๗๙.
ประจุลบ
“ขณะนี้บนดาวโลกของคุณเกิดการเกลียดชังกันอย่างมากจนถึงขีดอันตรายแล้ว พวกรูปธรรมที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่นั่นก็กำลังหนักใจต่อภารกิจที่พวกเขารับผิดชอบอยู่ว่า จะเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่จนพวกเขาไม่สามารถควบคุมอัตราการหมุนของโลกให้คงที่ได้อีกต่อไป” รุทอนพูด
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้คืออะไรครับ” ผมถาม
“เกิดสงครามระดับโลกขึ้น เพราะตอนนี้ได้มีการแบ่งแยกเป็นสองฝ่ายที่ชัดเจน มีการฆ่าทำลายชีวิตกัน โดยทั้งสองฝ่ายล้วนถูกทายาทของเดอกูร่าอยู่เบื้องหลังทั้งสิ้น ขณะนี้มีคนตายไปแล้วหลายล้านคน”
“ที่จริงการตายของคนจำนวนมากไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก ต่อให้มีคนตายมากกว่านี้โลกก็ยังสามารถดำรงอยู่ได้ แต่สิ่งที่น่าวิตกก็คือค่าทางพลังงานอันเกิดจากประจุลบที่ปลดปล่อยออกมาระหว่างที่คนเหล่านั้นแสดงความเกลียดชังกันนี่สิ เพราะมันคือมวลพลังงานขยะที่จะส่งผลให้การหมุนของโลกไม่สมดุล”
“ทำไมมันไปทำให้โลกไม่สมดุลได้ล่ะครับ”
“ในเรื่องกระบวนการนั้นค่อนข้างซับซ้อน บางทีคุณไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจทั้งหมดก็ได้ เอาเป็นว่ามวลพลังงานที่เป็นประจุลบเหล่านี้เมื่อถูกส่งลงไปยังแกนโลกแล้ว นอกจากจะไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาการระเบิดกับก้อนธาตุออกซิเจนแล้ว มันยังไปทำให้ก้อนธาตุนั้นข้นเหนียวมากขึ้น ความข้นเหนียวนี้เองที่จะมีผลต่อการหมุนของแกนโลกโดยตรงในอนาคต แต่ที่จะมีผลทันทีก็คือ ประจุลบที่เหลือทั้งหมดจะไปรวมตัวกันในชั้นบรรยากาศโลกเหนือจุดที่มันถือกำเนิดขึ้น ทำให้ชั้นบรรยากาศ ณ จุดๆ นั้นมีน้ำหนักมวลมากขึ้น คล้ายกับการที่เราเอาดินไปพอกแปะไว้บนลูกบอลที่กำลังหมุนอยู่ ซึ่งแน่นอนโลกของคุณก็จะเกิดอาการเสียสมดุลและหมุนช้าลง คุณลองนึกภาพของลูกข่างที่กำลังจะหมดแรงหมุนดูสิ มันจะแกว่งซ้ายแกว่งขวาจนกระทั่งล้มลงในที่สุด”
“เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลกของคุณมาแล้วหนึ่งครั้ง แกนหมุนของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหันทุกอย่างบนโลกเกิดการสลับขั้วกัน ฤดูกาลสลับกันไปหมด และเกิดการล้มตายของสิ่งมีชีวิตอย่างมากมายถึงขั้นสูญพันธุ์กันเลยในบางสายพันธุ์” รุทอนเล่า
“มีคนเคยเล่าเรื่องคล้ายๆ กันแบบนี้ให้ผมฟังแล้วครับ แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำหนักมวลของวัตถุบนพื้นผิวโลกมากกว่า เช่น การระเบิดภูเขาเอาไปสร้างตึก หรือการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่เพื่อกักกั้นมวลน้ำ แต่ที่คุณพูดมานี้มันเกี่ยวกับพลังงานของมวลประจุลบ ดูเหมือนจะเป็นคนละเรื่องกันหรือเปล่าครับ” ผมตั้งข้อสังเกต
“มันไม่ใช่คนละเรื่องหรอกครับ มันเป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่มีสาเหตุมาจากคนละด้านและผลลัพธ์ที่ออกมาก็คนละรูปแบบกันเท่านั้น แต่ถึงแม้ว่าสาเหตุและผลลัพธ์จะออกมาคนละแบบ คือเป็นด้านกายภาพกับด้านพลังงาน แต่สุดท้ายมันก็ไปมีผลกับสิ่งเดียวกัน นั่นคืออัตราการหมุนของแกนโลกเหมือนกัน”
