๕๖.
ความยุติธรรม
“ผมรู้สึกแปลกๆ นิดหน่อยกับระบบนี้ครับ” ผมหันไปถามคลายเอิน
“คือถ้าใครมีของที่มูลค่าน้อยกว่าหรือไม่มีอะไรมาแลกเปลี่ยนเลย เขาก็ยังสามารถมาเลือกหยิบเอาสิ่งของเหล่านี้ไปใช้ได้ด้วยหรือครับ เพราะผมไม่เห็นมีใครคอยตรวจสอบสิ่งของต่างๆ เหล่านี้เลย” ผมถาม
“ใช่” คลายเอินตอบ
“แล้วอย่างคนที่เขาไม่ได้ทำงานอะไร อย่างเช่นคนที่อยู่ในเมืองนี้ที่คุณบอกว่าเป็นนักดนตรี นักกวี นักวาดรูป ผมว่าไม่ยุติธรรมนะครับเพราะพวกเขาไม่มีอะไรมาแลกเปลี่ยนเลย” ผมแสดงความเห็น
“ถ้าเธอใช้คำว่า แลกเปลี่ยน มันจะเกิดความไม่ยุติธรรมขึ้นมาทันที ไม่ว่าจะยึดหลักเกณฑ์ด้านปริมาณหรือคุณภาพก็ตาม หากใช้หลักการแลกเปลี่ยนก็จำเป็นต้องมีกลไกเพื่อมาตรวจสอบอีกทีว่ามันยุติธรรมหรือไม่ ซึ่งจะทำให้เกิดความยุ่งยากและสิ้นเปลืองทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์ สำหรับระบบของเราที่นี่จะไม่ใช้คำว่าการแลกเปลี่ยน เราจะใช้หลักการ “ให้” ถ้าใช้ระบบการให้จะไม่มีคำว่าได้เปรียบเสียเปรียบ จะไม่มีคำว่ายุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม ถ้า “ให้” ก็คือให้ ใครจะมีอะไรหรือไม่มีอะไรมาให้ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ”
“กลไกในการอยู่ร่วมกันของที่นี่คือ ทุกๆ คนมีทัศนคตินิยมการให้มากกว่าการได้รับ ทุกคนสมัครใจที่จะทำงานเพื่ออุทิศให้กับคนอื่น ไม่ใช่ทำเพราะมีใครบังคับให้ทำ รางวัลที่ได้จากการให้คือความปิติยินดีที่คนอื่นได้รับและนำผลผลิตของเขาไปใช้ประโยชน์ ไม่ใช่เงินหรือสิ่งแลกเปลี่ยน ดังนั้นกลไกที่เกิดขึ้นคือ เมื่อไหร่ที่มีคนผลิตสิ่งใดออกมา หากไม่มีคนเอาไปใช้ประโยชน์ สิ่งที่เขาทำก็จะไม่สัมฤทธิ์ผลตามที่ตั้งใจไว้ เขาจึงต้องค้นหางานอย่างอื่นๆ ต่อไปเพื่อให้ตรงกับความต้องการ เช่น การทำมีดของฉัน ไม่ว่าฉันจะชอบและหลงใหลการทำมีดมากแค่ไหน แต่หากวันใดไม่มีใครเอามันไปใช้ประโยชน์ ฉันก็ต้องหันไปทำอย่างอื่นแทน”
“แล้วอีกอย่าง เธอรู้ได้อย่างไรว่าศิลปินพวกนี้ไม่มีอะไรมาแลกเปลี่ยน ความงามคืออาหารชนิดหนึ่ง ผู้คนที่ไม่บริโภคอาหารชนิดนี้ดวงจิตของเขาจะแห้งเหี่ยวไร้ชีวิตชีวา ใครที่ไม่นิยมฟังดนตรีจะกลายเป็นคนที่จืดชืดและเย็นชา ศิลปะคืออาหารของจิตวิญญาณ เมื่อไหร่ที่เราขาดศิลปะ จิตวิญญาณของเราก็จะตาย”
