๖๑.
การฝัน
“โอ้โห! ผมว่าเรื่องมันชักจะยุ่งแล้วสิครับ เพราะถ้าเกิดใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มไม่ยอมหลุดออกมาจากการเวียนว่ายตายเกิดนี้สักที คนอื่นๆ มิต้องรอกันไปเรื่อยๆ หรือครับ” ผมพูด
“ใช่ ก็ต้องรออย่างไม่มีกำหนดนั่นแหละ กี่หมื่นปีกี่แสนปีกี่ล้านปีก็ต้องรอ” คลายเอินตอบ
“รออย่างเดียว ทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้หรือครับ” ผมถาม
“พอมีวิธีอยู่บ้าง คือเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะคนในกลุ่มเท่านั้น เนื่องจากดวงจิตของคนในกลุ่มตอนที่อยู่ ณ แดนสุญญตา พวกเขาถูกแบ่งภาคออกมาจากดวงจิตดวงเดียวกัน ดังนั้นพวกเขาทั้งกลุ่มจึงมีสายใยเล็กๆ ที่ผูกติดกันอยู่ทำให้ยังสามารถสื่อสารกันได้บ้าง แต่เฉพาะในตอนที่คนทางโน้นนอนหลับหรือตอนที่จิตสำนึกไม่แข็งแรงเท่านั้นนะ”
“ถ้านอนหลับแล้วจะสื่อสารกันได้อย่างไรล่ะครับ” ผมถาม
“ได้สิ ก็ออกมาในรูปของการฝันไง” คลายเอินอธิบาย
“แสดงว่าความฝันมาจากการกำหนดของคนทางนี้อย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม
“ทุกคนที่เป็นหน่วยย่อยของดวงจิตนั้นสามารถเป็นคนกำหนดได้ สมมุติว่ามี 32 ดวง ทั้งหมดก็สามารถเป็นผู้กำหนดได้รวมทั้งดวงที่อยู่ในร่างนั้นด้วย”
“แต่การฝันจะเป็นการสื่อสารด้วยความรู้สึก ไม่ใช่การสื่อสารด้วยภาษาพูด ดังนั้นเวลาที่เราจะส่งข้อความไปยังผู้รับ เราจึงจำเป็นต้องแปลงให้มันเป็นภาพและเรื่องราวเสียก่อน โดยเรื่องราวเหล่านั้นก็ต้องสามารถทำให้ผู้รับเกิดความรู้สึกอะไรบางอย่างขึ้นมา ความรู้สึกนั้นเองที่เป็นข้อความที่เราต้องการจะส่ง”
“แล้วมันได้ผลไหมครับ” ผมถาม
“ส่วนใหญ่ 99 เปอร์เซ็นต์ล้มเหลว มีเพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ต้องทำเพราะมันเป็นหนทางเดียวที่จะทำได้”
“ที่ส่วนใหญ่ล้มเหลวเพราะอะไรครับ” ผมถาม
“ครึ่งหนึ่งของคนที่ฝันทั้งหมดเมื่อตื่นขึ้นมาจะจดจำความฝันของตัวเองไม่ได้ อีก 30 เปอร์เซ็นต์รู้และจดจำได้แต่ไม่ได้สนใจที่จะนำมันมาขบคิด 15 เปอร์เซ็นต์เอามันมาคิดแต่ก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันหมายความว่าอย่างไร 4 เปอร์เซ็นต์นำมันไปค้นหาคำตอบจากผู้ที่มีประสบการณ์ในการตีความแต่สุดท้ายก็ตีความผิดอยู่ดี มีคนน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ที่สามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน” เขาอธิบาย
“ความจริงของมันเป็นอย่างไรครับ” ผมถามต่อ
“ความฝันแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ 1). ประเภทที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์และความทรงจำของคนๆ นั้น ความฝันรูปแบบนี้ไม่ใช่การสื่อสารเพราะมันคือภาพตกค้างที่ถูกนำมาฉายซ้ำอันเกิดจากความกังวลหรือความฝังใจของเจ้าของความฝันนั้นๆ เท่านั้น ส่วนประเภทที่ 2). คือความฝันที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ คือความฝันที่เป็นการสื่อสาร ซึ่งการฝันแบบนี้บางครั้งจะมีการฉายภาพประสบการณ์ในอดีตหรืออนาคตเพื่อเป็นการผูกเรื่องราวของคนที่เรารู้จักให้เกิดเป็นความรู้สึก เช่น เรื่องราวในขณะที่ยังเป็นเด็ก หรือขณะที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียน เป็นต้น ตัวละครที่อยู่ในความฝันส่วนใหญ่ก็จะเป็นดวงจิตที่เคยเป็นสายสัมพันธ์ของเราทั้งหมดทั้งคนที่เรารักและคนที่เราเกลียด”
“เดี๋ยวนะครับ ขอถามแทรกตรงนี้หน่อย หมายความว่าคนที่เราเกลียดก็คือสมาชิกที่แบ่งภาคออกมาจากดวงจิตดวงเดียวกันกับเราอย่างนั้นด้วยหรือครับ”
“ใช่แล้ว เพราะความเกลียดชังนั้นคือบทบาทที่ทุกคนในกลุ่มร่วมกันเขียนขึ้นมา เพื่อที่จะใช้มันเป็นเงื่อนไขในการแสดงความรักซึ่งกันและกันไงล่ะ”
“ถ้าเราสามารถรักคนที่เราเกลียดได้ แสดงว่าความรักนั้นต้องมีอานุภาพมากมายมหาศาล มากกว่าความรักที่มอบให้กับคนที่มีความน่ารักหลายร้อยเท่า” คลายเอินอธิบาย
“ครับ เรื่องนั้นผมเข้าใจดี แค่ผมติดใจตรงที่มาจากดวงจิตดวงเดียวกันนี่แหละครับ มันทำใจยอมรับยาก” ผมพูด
“เงื่อนไขหรือบททดสอบที่ใช้แสดงต่อกันนั้นมีสองแบบ แบบที่หนึ่งคือเงื่อนไขที่เคยตกลงกันตั้งแต่ก่อนที่จะมาเกิดร่วมกันเป็นครั้งแรก ซึ่งพวกเธอเรียกเงื่อนไขแบบนี้ว่า บุพกรรม หรือ พันธสัญญาเดิม และแบบที่สองคือเงื่อนไขที่สร้างขึ้นมาใหม่ขณะที่เผชิญกับเงื่อนไขเดิม แต่ทำไม่ถูกต้องจนเกิดเป็นความอาฆาตพยาบาทผูกเป็นเงื่อนไขใหม่ทับซ้อนขึ้นมา ซึ่งพวกเธอเรียกมันว่า พันธกรรม หรือ พันธสัญญาใหม่ ความจริงเงื่อนไขเดิมของพวกเธออาจจะไม่ค่อยเกลียดกันมากสักเท่าไหร่ แต่พอมันพอกพูนทับซ้อนกับพันธสัญญาใหม่มาหลายภพหลายชาติมากขึ้นเรื่อยๆ มันจึงทวีความเกลียดชังจนทำให้เธอทำใจยอมรับได้ยาก”
“กลับมาที่เรื่องการสื่อสารในความฝันต่อนะ”
“ครับ” ผมตอบ
“ในส่วนที่สองที่เป็นส่วนของการสื่อสารระหว่างกลุ่มดวงจิตที่เป็นสายสัมพันธ์ ซึ่งมันคือการรอคอยเพื่อกลับไปเป็นหนึ่งเดียวกันนั้นมักจะสื่อออกมาในรูปของความฝันที่เป็นเชิงสัญลักษณ์อย่างที่ฉันบอกไป เรื่องราวส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับการเดินทางไม่ว่าจะเป็นการเดินทางรูปแบบไหน เดินทางบนถนน เดินทางในป่า เดินไปบนทางแคบๆ เดินไปบนสะพานไม้ รวมไปถึงการวิ่ง ซึ่งจะถือว่าเป็นการเดินทางทั้งสิ้น ความรู้สึกหรือภาษาที่เราต้องการสื่อจากภาพฝันนี้คือ การหลงทางบ้าง หาเพื่อนไม่เจอบ้าง นัดกันแล้วอยู่อยู่ๆ ก็หายไปบ้าง หรือถ้าเป็นภาพของการวิ่งมักจะทำให้เราวิ่งไม่ออกบ้าง วิ่งไม่ทันบ้าง วิ่งเท่าไหร่ก็ไม่ถึงสักที ขาอ่อนแรง เป็นต้น”
“อีกภาพหนึ่งที่ถูกนำมาใช้สื่อสารบ่อยๆ คือภาพของการที่ยังทำภารกิจอะไรสักอย่างไม่สำเร็จ การติดค้างอะไรบางอย่างไว้ เช่น ไม่ได้เข้าห้องเรียนบ้าง ไม่ได้ทำการบ้านบ้าง ไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมกับเพื่อน หรือไม่ได้ทำงานอะไรให้สำเร็จบ้าง ที่ฉันยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ให้เธอจับใจความเอาเฉพาะเรื่องของความรู้สึกนะ เพราะในรายละเอียดและภาพการฝันของแต่ละคนย่อมจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของเขาเหล่านั้น”
