั้นมาสำแดงต่อคุณ ภาพของนรกหรือโรงพยาบาลซ่อมจิตนี้จึงมักจะไม่เหมือนกันในแต่ละชนชาติ”
“การสำแดงจิตที่เห็นเป็นภาพลวงตาเหมือนที่ฟรีทัชกับเฮปเฟแสดงกับผมเมื่อสักครู่น่ะหรือครับ อย่างนี้ก็ไม่ใช่ของจริงน่ะสิ” ผมถาม
“ใช่แล้ว มันไม่ใช่ของจริง ไม่มีการกระทำอย่างนั้นทางกายภาพ มันเป็นมโนจิตล้วนๆ แต่สำหรับจิตวิญญาณมันคือของจริง จิตจะรู้สึกเจ็บปวดจริงๆ ร้อนจริงๆ เหมือนกับที่เขายังมีร่างเป็นกายเนื้อเลย ภาพแห่งความทรมานนี้จะไม่มีวันหยุดพัก ไม่มีกลางวันไม่มีกลางคืน ไม่มีการนอนหลับ เพราะคนที่ทำให้เกิดภาพเหล่านี้คือตัวเราเอง” เขาอธิบาย
“ทีแรกผมคิดว่ากระบวนการลงโทษในนรกนี้เกิดจากผู้คุมที่พาตัวเราไปเพื่อรับโทษทัณฑ์เสียอีกนะครับ ไม่คิดว่าจะเกิดจากจิตวิญญาณของเราเองแบบนี้ มันเกิดจากจิตของเราเองจริงๆ หรือครับ” ผมถาม
“แน่นอนที่สุด ก็เพราะเขารักเรา เขาต้องการให้เรากลับใจ เขาต้องการเปลี่ยนคุณสมบัติของจิตเราให้เป็น ความรัก อย่างที่เขาเป็น เพราะนี่คือเป้าหมายสูงสุดของการขันอาสามาทำงานบนดาวโลกแห่งนี้ มันคือเป้าหมายสูงสุดที่ทุกคนจะต้องทำให้สำเร็จ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ในระดับจักรวาล มันเป็นเรื่องที่รูปธรรมทั้งจักรวาลจะต้องระดมกำลังมาช่วยกันเพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่าการแสดงออกซึ่ง ความรัก ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร”
“แต่ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่บนโลกของคุณจะเพิกเฉยต่อความต้องการเข้าสู่สภาวะแห่งความรักที่บริสุทธิ์นี้ บางคนไม่เคยมีความคิดเหล่านี้อยู่ในหัวเลย บางคนเคยคิดแต่ไม่รู้ว่าจะทำมันไปทำไม บางคนเคยคิดว่าจะทำ แต่ก็ทำด้วยการหวังสิ่งตอบแทนซึ่งนั่นก็เท่ากับไม่ได้ทำ และสุดท้ายบางคนรู้ว่ามีกระบวนการนี้อยู่และก็กำลังพยายามหาหนทางที่ถูกต้องอยู่ แต่ก็น่าเสียดายที่พวกเขาถูกกรอบการปฏิบัติตามวิถีทางของศาสนามาบิดเบือนไม่ให้เข้าถึงสาระสำคัญนี้ไป” เขาอธิบาย
“ดูเหมือนว่ากระบวนการทุกอย่าง พูดไปพูดมาก็วนกลับมาสู่เรื่องของการทำจิตสำนึกให้เป็นความรักที่บริสุทธิ์นะครับ” ผมแสดงความเห็น
“ใช่! มันเป็นกุญแจดอกสำคัญที่ใช้แก้ปัญหาทั้งหมดของทุกคนบนโลกของคุณ ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะที่อื่นๆ ในจักรวาลเขามีมันอยู่แล้วก็เลยไม่มีปัญหา”
“ต่อไปนี้ขอให้คุณนำวิธีการทั้งหมดนี้ไปฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปขอให้คุณหมั่นทบทวนและนำไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด คุณจะต้องใช้คุณสมบัติที่เป็นผลพวงของมันในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน”
“เอาล่ะ ตอนนี้ผมจะให้คุณไปพักผ่อนที่ห้องส่วนตัวก่อน” รุทอนสั่ง