“คุณรุทอนครับ ผมสงสัยครับว่าเดอกูร่าเขารู้ไหมว่าหากเขากระทำการเช่นนี้ไปเรื่อยๆ โโลกที่เขาอาศัยอยู่นั้นจะเกิดความหายนะ”
“คุณนี่ช่างถามจริงๆ นะครับ” เขาตอบ
“แต่ก็เป็นคำถามที่น่าสนใจมากๆ ตอนนี้ลำพังเดอกูร่าเองก็มีสภาพเป็นเพียงตาแก่คนหนึ่งที่ไม่มีอำนาจอะไรเหลือเลย และตัวเขาเองก็แทบจะไม่มีใครไปเหลียวแลด้วยซาม เขาอาศัยอยู่ในปราสาทเก่าๆ ในป่าลึก จากแต่เดิมที่เคยมีคนรับใช้เป็นร้อยๆ คอยปรนนิบัติดูแล ปัจจุบันคนเหล่านั้นได้ทยอยล้มตายและหนีหายกันไปเกือบหมดแล้ว ถ้าถามว่าเขานั้นรู้ไหมว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากยังปล่อยให้โลกเป็นแบบนี้ เขานั้นรู้ดีและเขาเองก็ได้พยายามตักเตือนห้ามปรามพฤติกรรมของเหล่าทายาทที่มีสถานะคล้ายกับว่ากำลังครอบครองโลกอยู่ให้เลิกล้มความตั้งใจในการก่อความขัดแย้งต่างๆ เหล่านั้น แต่ด้วยความที่เหล่าทายาทของเขาที่เกิดมาเป็นคนในรุ่นที่ 2,000 กว่าแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบรรพบุรุษของเขาเป็นใคร และที่สำคัญพวกเขาก็อยู่ในความลืมที่สมบูรณ์แบบเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ทุกคนบนโลก ดังนั้นตอนนี้เราจึงไม่สามารถแยกแยะได้แล้วว่าใครเป็นฝ่ายใคร ไม่มีการแบ่งแล้วว่าฝ่ายของเดอกูร่าหรือฝ่ายมนุษย์โลกทั่วไป เราจึงถือว่ามนุษย์ทั้งโลกตอนนี้อยู่ในสภาวะเดียวกันทั้งหมด”
“เดอกูร่าตอนนี้น่าสงสารมาก ผมเคยไปพบกับเขามาครั้งหนึ่งที่ปราสาทเมื่อหลายสิบปีก่อน ผมมองดูเขาด้วยความเวทนา เขาสำนึกในความผิดจนถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา แต่มันก็สายเกินไปที่จะแก้ไข เชื้อแห่งกิเลสตัณหา และอำนาจอันมากมายล้นฟ้าของเหล่าทายาททำให้พวกเขาทำทุกอย่างตามอำเภอใจ ไม่สนใจแม้กระทั่งการห้ามปรามของผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นต้นกำเนิดวงศ์ตระกูลที่ยิ่งใหญ่ของเขาเลยแม้แต่น้อย ผมนึกถึงภาพของเดอกูร่าคนที่ผมเคยรู้จักในอดีต คนที่มีความฉลาดหลักแหลม คนที่พร้อมที่จะช่วยทำทุกสิ่งทุกอย่างตามที่ผมประสงค์ คนที่มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ ผิดกับภาพที่ผมไปเห็นมาในตอนนั้นที่เป็นชายแก่ที่เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก นั่งอยู่ในรถเข็นพร้อมคนดูแลที่มีอายุใกล้จะลาโลกเต็มทีแล้วเช่นกัน นี่ถ้าคนดูแลพวกนั้นตายจากไป ผมคิดว่ามันคงเป็นช่วงเวลาที่แสนจะทุกข์ทรมานที่สุดของเขา เพราะในปราสาททั้งหลังจะเหลือแต่เขาเพียงคนเดียว เขาไม่สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ ได้แต่นั่งมองคนที่อยู่รอบข้างตายกันไปจนหมด แต่เขาไม่สามารถตายได้ด้วยรหัสแห่งชีวิตที่เป็นนิรันดร์ คุณลองนึกภาพดูสิว่า หากทายาทรุ่นหลังๆ ของเขาไม่มีใครไปดูแลต่อเลย สถานที่แห่งนั้นก็จะกลายเป็นสุสานร้างที่จะชำรุดทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆ เหลือแต่ดวงตาของเดอกูร่าเพียงคู่เดียวที่ยังคงนั่งมองความเป็นไปอย่างโดดเดี่ยว”
“ฟังแล้วผมรู้สึกสงสารเดอกูร่าขึ้นมาจับใจเลยครับ”