“ความรู้สึกที่พวกเราจงใจทำให้คุณรับรู้นี้คือความรู้สึกเสียดายหรือเสียเวลาที่ตัวเองไม่สามารถทำภารกิจให้สำเร็จเสียที ซึ่งความรู้สึกนี้เองคือข้อความที่เราส่งไป มันคือใจความสำคัญของสาสน์ที่เราต้องการให้พวกเธอรับรู้ โดยมีพวกเรากำลังรอคอยมันอย่างใจจดใจจ่อ”
“แต่บางครั้งการสื่อสารก็ไม่ได้ออกมาในรูปแบบของความฝันเพียงอย่างเดียว มันสามารถรับข้อมูลการสื่อสารในขณะที่จิตสำนึกยังทำงานอยู่ก็ได้ แต่จะต้องทำในสภาวะที่มันอ่อนกำลังลง ภาวะนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาครึ่งหลับครึ่งตื่น เวลาที่ผ่อนคลาย หรือช่วงเวลาที่ร่างกายได้รับสารแห่งความสุขบางชนิดเข้าไปทำให้มีอาการเคลิบเคลิ้ม รูปแบบของการสื่อสารที่ถูกส่งไปในลักษณะนี้คนที่ได้รับจะสามารถแปลงเป็นภาษาได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นภาษาภาพหรือภาษาเขียน เพราะจิตสำนึกเขายังทำงานอยู่ครึ่งหนึ่ง โดยมากมักจะปรากฏออกมาในรูปของบทกวีที่สละสลวย หรือบทเพลงที่ไพเราะประดุจส่งมาจากสรวงสวรรค์ ซึ่งที่จริงมันก็ถูกส่งมาจากสวรรค์จริงๆ นั่นแหละ แต่เจ้าตัวไม่รู้ว่ามันมาจากไหน เธอลองสังเกตเนื้อเพลงที่ได้ชื่อว่าไพเราะที่สุดหรือได้รับความนิยมสูงสุดบนโลกของเธอดูสิ ส่วนใหญ่ 99 เปอร์เซ็นต์เป็นเพลงรัก ถ้าจะตีความให้ลึกซึ้งจะต้องตีความในมุมมองของผู้ที่กำลังเฝ้ารอการกลับไปอยู่ร่วมกัน มันคือความรักที่ไม่ใช่ความรักธรรมดาๆ แบบที่หนุ่มสาวรักกันบนโลกเท่านั้น ในบรรดาเพลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการบันดาลใจนี้ ทุกเพลงล้วนมีเนื้อหาเกี่ยวกับการรอคอย การปรารถนาที่จะได้กลับมาเจอกัน หรือแม้กระทั่งบอกเล่าถึงสถานที่ที่เป็นสวรรค์แห่งนี้”
“หากเธอย้อนกลับไปถามผู้ที่ประพันธ์เพลงต่างๆ เหล่านั้น ทุกคนจะต้องบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าเขาแต่งมันขึ้นมาจากช่วงเวลาเคลิบเคลิ้มหรือครึ่งหลับครึ่งตื่นนี้ทั้งสิ้น”
“มันมีเพลงอยู่เพลงหนึ่งนะ เพลงนี้ได้รับความนิยมมากที่สุดบนโลกของเธอ ทุกคนในโลกแทบไม่มีใครเลยที่ไม่รู้จักเพลงนี้ เนื้อหาในเพลงมันได้บรรยายทุกอย่างที่โลกต้นแบบแห่งนี้เป็นคือ ที่นี่ไม่มีนรก ไม่มีสวรรค์ (สวรรค์ในรูปแบบที่เธอสร้างขึ้น) ไม่มีประเทศ ไม่มีศาสนา ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและเป็นหนึ่งเดียวกัน”
“คนที่แต่งเพลงนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากคนบนดาวโลกทึงร่าแห่งนี้ให้เขาบรรยายมันออกมาเป็นภาษา บรรยายให้คนเห็นภาพว่ามันมีสถานที่นี้อยู่จริง และมีคนจำนวนมากกำลังรอคอยการกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกัน”