๗๗.
กำหนดการ
“เอาล่ะ เมื่อคุณรู้จักความเป็นตัวตนของพระเจ้าแล้ว คืนนี้คุณมีกำหนดการต้องไปพบกับพระองค์ตอนสามนาฬิกา” เขาบอกกำหนดการแบบที่ผมไม่ทันได้ตั้งตัว
“พบกับพระเจ้า!! ไหนคุณบอกว่าพระเจ้าไม่มีตัวตนไงล่ะ” ผมถาม
“ผมก็ไม่ได้บอกนี่ครับว่า คุณจะได้ไปพบกับตัวตนของพระองค์ คุณไปตามที่ผมบอกก็แล้วกันเดี๋ยวคุณก็รู้เอง พระองค์จะรอคุณอยู่บนยอดเขา”
“เอ่อ…ผมเริ่มรู้สึกสับสนนิดหน่อยแล้วว่า ไม่ใช่คุณหรอกหรือครับที่ผมต้องมาพบ เพราะคนที่ต้อนรับผมเขาบอกว่าผมต้องมาพบกับ “รูปธรรมผู้ปกครอง” ที่บนเขานี้ และตอนนี้ก็มีเพียงคุณคนเดียวที่น่าจะเป็นคนคนนั้น แต่คุณกลับบอกว่าผมต้องไปพบกับพระเจ้าอีก” ผมถาม
“ผมว่าคุณอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนสำหรับเรื่องนี้ การที่เขาเรียกพระเจ้าว่าผู้ปกครองก็ถูกต้องแล้ว เพราะเราเรียกจากบทบาทการเป็นผู้ปกครองจักรวาลและเอกภพทั้งหมด”
“พระเจ้านั้นมีหลากหลายบทบาท ถ้าเราจะนิยามพระองค์ในบทบาทของผู้ให้กำเนิดทุกสรรพสิ่ง เราก็จะเรียกพระองค์ว่า พระผู้สร้าง ถ้าจะนิยามในบทบาทของความเป็นองค์ความรู้ทั้งมวล เราก็อาจจะเรียกพระองค์ว่า พระธรรม และถ้าเราจะนิยามบทบาทของการเป็นผู้ที่ครอบครองจักรวาลและเอกภพทั้งหมด เราก็สามารถเรียกพระองค์ว่า พระผู้ปกครอง ก็ได้”
“ทำไมต้องไปตอนตีสามด้วยล่ะครับ ไปตอนนี้เลยได้ไหมครับ ผมกลัวความมืด”
“สิ่งนี้เป็นพระประสงค์ของพระองค์ ผมไม่สามารถบอกได้ว่าทำไม แต่ผมคิดว่ามันต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างแน่นอน” เขาตอบ
“ผมมีภารกิจที่ยังติดค้างคุณไว้อีกอย่างหนึ่งนะครับ เดี๋ยวคุณจะต้องมาเรียนรู้กันในช่วงเย็นวันนี้” รุทอนพูด
“เรื่องอะไรหรือครับ”
“มันเป็นเรื่องของคุณสมบัติที่รูปธรรมชั้นสูงจะต้องมี”
“แต่ตอนนี้ได้เวลาอาหารกลางวันสำหรับพวกคุณทั้งสามคนแล้ว ไปทานก่อนแล้วค่อยกลับมานั่งคุยกันต่อ” รุทอนบอก
“ไปทานที่ไหนครับ” ผมถาม
“จะมีคนจากเมืองข้างล่างนำมันขึ้นมาให้พวกเราวันละสองเวลาคือเวลาเช้ากับบ่าย ที่ห้องโถงรับรองในชั้นแรก” ฟีทัชตอบ
“อ๋อครับ”
ฟีทัชเดินนำหน้าผมเพื่อตรงลงไปยังห้องโถงที่ผมเพิ่งผ่านมาในช่วงสาย ส่วนเฮปเฟเดินขนาบมากับผม
“พวกคุณกินอาหารกันแค่สองมื้อหรือครับ” ผมถามระหว่างที่เรากำลังเดินมาด้วยกัน
