๕๔.
รหัสการปิดกั้น
ผมพอรู้อยู่แล้วว่าการมาของผมนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนบนโลกนี้รู้กัน แต่การได้รับเกียรติขนาดนี้ผมรู้สึกว่ามันเกินความคาดหมายมากไปหน่อย
“ทำไมเขาต้องให้เกียรติผมมากขนาดนี้ การเป็นคนดังก็ไม่น่าจะต้องมากขนาดนี้ไหมครับ” ผมถามอีก
“โลกของเธอนั้นเปรียบเสมือนต้นกำเนิดแหล่งพลังงานในการขับเคลื่อนของมหาจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล เธอพอจะรู้เกี่ยวกับกลไกการทำงานนี้มาบ้างแล้วใช่ไหม” คลายเอินเช็คความเข้าใจของผมก่อน
“พอเข้าใจครับ” ผมตอบ
“ดีแล้ว เธอจะได้ทำความเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น”
“ที่จริงคนทั้งจักรวาลนั้นเปรียบเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นพี่น้องกัน มันอาจจะเป็นครอบครัวที่ใหญ่มาก แต่ถึงแม้จะใหญ่อย่างไรทุกคนก็รู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันเป็นอย่างดี”
“อย่างนี้คุณก็รู้จักคนทุกคนบนโลกใบนี้หรือครับ” ผมถามขัดจังหวะ
“ใช่ ก็เราเป็นพี่น้องกันนี่” คลายเอินตอบ
“โอ้โห! ตอนแรกผมเข้าใจว่าเป็นแค่การเปรียบเปรยว่ารักกันเหมือนพี่น้องเสียอีก”
“มันไม่ใช่แค่การเปรียบเปรย นี่คือความจริง พวกเราเป็นพี่น้องกันจริงๆ รวมทั้งเธอด้วย”
“เอาล่ะ เนื่องจากดาวโลกของเราทั้งสองนั้นเปรียบเสมือนเป็นต้นกำเนิดแหล่งพลังงานของมหาจักรวาลทั้งระบบ โดยเฉพาะดาวโลกไกอาของเธอที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ที่มีเงื่อนไขที่ยากและท้าทาย ซึ่งหากใครก็ตามที่อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนั้นสามารถแสดงออกต่อเงื่อนไขในชีวิตของเขาได้อย่างถูกต้อง เขาก็จะสามารถผลิตสร้างพลังงานด้านบวกออกมาได้มากตามไปด้วยเช่นกัน”
“เนื่องจากเธอลืมหมดสิ้นว่าตัวเองเคยเป็นใครและคนอื่นเคยเป็นใคร ที่จริงส่วนนี้ก็เหมาะสมดี เพราะถ้าทุกคนเกิดจดจำได้ว่าพวกเขานั้นเป็นพี่น้องกัน การแสดงออกต่อเงื่อนไขต่างๆ ก็จะไม่สมจริงจนไม่สามารถปลดปล่อยพลังแห่งความรักที่เกิดจากเงื่อนไขที่ไม่เหมาะสมออกมาได้”
“เดี๋ยวๆ นะครับ ผมยังนึกไม่ออกเลยว่ามันจะเกี่ยวกับสิ่งที่ผมกำลังถามคุณอย่างไรครับ” ผมขัดจังหวะอีกครั้ง
“ใจเย็นๆ ฉันกำลังจะอธิบายอยู่พอดี” เขารีบตอบ
“ฉันขอยกตัวอย่างให้เธอเห็นภาพเลยก็แล้วกัน โโลกของเธอนั้นเปรียบเสมือน ห้องเครื่องของจักรวาล ทุกคนที่ขันอาสาลงไปทำงานในห้องเครื่องแห่งนี้จะถือได้ว่าเป็นคนที่กล้าหาญและน่ายกย่อง เพราะการลงไปทำงานในนั้นมีอันตรายอย่างยิ่ง เธออาจจะไม่มีโอกาสได้กลับขึ้นมาตลอดไป ไม่มีหลักประกันใดๆ เลยว่าเธอจะไม่หลงทางติดอยู่ในนั้น และทั้งๆ ที่รู้ว่าในนั้นอาจจะมีทั้งร้อนทั้งหนาว ต้องทุกข์ทรมานทางกายอย่างแสนสาหัส แต่ทุกคนก็ยินดีเสียสละที่จะลงไปทำงาน เธอคิดว่าตัวเธอน่ายกย่องไหมล่ะ”
“ขณะที่พวกเธออยู่บนโลกไกอา พวกเราทุกคนทั่วทั้งจักรวาลต่างเอาใจช่วยอย่างใจจดใจจ่อ เอาใจช่วยให้เธอสามารถกลับออกมาจากห้องเครื่องแห่งจักรวาลนี้ได้โดยเร็ว และถ้าหากวันใดมีใครสามารถกลับออกมาจากห้องเครื่องแห่งจักรวาลนี้ได้โดยเร็ว และถ้าหากวันใดมีใครสามารถกลับออกมาจากห้องเครื่องแห่งจักรวาลนี้ได้โดยเร็ว และถ้าหากวันใดมีใครสามารถกลับออกมาจากห้องเครื่องแห่งจักรวาลนี้ได้โดยเร็ว และถ้าหากวันใดมีใครสามารถกลับออกมาจากห้องเครื่องแห่งจักรวาลนี้ได้โดยเร็ว และถ้าหากวันใดมีใครสามารถกลับออกมาจากห้องเครื่องแห่งจักรวาลนี้ได้โดยเร็ว และถ้าหากวันใดมีใครสามารถกลับออกมาจากห้องเครื่องแห่งจักรวาลนี้ได้โดยเร็ว และถ้าหากวันใดมีใครสามารถกลับออกมาจากห้องเครื่องแห่งจักรวาลนี้ได้โดยเร็ว และถ้าหากวันใดมีใครสามารถกลับออกมาจากห้องเครื่องแห่งจักรวาลนี้ได้โดยเร็ว และถ้าหากวันใดมีใครสามารถกลับออกมาจากห้องเครื่องแห่งจักรวาลนี้ได้โดยเร็ว และถ้าหากวันใดมีใครสามารถกลับออกมาจากห้องเครื่องแห่งจักรวาลนี้ได้โดยเร็ว และถ้าหากวันใดมีใครสามารถกลับออกมาจากห้องเครื่องแห่งจักรวาลนี้ได้โดยเร็ว และถ้าหากวันใดมีใครสามารถกลับออกมาได้ วันนั้นทุกคนทั้งจักรวาลย่อมต้องร่วมกันเฉลิมฉลอง”
“พวกเรารู้สึกนับถือพวกเธอทุกคน พวกเราอยากจะนำน้ำที่ใช้ดื่มกินมาชำระล้างเท้าให้เธอเสียด้วยซ้ำ เธอคือนักรบผู้กล้าหาญ เธอคือผู้ที่เคยฟันฝ่าอุปสรรคมามากมาย เธอคือผู้เสียสละ เธอคือบุคคลที่จะต้องได้รับเกียรติอันสูงสุด แม้แต่องค์พระผู้สร้างเองยังต้องแสดงความยินดีต่อเธอ”
“แต่ผมไม่ได้มาที่นี่ได้ด้วยตัวเองนี่ครับ มีใครบางคนกำหนดให้มาต่างหาก” ผมถาม
“ทุกคนที่เข้ามาสู่โลกใบนี้ได้ไม่ว่าจะเป็นการมาเกิดใหม่หรือมาโดยที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ถือว่าได้ใช้ความสามารถในการฟันผ่าอุปสรรคและสอบผ่านบทเรียนมาแล้วทั้งสิ้น และการที่เธอมาที่นี่ได้ก็แสดงว่าเธอทำหน้าที่เสร็จสิ้นลงแล้ว สิทธิ์นี้ไม่มีใครสามารถกำหนดให้ใคร คนที่เป็นเจ้าของดวงจิตนั้นเท่านั้นที่เป็นคนกำหนด” เขาพูด
“ผมไม่เคยศึกษาธรรมะ ไม่เคยเป็นนักบวช ไม่เคยปฏิบัติจิตภาวนา ไม่เคยทำอะไรทั้งสิ้น ผมเป็นแค่คนธรรมดาเหมือนกับคนอื่นๆ ทำไมผมถึงมีสิทธิ์นั้นล่ะครับ” ผมถามต่อ