“และอย่าลืมว่าคืนนี้คุณมีนัดกับพระเจ้าที่บนยอดเขานะ” เขาย้ำ
“ผมจะพาคุณทิมไปเองครับ” ฟรีทัชอาสา
“ขอบคุณมากครับคุณรุทอน ขอบคุณครับคุณฟรีทัช” ผมตอบ
“เชิญทางนี้เลยครับ” เขาเชิญ
ตอนนี้เป็นเวลาใกล้ค่ำ ท้องฟ้ากลายเป็นสีเหลืองทองสลับกับสีม่วงส้ม เสียงนกการ้องกันเซ็งแซ่เมื่อดวงอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้า ผมเดินตามฟรีทัชไปพร้อมกับชื่นชมทัศนียภาพที่สวยงามนี้ไปด้วย
“พรุ่งนี้คุณต้องออกเดินทางกี่โมงนะครับ” ผมถามเพื่อให้มีเรื่องสนทนาระหว่างที่เดินไปกับเขา
“ประมาณ 11 โมงครึ่ง ผมต้องพร้อมที่ลานจอดแล้วครับ หลังจากนั้นผมต้องเดินทางด้วยยานบินของผมไปอีกประมาณ 13,500 กิโลเมตร เพื่อไปยังประตูหมายเลข 16 โดยเวลาที่ประตูนั้นจะเปิดคือประมาณ 12 นาทีก่อนเที่ยงตรงครับ” เขาตอบ
“อะไรนะครับ ระยะทาง 13,500 กิโลเมตร จากตรงนี้ไปที่ประตู คุณคิดว่าจะใช้เวลาเดินทางเท่าไหร่กันครับ”
“นี่ผมเผื่อเวลาแล้วนะครับ เพราะที่จริงถ้าผมเดินทางด้วยอัตราความเร็วสูงสุด ผมก็สามารถไปถึงประตูที่ 16 ได้ในเวลาไม่ถึง 20 วินาที”
“13,500 กิโลเมตร ใช้เวลา 20 วินาที มันเร็วมากจริงๆ นะครับ”
“ใช่ครับ ตอนนี้ยานบินของเราได้ชื่อว่าเป็นยานบินที่เร็วที่สุดในจักรวาล มันสามารถทำความเร็วได้ประมาณ 700 กิโลเมตรต่อวินาที คนที่เคยไปประจำการบนโลกของคุณเขาบอกว่ายานบินของเราสามารถบินรอบโลกของคุณได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที”
“ไม่ถึง 1 นาที!!” ผมพูด
“ใช่ครับ แล้วก็ไม่ต้องมีอัตราเร่งด้วยนะครับ คือหมายความว่ามันไม่ต้องใช้การไต่ระดับความเร็วจาก 0-1-2-3-4 ขึ้นไปเรื่อยๆ อะไรอย่างนั้นนะครับ เพียงแค่เรากำหนดว่าต้องการความเร็วสูงสุดเท่าไหร่ มันก็จะเร็วเท่านั้นตั้งแต่วินาทีแรกเลย”
“เพราะเหตุนี้คนที่เคยเห็นยานของพวกเราจึงมักจะคิดว่ายานของเราล่องหนได้ คือเวลาที่เขาเห็นเรา อยู่ๆ เราก็ปรากฏตัวขึ้น แล้วพอเราจะไป อยู่ๆ เราหายแว้บไปในเสี้ยววินาทีอะไรอย่างนั้น”
“น่าตื่นเต้นจังเลยนะครับ”
“ครับ” เขาตอบ
“เวลาที่คุณขับยานคุณรู้สึกอย่างไรครับ คงตื่นเต้นน่าดูเลยใช่ไหม” ผมถาม
“ครับ แรกๆ ผมก็รู้สึกตื่นเต้น แต่ตอนนี้ผมเฉยๆ แล้ว ที่น่าตื่นเต้นที่สุดของผมตอนนี้คือการไปเยือนดาวโลกของคุณมากกว่าครับ ผมฟังจากรุทอนและจากคนอื่นๆ ที่เคยไปมาแล้ว ผมรู้สึกว่ามันเป็นโลกที่กำลังเกิดวิกฤตการณ์อย่างหนักเลยใช่ไหมครับ” ฟรีทัชย้อนถาม
“ก่อนที่ผมจะมาที่นี่ผมไม่รู้สึกอะไรเลยนะครับ ผมอยู่ที่นั่นด้วยความเคยชิน แต่พอผมมาเห็นที่นี่และเกิดการเปรียบเทียบกันแล้ว ผมจึงได้รู้ว่าที่นั่นมีหลายอย่างที่ผิดปรกติ และมันก็เข้าขั้นวิกฤตแล้วอย่างที่คุณว่า” ผมตอบ
“คุณมีอะไรจะแนะนำผมเกี่ยวกับโลกของคุณบ้างไหมครับ” ฟรีทัชถาม