“ผมก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ผมก็คงทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้เพราะมันคือการเลือกของเขา คงต้องปล่อยให้เป็นอย่างนั้น อีกร้อยปี พันปี หรือหมื่นปี เดอกูร่าก็จะอยู่อย่างนั้น ตายก็ตายไม่ได้”
“ตำนานของจอมเทพฝ่ายซาตานดูจะจบไม่ค่อยสวยเท่าไหร่เลยนะครับ” ผมพูด
“ใช่ ถ้ามันจบจริงๆ นะครับ แต่ตัวเดอกูร่าเองเขาไม่สามารถจบ เพราะชีวิตของเขาก็ยังดำเนินต่อไป และผลพวงของสิ่งที่เดอกูร่าสร้างไว้ก็ยังดำเนินต่อถึงแม้ว่าตัวเขาเองจะไม่ได้มีบทบาทอะไรแล้วก็ตาม”
“ผมว่ามันเลวร้ายลงยิ่งกว่าเดิมเสียอีก เพราะเมื่อก่อนพวกเราต่อสู้กับคนแค่กลุ่มเดียว แต่เดี๋ยวนี้ทุกคนอยู่ภายใต้แนวคิดของเดอกูร่ากันหมด นั่นเท่ากับผมกำลังต่อสู้อยู่กับคนทั้งโลก แถมคนทั้งโลกนั้นก็เปรียบเสมือนเป็นเพื่อนเป็นพี่เป็นน้องของเรา”
“มันไม่ง่ายเลยนะครับที่จะเอาชนะคนที่เรารู้อยู่เต็มอกว่ายังไงเราก็รักเขา และมันยิ่งยากขึ้นไปอีกหลายร้อยเท่าเมื่อรู้ว่าคนที่เราต้องการจะเอาชนะเขานั้น เขาไม่รู้เลยว่าความรักหน้าตาเป็นอย่างไร เขาไม่เคยรักพวกเรา เขาไม่เคยรักผู้อื่น เขาไม่เคยรักแม้กระทั่งตัวเอง”
“…..” รุทอนนิ่งเงียบไปพักหนึ่ง
“ผมคิดว่าทุกคนบนโลกนั้นรักตัวเองนะครับ” ผมพูดแย้งเบาๆ
“ถ้าเขารักตัวเองเขาจะไม่ทำอย่างเช่นทุกวันนี้ เขาจะไม่ปล่อยสารพิษออกไปในอากาศเพราะเขารู้ทั้งรู้ว่าเขาต้องใช้มันหายใจ เขาจะไม่ทำให้แหล่งน้ำเน่าเสียหรือเป็นพิษเพราะเขารู้ทั้งรู้ว่าเขาจะต้องเอาน้ำเหล่านั้นมาดื่ม เขาจะไม่เอาสารพิษใส่ลงไปในพืชผักผลไม้เพราะเขารู้ทั้งรู้ว่าเขาก็จะต้องนำมันมากินเป็นอาหาร ความรักขั้นพื้นฐานที่สุดแม้กระทั่งสัตว์โลกชั้นต่ำมันยังมีสำนึกรู้ แต่มนุษย์โลกกลับไม่รู้”
“คุณมีแผนการต่อสู้อย่างไรบ้างครับ ผมอยากรู้”
“อืม…” เขาทำท่าคิด
“จะเรียกว่าการต่อสู้ก็คงไม่ถูกต้องสักเท่าไหร่ เพราะชัยชนะของพวกเราไม่ใช่การมีอำนาจเหนือ ผมขอเรียกมันว่าแผนการปรับจิตสำนึกของมนุษย์โลกจะดีกว่า ชัยชนะของผมคือการทำให้เขาเกิดสำนึกแห่งความรัก ทำให้เขากลับใจเสียใหม่”
“แผนการที่พอจะเปิดเผยได้ก็คือ การเร่งปฏิกิริยาให้มนุษย์โลกนั้นเกิดสำนึกแห่งความรักได้อย่างรวดเร็วโดยผ่านเงื่อนไขที่สร้างความสะเทือนใจอย่างมาก เพื่อกระตุ้นให้เขาเหล่านั้นสร้างปฏิบัติการแห่งความรักขึ้นมาพร้อมๆ กัน ในอดีตเราใช้วิธีให้คนไปรวมตัวกัน ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่งและสร้างกระแสแห่งความรักออกไปสู่จักรวาลและแกนโลกพร้อมๆ กันด้วยกุศโลบายบางอย่าง เช่น สวดมนต์ ร้องเพลงที่มีเนื้อหากระตุ้นให้รัก หรือฟังการพูดเพื่อปลุกเร้าให้ทุกคนแสดงความรักออกมาพร้อมๆ กัน แต่ในปัจจุบันวิธีการเหล่านั้นใช้ไม่ได้ผลเสียแล้วเพราะว่ากิจกรรมต่างๆ ถูกจัดขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ที่ไม่เหมือนเดิม และคนที่ไปร่วมพิธีเหล่านั้นก็ไปด้วยวัตถุประสงค์ที่แอบแฝง จากแต่เดิมไปเพื่อต้องการจะ “ให้” หรือไปเพื่อมอบความรัก กลับเป็นการไปเพื่อต้องการจะ “เอา” หรือต้องการจะ “ได้” เช่น ต้องการได้บุญ หรือแม้กระทั่งต้องการได้ไปสวรรค์ ก็ล้วนเป็นการไปเพื่อ เอา ทั้งสิ้น ดังนั้นมันจึงไม่เกิดผลรวมทางพลังงานแห่งความรักอย่างแท้จริง”