“ใช่ครับ”
“เหมือนพวกนักบวชที่อยู่บนโลกของผมเลยครับ เขากินกันแค่สองมื้อเหมือนกัน” ผมแสดงความเห็น
“ที่เรากินสองมื้อก็เพราะว่าไม่อยากให้คนที่นำอาหารขึ้นมาส่งให้เราต้องลำบากมากครับ ลำพังขึ้นมาวันละสองเวลาก็ลำบากมากเกินพอแล้ว ถ้าพวกเขาต้องเอาขึ้นมาตอนเย็นด้วย การเดินลงจากเขาในช่วงค่ำมืดจะลำบากมากกว่า พวกเราจึงกำหนดให้ขึ้นมาเฉพาะเช้ากับบ่ายเท่านั้น”
“เขาต้องเดินขึ้นมาวันละสองรอบเลยหรือครับ ลำบากแย่เลยนะครับ”
“ใช่ครับ แต่มันเป็นความสมัครใจที่พวกเขาตั้งใจทำ เป็นสิ่งที่เขามีข้อตกลงกันเองว่าใครจะรับผิดชอบวันไหนและเวลาใด ส่วนใหญ่ไม่ใช่เป็นเรื่องของใครคนใดคนหนึ่งหรอก มันเป็นเรื่องของคนทั้งเมืองเลยทีเดียว”
“อ๋อครับ คล้ายที่โลกของผมเกี่ยวกับการที่ผู้คนเอาอาหารมาใส่บาตรให้พระทุกวันเลยครับ”
“ใช่ครับ น่าจะเป็นลักษณะเดียวกัน แต่คงไม่เหมือนกันตรงที่ว่าทุกๆ คนที่นี่มีการเข้าใจภาษาจิตจึงมีการตกลงกันว่าใครจะขึ้นมาเวลาใด และพวกเขาก็รู้ล่วงหน้าด้วยว่าจะมีรูปธรรมอยู่บนนี้กี่รูปธรรมเพื่อจะได้นำอาหารมาไม่น้อยเกินไปหรือมากเกินไปครับ”
เราใช้เวลาเดินลงมาจากชั้นบนประมาณ 10 กว่านาทีก็มาถึงห้องโถงใหญ่ที่ใช้สำหรับรับรองแขก ซึ่งตอนนี้มันได้เปลี่ยนเป็นที่รับประทานอาหารสำหรับเราสามคน พื้นที่ตรงนี้ดูโอ่อ่ากว้างขวาง เพดานที่สูงพอๆ กับตึกสัก 4-5 ชั้นนั้นทำให้โต๊ะอาหารของเราดูเล็กไปถนัด เมื่อผมไปถึงก็พบกลุ่มคนจำนวนหนึ่งมายืนรอเราอยู่ก่อนแล้ว ผู้คนเหล่านี้ต่างแต่งเนื้อแต่งตัวกันราวกับว่าจะไปงานเลี้ยงที่ไหน ทุกคนมาพร้อมกับชุดที่ดูหรูหราที่สุด มันหรูหราเสียจนทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเหมือนยาจกไปเลย ทุกคนยืนเรียงแถวกันเหมือนบริกรที่กำลังคอยเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้าในร้านอาหารหรูๆ
“เชิญครับ เชิญค่ะ” เสียงของชายและหญิงที่ยืนเรียงแถวกันกล่าวต้อนรับ
“ขอบคุณมากครับ” ผมกล่าวกับทุกคน
ผมนั่งลงที่โต๊ะซึ่งได้มีการจัดเตรียมไว้สำหรับสามที่พอดี บนโต๊ะมีการประดับประดาด้วยแจกันดอกไม้หลากสีสันอย่างสวยงาม ตรงหน้าของผมมีการจัดวางจานชามและช้อนไว้อย่างเป็นระเบียบ ดูแล้วเหมือนเวลาที่เราไปกินอาหารในงานเลี้ยงสไตล์ผู้ดีที่จัดเลี้ยงเป็นธรรมเนียมการต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง
“นี่เขาจัดงานเลี้ยงต้อนรับอะไรหรือเปล่าครับ ผมว่ามันดูหรูหราเป็นพิธีรีตองมากเลยนะครับ”
“ไม่ครับ เป็นกิจวัตรของที่นี่” เฮปเฟหันมาบอกกับผม
หลังจากนั้นพวกเขาก็ผลัดกันมาเสิร์ฟเมนูแปลกๆ ที่ผมไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน เราใช้เวลาในการรับประทานอาหารมื้อนี้ได้ประมาณ 30 นาที ผมก็เริ่มรู้สึกอิ่ม
“ผมคิดว่าผมอิ่มแล้วครับ ขอบคุณทุกท่านสำหรับอาหารมื้อนี้นะครับ” ผมพูดขึ้น
“พวกเราก็รู้สึกปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่งที่มีโอกาสได้มาบริการคุณครับ” ชายคนหนึ่งในกลุ่มที่ยืนอยู่ในแถวพูดขึ้น
หลังจากที่ผมบอกว่าอิ่มแล้ว คนที่อยู่ในแถวคนสุดท้ายก็ยกกาน้ำขนาดไม่ใหญ่นักมารินบางสิ่งให้กับเราทั้งสามคน เมื่อได้ลองดื่มผมก็รู้ทันทีว่ามันคืออะไร
“นี่มันชาร้านคุณเหวิ้นนี่ครับ” ผมพูด
“ใช่แล้วครับ” เฮปเฟพูด “แถมเจ้าของต้นตำรับก็มาบริการด้วยตัวเองเลยนะ” เฮปเฟย้ำ
เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมองคนที่นำชามาเสิร์ฟ ก็พบกับเด็กหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง
“คุณคือคุณเหวิ้นเจ้าของร้านชาหรือครับ ผมคิดว่าคุณจะต้องดูแก่กว่านี้เสียอีก” ผมถาม
“ดวงจิตของผมนั้นใช่ครับ แต่รูปธรรมผมได้รับการเปลี่ยนใหม่แล้ว” เขาตอบแบบยิ้มๆ
“ขอโทษครับ อย่างไรหรือครับ เปลี่ยนรูปธรรมใหม่” ผมถาม
“คุณเหวิ้นเป็นคนที่มาจากดาวโลกไกอาด้วยวิธีพิเศษแบบเดียวกับคุณ เขามีอายุอยู่บนดาวโลกของเราได้ 147 ปีก็เสียชีวิต หลังนั้นเขาก็ได้มาเกิดใหม่กับคนในกลุ่มสายสัมพันธ์ของเขา ซึ่งเราก็รู้ว่าเป็นคุณเหวิ้นกลับมาเกิด เราจึงเรียกชื่อเดิมของเขาครับ” เฮปเฟอธิบาย
“ยินดีที่ได้พบคุณครับ คุณเหวิ้น ขอบคุณสำหรับชาที่พิเศษสุดนี้ด้วยนะครับ” ผมกล่าวขอบคุณ
“ยินดีเช่นกัน ผมดีใจที่คุณชอบครับ” เขาตอบ
“เมื่อเช้านี้เพื่อนของผมได้นำมาให้ผมทดลองดื่มแล้ว ผมถึงจำได้ว่าเป็นชาของคุณ”
“หรือครับ รู้สึกเป็นเกียรติจริงๆ ครับ”
เราทั้งสามกล่าวคำขอบคุณต่อกลุ่มชายหญิงที่นำอาหารมื้อบ่ายมาบริการ แล้วจึงเดินกลับขึ้นไปยังห้องที่เราใช้คุยกันตามเดิม