๕๗.
จิตสำนึกมวลรวม
โคฮารุพาผมไปยังร้านเครื่องปรุงอาหารที่ใช้ในครัวก่อนเป็นอันดับแรก สิ่งที่ได้มาหลักๆ คือใบชา เกลือ และเครื่องเทศอีก 4-5 อย่าง
“เอาไปแค่นี้เองหรือครับ” ผมถามเธอขณะเก็บสิ่งที่ต้องการใส่ในห่อผ้าจำนวนไม่มากเท่าไหร่
“ไม่ต้องเยอะมากก็ได้ เหลือไว้ให้คนอื่นบ้าง ถ้าหมดแล้วค่อยมาเอาใหม่” เธอตอบ
“ของพวกนี้มันจะมีมาเรื่อยๆ คนที่รับผิดชอบขนมันมาที่นี่ก็อาจจะมีไม่กี่คนและเขาก็ขนมาได้ทีละไม่มาก การที่เราเอาไปกักตุนไว้ เราก็อาจจะยังใช้ไม่หมด สู้เหลือไว้ให้คนอื่นใช้ก่อนดีกว่า” เธอขยายความ
“ผมว่าวิธีที่คุณทำนี้ดีมากๆ เลยนะครับ ถ้าทุกคนคิดอย่างเดียวกับคุณ” ผมพูด
“ทุกคนคิดอย่างเดียวกันค่ะ” เธอตอบ
“ทำไมที่นี่ถึงมีวิธีการทำให้ทุกคนคิดแบบเดียวกันได้ล่ะครับ นี่ถ้าเป็นโลกของผม ของฟรีพวกนี้หมดตั้งแต่วันแรกแล้ว ผมสงสัยในการสร้าง จิตสำนึกมวลรวม ของคนที่นี่จัง” ผมพูด
“ถ้าเป็นที่โลกของคุณ ฉันคิดว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ยากค่ะ” เธอแสดงความเห็น “เพราะพื้นความคิดที่มีต่อผู้อื่นไม่เหมือนกับที่เราเป็นกัน”
“พื้นความคิดอะไรอีกหรือครับ” ผมถาม
“พื้นความคิดหรือเรียกอีกอย่างว่า “รากเหง้าทางความคิด” ก็คือ คนที่นี่ตระหนักว่าทุกๆ คนเป็นญาติพี่น้องกัน เป็นเหมือนคนครอบครัวเดียวกันไง ตราบใดที่คนบนโลกของคุณไม่มีพื้นความคิดแบบนี้ ความรักความห่วงใยที่จะมีให้กันมันก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้” เธอตอบ
หลังจากนั้นโคฮารุก็พาผมไปเดินดูโซนเสื้อผ้า ร้านเสื้อผ้านั้นมีหลากหลายรูปแบบมาก เธอเดินเข้าร้านนั้นออกร้านนี้อย่างสนุกสนาน ผมเองก็ตื่นตาตื่นใจไปกับความวิจิตรบรรจงของลวดลายในเสื้อผ้าอาภรณ์เหล่านั้นไปด้วย
“ทำไมเธอถึงไม่ใส่เสื้อผ้าแบบนี้บ้างล่ะ” ผมถามพร้อมกับชี้ไปทางเสื้อผ้าแบบที่ดูเป็นผ้าแพรไหมบางเบาและมีลวดลายวิจิตรเหล่านั้นซึ่งต่างจากแบบที่เธอใส่อยู่
“ช่วยฉันเลือกหน่อยสิ ที่ผ่านมาฉันไม่เคยคิดอยากจะใส่ชุดแบบนี้เลย แต่วันนี้คิดว่าจะลองดูบ้าง” เธอตอบ
“ผมชอบอยู่ชุดหนึ่งครับ มันแขวนโชว์อยู่ทางขวานั่น” ผมชี้ชวนให้เธอดู
ชุดที่ผมพูดถึงนี้เป็นชุดสีขาวครีมมีลวดลายปักเป็นดอกไม้สีเหลือบมุกออกเป็นสีเดียวกับตัวผ้า ดูแล้วไม่ฉูดฉาดมาก เนื้อผ้าดูบางเบานุ่มนวล มันเป็นชุดที่เกิดจากการทับไปทับมาของผ้าหลายชิ้น เป็นชุดยาวคลุมลงมาถึงตาตุ่มคล้ายชุดราตรี มองดูแล้วสวยสง่า อ่อนหวานสมกับสาวน้อยอย่างโคฮารุ
“สวยถูกใจฉันเลยค่ะ” เธอตอบ