“ผมคงไม่มีอะไรแนะนำหรอกครับ คุณคงได้รับการบอกเล่าเกี่ยวกับความเป็นไปของโลกผมมาพอสมควร แล้วยิ่งถ้าคุณมีความสามารถในการใช้ภาษาจิตด้วย ผมยิ่งไม่จำเป็นต้องแนะนำอะไรเลย”
“คือผมไม่ได้หมายถึงในแง่ของข้อมูลหรอกครับ ที่ผมให้แนะนำนั้นน่าจะเป็นในแง่ของการเตรียมความพร้อมก่อนจะไปอยู่ที่นั่นในฐานะคนที่เคยอยู่มาก่อนมากกว่า” เขาบอก
“ได้ครับ เนื่องจากผมเป็นคนที่อาศัยอยู่ในเมืองมาตลอดและทุกครั้งที่ผมออกไปนอกเมืองผมจะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น แต่เมื่อเทียบกับที่ผมมาอยู่ที่นี่เพียงไม่กี่วัน ผมสังเกตว่าความสดชื่นที่ได้จากที่นี่มันมากกว่าการที่ผมไปอยู่ในธรรมชาติบนโลกของผมหลายสิบเท่าเลยทีเดียว ผมว่ามันน่าจะมีอะไรสักอย่างที่ทำให้เป็นเช่นนั้น ในทางกลับกันหากคุณเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่แล้วจะต้องไปอาศัยอยู่ในที่แบบนั้น ผมว่าคุณน่าจะต้องได้รับผลกระทบและต้องเตรียมรับมือกับอะไรบางอย่างที่ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันคืออะไร”
“อ้อ! มันคือคลื่นความถี่ด้านลบหรือประจุลบครับ ผมได้รับการเตือนในเรื่องนี้มาแล้วจากผู้ที่เคยไปประจำการก่อนหน้า สาเหตุที่คุณรู้สึกถึงอะไรบางอย่างระหว่างที่คุณอยู่ในเมืองนั้นเป็นเพราะที่นั่นมีประจุลบอย่างหนาแน่น ประจุลบพวกนี้เกิดขึ้นจากสองสาเหตุ สาเหตุแรกเกิดจากคลื่นไฟฟ้าเทียมที่พวกคุณสร้างขึ้น มันเกิดจากการทำงานของกระแสไฟฟ้าสลับต่างๆ ที่คุณใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน เช่น พวกเครื่องใช้ที่มีมอเตอร์ต่างๆ รวมทั้งคลื่นความถี่แบบละเอียดที่พวกคุณปล่อยออกมาเพื่อใช้ส่งสัญญาณสื่อสารแบบไร้สาย และสาเหตุที่สองเกิดจากการผลิตสร้างจากจิตสำนึกของพวกคุณเอง คลื่นความถี่ชนิดนี้จะมีค่าความเป็นลบอยู่สูงมาก ซึ่งโดยมากจะเกิดจากความเกลียดชัง ความโกรธ ความอิจฉา ความอาฆาตแค้น เป็นต้น คลื่นพวกนี้จะสะสมและลอยตัวอยู่ ณ พิกัดที่มันกำเนิดขึ้น ที่จริงคลื่นพวกนี้จะมีผลกับเซลล์ในร่างกายของเราโดยตรงถ้าเราเข้าไปสัมผัสมัน” ฟรีทัชอธิบาย
“แล้วพวกคุณมีวิธีป้องกันอย่างไรครับ”
“วิธีป้องกันแบบง่ายๆ ก็คือหลีกเลี่ยงสถานที่แบบนั้น แต่ที่จริงเรามีวิธีการที่ดีกว่าเพราะบางทีเราก็ไม่อาจหลีกเลี่ยง คือเราสวมใส่ชุดที่ทำจากเส้นใยโลหะสำหรับการป้องกันคลื่นเหล่านี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุดที่ทอจากเส้นใยทองคำ ถึงแม้ว่าคุณสมบัติในการเป็นของแข็งของทองคำจะน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับโลหะชนิดอื่น แต่คุณสมบัติทางด้านพลังงานนั้นกลับสูงชนิดที่ไม่มีโลหะใดเทียบได้เลย มันสามารถป้องกันได้แม้กระทั่งรังสีที่ร้ายแรงที่สุด”