“การเป็นคนเคร่งครัดในกฎเกณฑ์ข้อบังคับทางศาสนา หรือเป็นคนที่หลีกเร้นจากสังคมเพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสตัณหาตามที่พวกเธอเข้าใจกันนั้น ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีสิทธิ์เช่นกัน เพราะปัจจัยหลักของการเป็นผู้ที่มีจิตใจสูงคือ การแสดงออกซึ่งความรักที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่ความบริสุทธิ์ที่ได้จากการงดเว้น เก็บกด หรือฝืนความเป็นปรกติวิสัยของความเป็นมนุษย์” เขาอธิบาย
“อวัยวะต่างๆ ในร่างกายของพวกเราได้รับการออกแบบมาอย่างยอดเยี่ยมให้สามารถรับรสสัมผัสทุกอย่าง ให้สามารถชื่นชมสุนทรีย์แห่งนวัตกรรมการสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ขององค์พระผู้สร้าง แต่พวกเธอกลับมาปิดกั้น เก็บกดมันไว้ไม่ให้รับรู้ ฉันมีความลับของจักรวาลจะแอบบอกเธอไว้ตรงนี้ คือถ้าใครที่ทำแบบนี้จนเป็นกิจวัตร จิตวิญญาณจะบันทึกรหัสการปิดกั้นอวัยวะสัมผัสเหล่านี้ไว้ และเมื่อเขาเหล่านั้นไปเกิดในภพชาติถัดไป เขาจะกลายเป็นคนพิการตาบอดหูหนวกตั้งแต่กำเนิด ซึ่งจะทำให้คนนั้นได้รับทุกขเวทนาเป็นอันมากเพราะเปรียบเสมือนอยู่ในโลกคนเดียว ไม่สามารถรับรู้โลกภายนอกได้”
“การที่เธอเผชิญกับการสัมผัสรับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวของเธอนั้นถูกต้องแล้ว ความแตกต่างของคนที่มีจิตวิวัฒน์ขั้นสูงกับคนธรรมดาคือ คนที่วิวัฒน์ขั้นสูงเขาจะรับรู้ทุกอย่าง แต่เขาจะไม่ยอมให้สิ่งต่างๆ เหล่านั้นมากำหนดการกระทำของเขา ส่วนคนธรรมดาจะแสดงออกทุกอย่างตามที่การสัมผัสนั้นเร้าให้เขาทำ”
“การที่เธอสามารถเข้ามายังโลกแห่งนี้ได้ เพียงเธอมีคุณสมบัติแห่งความรักที่บริสุทธิ์ใจและแสดงออกมาให้ประจักษ์ด้วยเงื่อนไขที่อยู่ในชีวิตของเธอ รูปธรรมทั่วทั้งจักรวาลก็สรรเสริญเธอแล้ว แม้ว่าสิ่งที่เธอทำลงไปนั้นจะเป็นเพียงเงื่อนไขเล็กๆ น้อยๆ เช่น แค่รักและให้อภัยกับคนข้างบ้านที่ทำตัวน่ารังเกียจ แค่นี้ก็สามารถสั่นสะเทือนไปทั้งสามโลกแล้ว”
“หืม..สามโลก” ผมทำท่าสงสัย
“ลืมไปแล้วหรือ”
“อ้อ! โลกอดีต โลกปัจจุบัน และโลกอนาคตน่ะหรือครับ จำได้ครับ”
“ใช่ มันจะก้องไปทั้งสามโลกทั่วจักรวาลเลยล่ะว่าเธอได้ทำอดีตที่เคยมีภาระกรรมนั้นให้กลายเป็นโมฆะ เธอได้ทำโลกปัจจุบันให้เขาคนนั้นไม่ต้องผูกใจเจ็บและทำให้มันกลายเป็นคลื่นความรักบริสุทธิ์ที่ดาวโลกต้องการ เธอได้ทำให้โลกอนาคตประจักษ์แล้วว่าเงื่อนไขนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นและจะไม่มีการจูงมือกันไปเกิดอีก เธอเห็นไหมล่ะว่าไม่จำเป็นต้องไปนั่งหลับตาปฏิบัติจิตภาวนาให้ลำบากกายเลยแม้แต่น้อย เธอก็สามารถชำระจิตวิญญาณของเธอให้ใสสะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากผลกรรมใดๆ ได้ และเวลานี้เธอก็ได้เผชิญมันมาครบทุกเงื่อนไขแล้ว ไม่มีภาระอะไรที่เธอต้องทำอีกต่อไป จักรวาลได้เห็นแล้วว่าเธอทำสำเร็จ เธอจะอยู่บนโลกเดิมของเธอหรือจะมาอยู่ที่โลกแห่งนี้ก็สามารถทำได้”