ผมจัดการนำมันลงมาให้เธอเปลี่ยนในร้านนั้นทันที หลังจากที่เธอเดินออกมาจากห้องเปลี่ยนเสื้อ วินาทีแรกที่ผมเห็นเธอ มันทำให้ผมถึงกับตะลึงในความงดงาม จากเดิมที่เธอเป็นแค่สาวน้อยแรกรุ่นที่ดูสดใส ตอนนี้เธอกลายเป็นนางฟ้าที่จำแลงกายลงมาจากสรวงสวรรค์ เนื้อผ้าที่อ่อนนุ่มพลิ้วไหวระยิบระยับไปด้วยลวดลายของเลื่อมแวววาวช่วยขับให้ผิวกายที่ขาวใสเหมือนเด็กแรกเกิดของเธอยิ่งดูผุดผ่องเปล่งประกายออกมา
“โอ้! งามมากๆ เธองามจริงๆ” ผมพูดพร้อมกับมองดูเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า
“โคฮารุ เธอเหมือนนางฟ้าเลย” ผมไม่รู้ว่าจะอธิบายสิ่งที่ผมเห็นนี้อย่างไรดี
“ขอบคุณนะ สำหรับคำชม” เธอพูดหยอกๆ
“ฉันคงจะใส่ชุดแบบนี้ได้แค่ตอนที่อยู่ที่นี่เท่านั้นแหละ ถ้าไปอยู่ที่บ้านก็คงต้องกลับไปใส่ชุดแบบเดิม ขืนใส่ชุดแบบนี้ไปเดินในป่ามีหวังไปเกี่ยวโน่นเกี่ยวนี่หกล้มหัวแตกแน่” เธอพูดแบบติดตลก
“ผมเริ่มหิวแล้ว ที่นี่เวลาหิวเราจะหาของกินจากที่ไหนครับ” ผมถามโคฮารุ
“จะเข้าไปกินที่บ้านใครก็ได้ หรือว่าจะไปกินที่เขาเปิดเป็นร้านก็ได้ ฉันคิดออกแล้ว ฉันจะพาเธอไปที่นี่ดีกว่า ตามฉันมา” เธอพูดพร้อมกับจูงมือผม
เราเดินลัดเลาะตามตรอกซอกซอยของเมืองไปเรื่อยๆ ระหว่างที่เรากำลังเดินไปยังจุดหมายที่ตั้งใจไว้นั้น อยู่ๆ โคฮารุก็หยุดชะงัก
“เดี๋ยวก่อน มีคนเรียกฉัน” เธอพูดกับผม
“โคฮารุ” เสียงเรียกนี้ผุดขึ้นมาในใจของเธอขณะที่กำลังเดินผ่านบ้านหลังหนึ่ง
“คะ” โคฮารุตอบกลับจากสิ่งที่เธอได้ยิน
“อ้อ! นึกว่าใคร อุมม่านั่นเอง” เธอพูดชื่อคนที่เรียกเธอพร้อมกับมองเข้าไปในบ้านหลังนั้น
“ทิมคะ ฉันจะแนะนำให้รู้จักกับอุมม่า เธอเป็นญาติฝ่ายแม่ของฉันอีกคนหนึ่งค่ะ ถ้านับกันจริงๆ น่าจะเป็นคุณทวดของทวดเลยล่ะ” โคฮารุแนะนำพร้อมกับพาผมเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้น
“เขาคงจะแก่มากเลยสิครับ” ผมถาม
“ใช่แล้ว เธอน่าจะมีอายุสัก 7 แสนกว่าปีแล้ว ที่จริงคนทั้งเมืองนี้ก็เป็นญาติกันเกือบทั้งหมดถ้าไล่นับกันจริงๆ” โคฮารุอธิบาย
“แต่ดูเธอยังสาวอยู่เลยนะครับ” ผมพูดเบาๆ หลังจากที่ผมได้เห็นตัวเธอ
“สวัสดีครับ” ผมกล่าวทักทายอุมม่า
“สวัสดีจ้ะทิม พ่อหนุ่มน้อยของฉัน ดีใจจริงๆ ที่ได้พบเธอ” อุมม่าทักทายผมด้วยความเป็นกันเอง
“โคฮารุตามฉันมานี่หน่อยสิ ฉันมีอะไรจะให้เธอดู” อุมม่าพูด
“เธอก็มาด้วย” อุมม่าหันมาเรียกผม
“เธอสวยจริงๆ สมกับเป็นคู่รักของผู้ที่ถูกเลือก ฉันเห็นแล้วอดไม่ได้ที่จะเติมเต็มให้มันสมบูรณ์” เธอพูดกับโคฮารุพร้อมกับพาเราเดินเข้าไปในห้องหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไป
