๕๒.
ความอิสระ
“และเมื่อพวกเรามีคุณสมบัติสามประการคือ รู้จักคิด รู้จักตั้งคำถาม และรู้จักชื่นชมแล้ว มันจึงทำให้เกิดอีกสิ่งหนึ่งตามมาโดยปริยายนั้นคือ “ความอิสระ” ความอิสระหมายถึงความสามารถตัดสินใจทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ”
“สัตว์ทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้หรือครับ” ผมถาม
“ใช่ สัตว์ไม่ได้รับสิทธิพิเศษนี้ เขาจะยังมีรหัสของผู้สร้างคอยกำกับอยู่” เขาตอบ
“แล้วทำไมสัตว์บางตัวถึงทำไม่ดีล่ะครับ เช่น ฆ่าสัตว์ตัวอื่นเพื่อเอามากินเป็นอาหารอะไรอย่างนี้” ผมถาม
“การกระทำของสัตว์ไม่ได้กระทำผ่านจิตสำนึก สัตว์ทุกตัวดำเนินชีวิตด้วยสิ่งที่เรียกว่า สัญชาตญาณ ถ้าจะให้อธิบายคำว่าสัญชาตญาณก็น่าจะหมายความว่า เขาดำเนินชีวิตด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป โปรแกรมนี้ถูกกำหนดให้ทำอะไร รู้สึกอย่างไร เมื่อมันเจอกับสถานการณ์ใดๆ มันก็จะทำตามที่ถูกกำหนดไว้เท่านั้น ไม่เคยเปลี่ยนแปลง”
“สำหรับการกระทำบางอย่างที่เธออาจจะมองว่ามันไม่ดีในสายตาของเธอ ที่จริงมันเหมาะสมในกระบวนการที่ถูกโปรแกรมมาอยู่แล้ว การที่มันล่าสัตว์มากินเป็นอาหารเพราะมันถูกโปรแกรมมาว่า สิ่งนี้คืออาหารของมัน และขณะที่ทำการล่าอยู่นั้นมันก็ทำด้วยจิตที่ เป็นปรกติ ซึ่งในทางพลังงานถือว่า ไม่มีความผิดใดๆ ต่อกลไกของโลก เนื่องจากมันไม่ได้ปลดปล่อยคลื่นความถี่ด้านลบออกมา”
“กระบวนการของ สัญชาตญาณ นี้เองคือคำตอบว่า ทำไมเขาถึงไม่มีการคิด ไม่มีการตั้งคำถาม และไม่มีการชื่นชม”
“แล้วมนุษย์บนดาวโลกทึงร่าเป็นอิสระด้วยหรือเปล่าครับ” ผมถาม
“อย่างที่บอกไปแล้วว่า ดาวโลกทึงร่ามีโครงข่ายสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่สูงกว่าดาวโลกไกอาถึง 4 เท่า ดังนั้นเงื่อนไขจึงไม่เหมือนกัน คนบนดาวโลกทึงร่าก็มีความอิสระเช่นเดียวกัน มีการคิด มีการตั้งคำถาม และการรู้จักชื่นชมเหมือนกัน แต่เนื่องจากคนบนดาวโลกทึงร่ามี ความรู้ มากกว่าจึงฉลาดกว่า เมื่อฉลาดกว่าก็สามารถล่วงรู้ผลกระทบต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำใดๆ ของเขาได้ครบถ้วนลึกซึ้งมากกว่า”
“เช่น คนบนดาวโลกทึงร่าจะไม่ค่อยนิยมสร้างสิ่งประดิษฐ์เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ ในชีวิตเท่าใดนัก ยกเว้นเครื่องมือบางอย่างที่ช่วยเสริมแรงกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น มีด จอบ เสียม ช้อน เป็นต้น ไม่ใช่ว่าพวกเขาคิดไม่ได้นะ แต่หากเขารู้ว่ามันจะสร้างปัญหาแม้เพียงเล็กน้อยเขาก็จะไม่ทำมัน เช่น การสร้างยานยนต์ การที่เราไม่สร้างยานยนต์ก็เพราะว่ามันมีบางส่วนทำลายทั้งตัวเราเองและบางส่วนทำลายสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเราด้วย”
“ทำลาย!! ทำลายตัวเราเองอย่างไรครับ” ผมถาม
“เมื่อเธอใช้ยานยนต์เพื่อให้เดินทางได้เร็วขึ้น เธอจึงสะสมความที่ไม่ต้องใช้แรงมากขึ้นๆ เธอก็จะอ่อนแอลง เหมือนที่เธอกำลังรู้สึกอยู่นี่ไงว่าเธอแข็งแรงน้อยกว่าพวกเรา”
“แต่มันช่วยทำให้เรามีเวลามากขึ้น ทำงานได้มากขึ้น เช่น แทนที่จะใช้เวลาตั้งครรภ์ครึ่งวันเพื่อเดินทางไปทำงานก็เหลือแค่ครึ่งชั่วโมง ผมว่ามันน่าจะได้ประโยชน์มากกว่านะครับ” ผมแสดงความเห็น
“การใช้ชีวิตที่เชื่องช้าจะทำให้อายุของเรายิ่งยืนยาว แต่การใช้ชีวิตที่เร่งรีบจะยิ่งทำให้อายุเรานั้นสั้นลง”