“เข้าใจแล้วครับ ที่นี่มีข้อตกลงร่วมกันว่าทุกคนจะต้องทำแบบนี้ แล้วถ้ามีใครฝ่าฝืนจะเกิดอะไรขึ้นไหมครับ” ผมถาม
“ที่นี่ไม่มีตำรวจ ไม่มีทหาร ไม่มีทนาย ไม่มีศาล และก็ไม่มีคำว่ากฎหมายด้วย ที่นี่มีสถาบันเดียวคือสถาบันเพาะบ่มเด็กๆ หรือที่พวกเธอเรียกกันว่า “โรงเรียน” แค่นั้น แต่วัตถุประสงค์ของโรงเรียนก็ไม่ได้มีไว้เพื่อให้ความรู้ เขามีไว้สอนให้เด็กๆ รู้จักวิธีการเข้าถึงความรู้มากกว่า”
“แค่นี้หรือครับ” ผมถาม
“ใช่แล้ว แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้แล้ว การที่เราสอนเด็กๆ ให้รู้จักวิธีการเข้าถึงความจริงขั้นสูงสุดได้เองก็เท่ากับการทำให้เขามีจิตสำนึกที่ดี รู้จักหน้าที่ของตัวเอง รักตัวเอง รักผู้อื่น เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ยังจะมีอะไรที่สำคัญไปกว่านี้อีกหรือ”
“ครับ” ผมพยายามคิดสิ่งที่มากกว่านี้ แต่ก็ยังคิดไม่ออก
ระหว่างที่พวกเรากำลังจัดกระดาษให้เข้าที่อยู่นั้นก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้าน
“สวัสดี ฉันดีใจจริงๆ ที่ได้พบเธอ” เสียงผู้ชายวัยรุ่นอายุน่าจะพอๆ กับโคฮารุกล่าวทักทายผมก่อน พร้อมกับหันไปยิ้มเล็กๆ ให้กับโคฮารุและคลายเอินโดยไม่ได้พูดอะไรกัน ผมเดาว่าเขาคงทักทายกันด้วยภาษาจิตแล้ว
“สวัสดีครับ” ผมตอบชายคนนั้นพร้อมกับน้อมศีรษะเล็กน้อย
“ฉันขอแนะนำให้เธอรู้จักนะ ท่านผู้นี้คือ “เดอวิ้นซ์” เขาเป็นจิตรกรที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งในเมืองนี้” คลายเอินรีบแนะนำ
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณเดอวิ้นซ์ ผมชื่อทิมครับ” ผมแนะนำตัวบ้าง
“ฉันรู้ ฉันรู้จักเธอดี ฉันรู้ตั้งแต่วันที่เธอมาถึงที่นี่วันแรกแล้ว” เขาตอบ
“ครับ”
“ฉันรอกระดาษนี้อยู่หลายวันแล้ว วันนี้รู้สึกว่าโชคดีสองต่อเลย มาได้กระดาษของคลายเอินเป็นคนแรกและก็ได้มาพบกับเธอด้วย วันนี้ฉันต้องมีแรงบันดาลใจวาดรูปเป็นพิเศษแน่ๆ” เขาพูดพร้อมกับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“วันนี้คุณจะให้เกียรติไปพักที่บ้านของฉันไหม ฉันคิดว่าจะวาดภาพเกี่ยวกับเรื่องราวของคุณสักภาพ” เดอวิ้นซ์ชวนผม