“เห็นรึยังว่าเธอนั้นสง่างามแค่ไหน หากเธอมีตาที่เหมือนพวกเรา เธอจะมองเห็นสีสันที่เปล่งประกายออกมาจากหัวไหล่ทั้งสองข้างและวนรอบบนศีรษะของเธอ มันจะมีลักษณะที่พิเศษเหนือกว่าใครๆ ในจักรวาล มันเป็นสีสันแห่งความองอาจ เป็นสีสันแห่งการผ่านสมรภูมิที่อันตรายที่สุด เป็นเครื่องหมายที่แสดงถึงเกียรติยศอันสูงส่ง เป็นรัศมีที่จะอยู่ติดกับดวงจิตวิญญาณของเธอไปตลอดไม่มีวันเสื่อมสลายไปไหน”
เมื่อคลายเอินพูดจบ เราทั้งสามคนก็เดินเข้าสู่อาณาเขตที่เป็นตัวเมืองอย่างชัดเจน นับจากตรงนี้จะมีลักษณะเป็นตึกที่ปลูกติดๆ กัน สองข้างทางมีผู้คนจำนวนมากมายืนรอกันอย่างแน่นขนัด แต่ก็เว้นช่องทางเดินที่กว้างพอสำหรับให้เราสามคนเดินผ่านไปได้อย่างสบายๆ เสียงของพวกเขาต่างไชโยโห่ร้อง หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส ไม่อยากจะเชื่อแต่ก็ต้องเชื่อเพราะนี่คือการมายืนรอต้อนรับผมจริงๆ ไม่มีใครที่เดินอยู่ก่อนหน้าผมและก็ไม่มีใครที่เดินตามหลังผม มันเป็นฉากที่ทำให้ผมรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว เป็นความรู้สึกตื่นเต้นเกินจะบรรยาย เราที่ไม่เคยมีตัวตนในสังคมมาก่อน แต่อยู่ๆ ก็กลายมาเป็นบุคคลสำคัญของที่นี่โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว
“อย่าลืมที่ฉันแนะนำไว้นะ” คลายเอินเตือน
“ครับ”
หลังจากนั้นผมก็ชูมือขึ้นโบกไปมาเพื่อทักทายทุกคนที่มายืนต้อนรับ และทุกครั้งที่ทำแบบนั้นเสียงไชโยก็ดังกึกก้องขึ้นมาทันที ผมหันไปมองทางโคฮารุ ผมรู้สึกได้ว่าเธอเองก็รู้สึกปลื้มปิติไปกับเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย ผมสังเกตเห็นน้ำตาแห่งความยินดีคลอออกมาเล็กๆ
ภายในเมืองมีนักดนตรีอีกเป็นจำนวนมาก พวกเขาคอยประโคมเสียงเพลงที่ทำให้พิธีการต้อนรับนี้ดูยิ่งใหญ่เอิกเกริก และเพื่อตอกย้ำความรู้สึกว่าตัวผมนั้นเป็นคนสำคัญมากยิ่งขึ้น ผมก้าวเดินไปข้างหน้าไปอย่างช้าๆ พร้อมกับแสดงท่าทางขอบคุณต่อพวกเขาทุกคน
เท่าที่สังเกตจากสิ่งที่เห็นตอนนี้ พลเมืองที่อยู่ในเมืองนี้ดูมีความเป็นอยู่ที่หรูหรากว่าคนที่อยู่นอกเมือง เพราะพวกเขาต่างแต่งตัวแบบประณีตกว่า เสื้อผ้าอาภรณ์ก็มีลวดลายสวยงามยิ่งกว่า เนื้อผ้าก็มีความเงางามนุ่มนวลกว่า และยังมีการใส่เครื่องประดับที่ทำจากทองคำและอัญมณีที่มีค่ามากกว่า
“`