“พวกเราใช้เส้นใยโลหะชนิดนี้มาทำทุกสิ่งทุกอย่างนับตั้งแต่หมวก ชุดด้านในที่แนบกับผิวกาย รวมถึงชุดคลุมด้านนอกที่ดูหลวมๆ นี้”
“มันป้องกันได้จริงหรือครับ”
“ได้แน่นอนครับ พวกเราใช้กันมานานเป็นล้านๆ ปีแล้ว”
“ผมขอจับเนื้อผ้าดูหน่อยได้ไหมครับ”
“ได้ครับ”
“สัมผัสของมันเหมือนผ้าธรรมดาเลยนะครับ” ผมเอื้อมมือไปจับที่ชายเสื้อคลุมด้านหนึ่งของเขา
“เราพัฒนาเทคโนโลยีการทอผ้าชนิดนี้มาอย่างยาวนาน ในช่วงต้นๆ ราว 800 ล้านปีที่แล้ว ผ้านี้จะหยาบและดูกระด้างกว่านี้มาก เรายังสามารถเห็นมันได้ที่ห้องข้อมูลประวัติศาสตร์อยู่ที่ชั้นสองใกล้ๆ กับส่วนที่ใช้เป็นห้องเรียนของเด็กๆ”
“ถึงแล้วครับ ห้องนี้แหละ” ฟรีทัชพูดขึ้นขณะเดินมาถึงห้องที่ผมจะใช้พักในคืนนี้ มันเป็นห้องหัวมุมที่สามารถมองเห็นวิวเมืองทั้งสองด้าน คือด้านข้างและด้านหลังห้อง
“พักผ่อนให้สบายนะครับ วันนี้คุณคงเหนื่อยจากการเดินทางขึ้นเขามาพอสมควร เราเจอกันอีกทีตอนเช้าเลยนะครับ” เขาพูด
“ขอบคุณมากครับ”
ที่จริงผมยังไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย แต่เมื่อรุทอนบอกให้ผมมาพักผ่อนและให้มาทบทวนบทเรียนที่เขาสอนในวันนี้ ผมจึงต้องทำตามที่เขาบอก ไม่รู้ว่าเขามีอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า ผมเข้าไปในห้องแล้วเปิดหน้าต่างทุกบานออกเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ บรรยากาศยามค่ำที่นี่สวยงามแปลกตาจริงๆ โดยเฉพาะเมื่อมองจากที่สูง อากาศภายในห้องกำลังเย็นสบาย มีลมพัดเข้ามาทางหน้าต่างเบาๆ เมื่อผมมองลงไปด้านล่างก็เห็นภูมิประเทศของเมืองที่สว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ถึงแม้ว่าดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าไปแล้วแต่ท้องฟ้าก็ยังไม่มืด ผมเดินมานั่งที่เตียงนอนพร้อมกับคิดทบทวนว่าจะทำอะไรต่อดี ตลอดทางที่ผมเดินมาผมพยายามไม่ลืมที่จะกำหนดลมหายใจเข้าออกแบบลึกและยาวให้ได้
และทันทีที่ผมนั่งอยู่ในความเงียบ ผมก็รู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆ เกิดขึ้น ผมรู้สึกได้ถึงความเข้าใจอะไรบางอย่างที่ผมเองก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่ามันคือการเข้าใจอะไร รู้อย่างเดียวว่ามันทำให้ผมเกิดความโล่งใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันไม่ใช่การโล่งใจแบบปรกติแต่มันน่าจะเหนือกว่านั้นหลายเท่า มันทำให้ผมรู้สึกดีใจจนอยากจะร้องไห้ออกมา และช่วงเวลานี้เองที่ผมเกิดความเข้าใจอะไรต่อมิอะไรแบบพรั่งพรูออกมา ผมว่ารุทอนน่าจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับผม เขาจึงรีบตัดบทให้ผมได้มาเจอกับประสบการณ์ในช่วงเวลานี้
ตลอดช่วงค่ำนั้นผมสนุกกับการคิดและเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างมาก ก่อนที่ผมจะเอนตัวลงนอนจนเผลอหลับไปในที่สุด