ผมหันไปมองหน้าโคฮารุและคลายเอินนิดหนึ่ง เพื่อดูว่าเขาทั้งสองเห็นสมควรอย่างไร
“แล้วแต่เธอเลย พวกเราเคยนอนมาเกือบทุกบ้านแล้ว” โคฮารุพูดขึ้น
“ได้ครับ ขอบคุณมากครับที่เชิญ” ผมหันกลับไปตอบตกลง
“ฮ่าๆๆ คุณนี่พูดจาแปลกดีนะ ฉันต้องขอบคุณคุณต่างหาก” เขาตอบ
“ฉันได้ของที่ต้องการแล้ว ไปที่บ้านฉันกันเลยไหม” เดอวิ้นซ์รวบรัด
“คุณกลับไปก่อนครับ เดี๋ยวพวกเราตามไป ขอทำธุระอีกสองสามอย่างก่อน” คลายเอินบอกกับเดอวิ้นซ์
“ถ้าอย่างนั้นฉันกลับไปเตรียมทำความสะอาดห้องนอนเลยนะ” เขาตอบพร้อมกับบรรจงม้วนกระดาษประมาณ 10 แผ่นอย่างแผ่วเบา
“โอ้ว! แรงบันดาลใจผุดขึ้นมาในหัวฉันแล้ว ตื่นเต้นจัง รีบกลับไปวาดมันดีกว่า ฮ่าๆๆ” เขาพูดพร้อมกับเดินออกจากร้านไป
“แล้วเจอกันครับ” ผมพูด
“ฮ่าๆๆ” เขาหัวเราะพร้อมโบกมือ
พอโคฮารุจัดการกับชั้นกระดาษของตัวเองเสร็จเรียบร้อย เธอก็หันมาบอกกับคลายเอิน
“เสร็จแล้วค่ะ”
“งั้นไปกันต่อ” คลายเอินพูด “เดี๋ยวฉันจะพาเธอไปบ้านคุณปู่ของฉันนะ ที่นี่เป็นร้านมีดและเครื่องมือที่ทำจากเหล็กทั้งหมด บ้านท่านอยู่เกือบจะท้ายของเมืองโน่น”
“คุณตาคะ เดี๋ยวหนูขอไปเอาเครื่องปรุงที่คุณแม่ฝากมา และขอไปดูเสื้อผ้าชุดใหม่สักชุดก่อนได้ไหมคะ เราจะได้ไม่ต้องย้อนกลับมาที่นี่อีก” โคฮารุรีบพูดขออนุญาตทำนองว่ายังไม่ได้ของที่แม่ฝากมาเลย แต่จริงๆ แล้วเธอน่าจะอยากหาชุดสวยๆ ชุดใหม่มากกว่า
“เรายังอยู่ที่เมืองนี้อีกอย่างน้อยก็หนึ่งคืน พรุ่งนี้ค่อยมาดูก็ได้ ถึงอย่างไรก็ต้องมานอนที่บ้านของเดอวิ้นซ์อยู่แล้ว” ตากับหลานเริ่มมีความเห็นไม่ตรงกัน
แต่ผมเข้าใจความรู้สึกของโคฮารุ ที่จริงเธอยังเป็นแค่เด็กสาวแรกรุ่น เธอย่อมมีความรักสวยรักงามเป็นธรรมดา ส่วนคลายเอินก็เป็นเหมือนคนสูงอายุที่ไม่ค่อยจะสนใจเรื่องการเดินเที่ยวเตร่ชมโน่นชมนี่สักเท่าไร เขาคงเบื่อแล้ว
“เอาอย่างนี้แล้วกัน เดี๋ยวผมกับโคฮารุจะตามไปได้ไหมครับ ที่จริงผมก็อยากเดินเที่ยวรอบๆ ตลาดเหมือนกัน” ผมตัดบท
“งั้นก็ตามใจพวกเธอนะ” คลายเอินตอบ
“เย้! ไปค่ะทิม เดี๋ยวฉันจะพาไปเที่ยวให้ทั่วเลย” ว่าแล้วเธอก็จูงมือผมออกจากร้านไปทันที
“เดี๋ยวเจอกันนะครับ” ผมรีบหันไปบอกกับคลายเอินก่อนที่ผมจะโดนดึงพ้นจากร้าน