“ปัจจัยในการดำเนินชีวิตที่ดาวโลกทึงร่านี้ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ เราไม่จำเป็นต้องรีบเดินทางไปไหน เราไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้ทันเวลา เพราะไม่มีใครต้องการให้มันรวดเร็ว”
“ความเป็นอิสระของเธอจึงทำให้พวกเธอเป็นอย่างทุกวันนี้ ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงเกิดขึ้นมาจากพื้นฐานความคิดเรื่อง ความกลัว นั่นเอง พวกเธอกลัวที่จะเสียเปรียบ พวกเธอกลัวที่จะได้น้อย พวกเธอกลัวที่จะไม่ทันการ เป็นต้น เธอจึงทำในสิ่งที่ก่อปัญหาสืบต่อกันมา”
“ที่นี่ทุกคนสามารถทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก ในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา ไม่มีสถานการณ์ใดมาบีบคั้นให้ต้องทำ พวกเขาจึงทำด้วยความสมัครใจ”
“แค่พวกเธอเปลี่ยนวิธีการเกี่ยวกับความอิสระของเธอ รูปแบบทางกายภาพของเธอก็จะเปลี่ยนตามไปด้วยในทันที”
“เอ้า! กินผลไม้เถอะ” คลายเอินพูดพร้อมกับยื่นผลไม้มาให้หนึ่งผล
“ขอบคุณมากครับ” ผมรับมา
“จริงของคุณครับที่พวกผมกินผลไม้เป็นแค่อาหารเสริม เพราะผมคงกินมันได้แค่ผลเดียว มื้อหน้าคงต้องลองเปลี่ยนวิธีการกินดูบ้างครับ” ผมตอบ
“ในชีวิตประจำวันเธอจึงใช้พลังชีวิตหมดไปอย่างรวดเร็ว เธอจะเหนื่อยง่ายและอ่อนเพลียมากหลังจากที่ได้ใช้กำลัง ซึ่งผิดกับคนที่นี่ที่แม้ว่าบางครั้งต้องออกแรงมากๆ เขาก็จะไม่เหนื่อย ไม่ต้องพักฟื้นใดๆ เลย”
“เอาล่ะ วันนี้เธอจะได้เห็นเมืองของพวกเราเสียที ฉันจะเข้าไปในเมืองกับพวกเธอด้วย ฉันมีมีด 8-9 เล่ม จะต้องเอาไปส่งที่ตลาดพอดี”
“ไชโย! คุณตาจะเข้าไปด้วยกันหรือคะ” โคฮารุร้องตะโกน
“วันนี้ผมรู้สึกตื่นเต้นมากเลยครับ” ผมพูด
“งั้นเดี๋ยวเราเตรียมตัวออกเดินทางกันเลย จะได้ไปถึงเร็วหน่อย” คลายเอินพูดคล้ายกับสั่งการ
วันนี้เป็นวันที่ผมไม่หลงเหลือความวิตกกังวลใดๆ เลย เพราะที่ผ่านมาผมได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย มากกว่าตลอดช่วงชีวิต 30 กว่าปีของผมเสียอีก เมื่อพิจารณาดูดีๆ แล้ว ความรู้ที่ผมอุตส่าห์เสียเวลาร่ำเรียนมาทั้งหมดนั้น มันกลับเป็นความรู้ที่ทำได้แค่ช่วยให้ผมมีอาชีพทำมาหากินได้เท่านั้น ไม่ได้เป็นความรู้ที่ทำให้ชีวิตผมมีความสุขได้อย่างแท้จริงเลย ซึ่งที่จริงชีวิตของผมหรืออาจจะเกือบทุกคนบนโลกก็ต้องการแค่ “ความสุข” แต่การจะได้มาซึ่งความสุขนั้นอาจจะไม่เหมือนกัน มีการตั้งเป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน เช่น บางคนอาจจะคิดว่า มีบ้าน มีรถ มีฐานะมั่นคง ถึงจะมีความสุข บางคนอาจจะบอกว่า ได้มีอาชีพนั้นอาชีพนี้แล้วจึงจะมีความสุข แต่จนแล้วจนรอดทุกคนก็ยังอยู่ในช่วงของการวิ่งไล่ตามความสุขที่ตนปรารถนาอยู่เท่านั้น ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีใครค้นพบจุดที่เรียกว่า “ความสุขที่แท้จริง” นี้เลยสักคน
แต่วันนี้ผมได้ประจักษ์แล้วว่า สถานที่นี้มีพื้นฐานชีวิตความเป็นอยู่ทางกายภาพที่ เป็นสุข ทุกคนไม่ต้องดิ้นรนแสวงหาสิ่งใด ถึงแม้ว่าผมจะยังไม่ได้เจอทุกคนบนโลกใบนี้ แต่ก็ทำให้ผมเชื่อมั่นว่ามันเป็นเช่นนั้น ทำไมมันถึงดูเรียบง่าย ทำไมมันถึงดูไม่ซับซ้อนอะไรเลย ผมว่านี่แหละคือชีวิตที่ผมพยายามแสวงหามาตลอด ชีวิตที่วันหนึ่งไม่ต้องกังวล ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องมีหลักประกันใดๆ ทั้งสิ้น