บ้านของอุมม่ามีลักษณะเป็นตึกที่ปลูกติดๆ กัน ลักษณะภายในบ้านนั้นเป็นเหมือนห้องทำงานประดิษฐ์ที่เต็มไปด้วยเครื่องมือเย็บปักถักร้อย มีผ้าผืนเป็นพับๆ ตั้งอยู่มากมาย มีเข็ม มีด้ายเป็นหลอดๆ ตั้งเรียงรายอยู่เต็มชั้นวางของ เธอพาโคฮารุและผมเดินเข้าไปที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ของเธอ ด้านหลังโต๊ะทำงานนั้นมีตู้ใส่ของอยู่ตู้หนึ่ง ด้านบนเป็นตู้กระจก ส่วนด้านล่างเป็นลิ้นชักใส่ของเล็กๆ เธอเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักชั้นที่สามหากนับจากด้านล่างขึ้นมา
“นี่! มาดูนี่ แม่สาวน้อย” เธอพูดพร้อมกับค่อยๆ ดึงลิ้นชักออกมาช้าๆ
เมื่อเปิดลิ้นชักออกมาก็พบกล่องไม้ขนาดไม่ใหญ่นักอยู่สองกล่อง เธอยกเอากล่องที่ใหญ่กว่าออกมาวางไว้บนโต๊ะจากนั้นก็ค่อยๆ เปิดฝากล่องออก สิ่งที่อยู่ภายในกล่องนั้นคือสร้อยคอที่ทำจากทองคำประดับด้วยอัญมณีสีแดงจำนวนหลายสิบเม็ด ตรงกลางมีเม็ดใหญ่อยู่เม็ดหนึ่ง เป็นสีแดงเข้มลึกส่องประกายแวววาวอย่างเห็นได้ชัด อัญมณีเม็ดใหญ่นี้ถูกล้อมด้วยเพชรสีขาวสว่างใสขับให้อัญมณีสีแดงเม็ดนี้ดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น สร้อยเส้นนี้คล้องอยู่ในแบบไม้ที่ทำเป็นรูปคอแต่มีลักษณะแบนๆ และด้านหลังถัดจากสร้อยขึ้นไปมีต่างหูที่ทำจากอัญมณีสีแดงล้อมเพชรอยู่อีกหนึ่งคู่
“ว้าวๆๆ สวยมากๆ เลยค่ะ” โคฮารุทำตาเบิกกว้างหลังจากที่เห็นของในกล่อง
หลังจากนั้นอุมม่าก็ปิดฝากล่องไว้ตามเดิม
“อ้ะ! ฉันยกให้เธอพ่อหนุ่มน้อย” อุมม่ายกกล่องนั้นมาใส่ในมือผม
“จากนี้ไปมันจะเป็นกรรมสิทธิ์ของเธอโดยสมบูรณ์ และนี่จะเป็นของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับมอบให้กับคนที่เธอรัก” เธอพูดพร้อมกับขยิบตาให้ผมแบบมีเลศนัย แต่ผมก็คิดว่านี่คงเป็นลูกเล่นที่เธอต้องการจะมอบสร้อยเส้นนี้ให้กับโคฮารุ
“ขอบคุณมากครับ คุณอุมม่า” ผมแสดงความขอบคุณเพื่อสวมบทบาทความเป็นเจ้าของสร้อยเส้นนี้ให้สมดังเจตนารมณ์ของเธอ ผมเปิดกล่องและหยิบมันออกมา
“มันเหมาะกับเธอมากที่สุด” ผมหันไปทางโคฮารุพร้อมกับสวมมันไว้ที่ kคอของเธอ จากนั้นก็หยิบต่างหูมาใส่ให้ด้วย
“ขอบคุณมากนะคะอุมม่า” โคฮารุหันไปขอบคุณเจ้าของสร้อย
“ไม่ใช่ฉัน สร้อยเส้นนี้เป็นของเขาแล้ว” อุมม่าชี้มาทางผม
โคฮารุหันมายิ้มกับผม ผมเลยขยิบตาให้กับเธอเช่นเดียวกับที่อุมม่าทำกับผม
“ขอบคุณมากค่ะทิม” โคฮารุพูดพร้อมกับเข้ามาสวมกอดผม