๕๑.
การชื่นชม
๕๑. การชื่นชม
“โอ้โห! ผลไม้เนี่ยนะ คุณพูดอย่างกับมันเป็นของวิเศษอย่างนั้นแหละ” ผมพูดเหน็บเล็กๆ
“ฉันมีโจทย์ให้เธอสักหนึ่งข้อนะ” เขาพูดพร้อมหยิบขนมปังขึ้นมาหนึ่งชิ้น “ให้เธอประดิษฐ์เครื่องจักรผลิตขนมปังขึ้นมาสักเครื่องหนึ่ง โดยเอาพวกเศษขยะ เศษปฏิกูล ซากพืชซากสัตว์ที่ตายแล้วใส่เข้าไปในเครื่องแล้วก็กดปุ่มให้มันผลิตออกมาเป็นขนมปังที่หอมอร่อย เธอคิดว่าเธอจะทำได้ไหม?” เขาถาม
“ไม่น่าจะเป็นไปได้ครับ” ผมตอบ
“ยังมีอีกนะ เมื่อมันผลิตขนมปังนั้นออกมาได้แล้วยังสามารถเอาเศษที่กินเหลือไปตั้งทิ้งไว้ เพื่อให้เศษพวกนั้นสร้างตัวมันเองให้กลายมาเป็นเครื่องจักรผลิตขนมปังเครื่องใหม่ได้อีกในอนาคต เธอคิดว่าเธอจะทำได้ไหม?” เขาถามต่อ
“โอ๊ย! ยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เลยครับ เครื่องอะไรมันจะวิเศษขนาดนั้น” ผมพูด
“ผลไม้ที่เรากินอยู่นี่ไงคือเครื่องจักรวิเศษเครื่องนั้น”
“…!!” ผมอึ้งไปครู่หนึ่งเพราะยังไม่ทันตั้งตัว
“อะ..อะไรนะครับ”
“พระเจ้าได้สร้างเครื่องจักรผลิตอาหารนี้ไว้ให้เรา มันเป็นเครื่องจักรที่มหัศจรรย์ที่สุด มหัศจรรย์เสียจนไม่มีรูปธรรมใดในจักรวาลจะสามารถสร้างเลียนแบบได้ นอกจากจะทำหน้าที่ผลิตอาหารให้เธออิ่มท้องแล้ว มันยังทำหน้าที่เปลี่ยนถ่าย พลังชีวิต จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง พลังชีวิตที่มาจากจักรวาล มาจากธาตุแสง ธาตุที่เป็นรัศมีประจำตัวของเราทุกคน ธาตุที่หล่อเลี้ยงชีวิตที่ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่มันได้หล่อเลี้ยงชีวิตที่เป็นพลังงานของเราด้วย”
“เพียงแค่เอามูลสัตว์หรือสิ่งปฏิกูลใส่ไปที่ต้นไม้ มันก็ผลิตเป็นผลไม้ที่มีรสชาติหอมหวานให้เรากิน และเมื่อกินเสร็จเมล็ดของมันที่เอาไปวางไว้ในดินก็จะเกิดเป็นต้นไม้ต้นใหม่ที่จะผลิตผลไม้ที่มีรสชาติเหมือนเดิมได้อีก”
“เธอยังจะปฏิเสธอีกไหมว่านี่ไม่ใช่เครื่องจักรที่วิเศษที่สุด มหัศจรรย์ที่สุดในจักรวาล” เขาถามย้ำ
“เอ่อ…” ผมไม่รู้จะพูดอะไร
ผมไม่เคยคิดถึงผลไม้ในแง่มุมนี้มาก่อน ผมเกิดมาก็เจอมัน เห็นมัน กินมันจนชิน ผมแปลกใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมผมไม่เคยคิดแบบนี้ทั้งๆ ที่ก็รู้อยู่ว่ามันมีกระบวนการแบบนี้
“ไม่ปฏิเสธครับ” ผมตอบแบบอ้อมแอ้ม
“และที่มหัศจรรย์ยิ่งขึ้นไปอีกก็คือผลไม้ที่มีอยู่เป็นพันๆ หมื่นๆ ชนิดนี้ มันมีสีสัน รสชาติ และกลิ่น ที่ถูกออกแบบมาสำหรับมนุษย์เท่านั้นด้วย”
“ไม่ใช่สำหรับสัตว์ด้วยหรือครับ เพราะพวกมันก็กินผลไม้เหมือนกัน” ผมถามทันที
“จริงอยู่ที่สัตว์เช่น ลิง มด แมลง มันก็กินผลไม้ด้วย แต่ลักษณะการกินของมันไม่เหมือนกับเรา” เขาอธิบาย
“ไม่เหมือนอย่างไรครับ” ผมถาม
“สิ่งที่สัตว์แตกต่างจากเราคือการที่เขาไม่รู้จักคิด ไม่รู้จักตั้งคำถาม และไม่รู้จักการชื่นชม”
“อย่างไรนะครับ มันเกี่ยวอะไรกับการกินผลไม้ ผมตามไม่ค่อยทันแล้วครับ” ผมถาม
“ขณะที่สัตว์กินผลไม้ ประการแรกสัตว์เหล่านั้นจะไม่มี ความสามารถในการคิด มันกินตามสัญชาตญาณว่าอันไหนกินได้ อันไหนกินไม่ได้เท่านั้น ผิดกับมนุษย์ที่จะมีการคิดพิจารณาจำแนกคุณลักษณะสีสันว่ามันเป็นแบบใด แดง เหลือง เขียว เปรี้ยว หวาน ขม พร้อมกับกำหนดสรรพนามที่จะใช้เรียกมัน จำแนกคุณสมบัติ คิดวิเคราะห์ด้วยว่าผลไม้แต่ละชนิดนั้นมีคุณค่าแก่ร่างกายอย่างไร แล้วก็จดจำมาเป็นข้อมูล ทั้งหมดนี้คือความสามารถในการคิดของมนุษย์ซึ่งไม่มีในสัตว์”
“ประการที่สองคือความสามารถใน การตั้งคำถาม สัตว์จะไม่เคยตั้งคำถามว่าผลไม้เหล่านี้มาจากไหน ทำไมมันถึงมีหรือเกิดขึ้นได้ เช่น มันจะไม่เคยถามหรอกว่าใครปลูกมัน หรือแม้กระทั่งการตั้งคำถามเชิงลึกที่ว่าใครเป็นคนกำหนดสร้างมันขึ้นมา สร้างขึ้นมาเพื่ออะไร และเพื่อใคร เป็นต้น ขณะที่เธอกินผลไม้อะไรสักผลหนึ่ง หากเธอไม่เคยคิดหรือตั้งคำถามอะไรเกี่ยวกับมันเลย เธอก็จะไม่มีอะไรที่ต่างจากสัตว์”
“ประการที่สามคือความสามารถใน การชื่นชม คุณสมบัตินี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่อการเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการชื่นชมในรสชาติ การชื่นชมในสีสันความสวยงาม และการชื่นชมในคุณสมบัติของมัน การชื่นชมนี้เป็นคุณสมบัติพิเศษที่มีเฉพาะในมนุษย์เท่านั้น”
“ผมยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการชื่นชม ช่วยขยายความหน่อยได้ไหมครับ” ผมพูด
“เอาอย่างนี้ก็ได้ สมมุติว่าเธอวาดรูปขึ้นมาหนึ่งรูป เอาเป็นรูปทิวทัศน์ก็แล้วกัน เธอวาดมันได้อย่างสวยงามด้วยทักษะการใช้สีและพู่กันอันล้ำลึกของเธอ พอวาดเสร็จเธอรู้สึกภาคภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้มาก แต่ถ้าเธออยู่คนเดียว รอบกายเธอมีแต่สัตว์ป่าน้อยใหญ่ สัตว์ป่าพวกนี้ไม่รู้จักการชื่นชมในความสามารถของเธอหรอก และมันก็จะไม่มีวันซาบซึ้งในสุนทรียภาพแห่งศิลปะชิ้นนี้ของเธออย่างแน่นอน สิ่งที่เธอต้องทำคือหาใครสักคนที่มีความสามารถในการ ชื่นชม เพราะถ้าไม่มีใครเลยผลงานชิ้นนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับก้อนหินก้อนดินที่เกลื่อนกลาดอยู่ตามพื้น สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่มีความสามารถในการทำเช่นนี้ได้คือมนุษย์”
“พระผู้สร้างก็ต้องการเช่นเดียวกับเธอ เมื่อพระองค์สร้างสิ่งต่างๆ ที่วิจิตรงดงามขึ้นมาแล้ว พระองค์ก็ต้องการคนที่จะมาชื่นชมมัน สัตว์เป็นสิ่งหนึ่งที่พระองค์ทรงสร้างให้เป็นสิ่งที่ถูกชื่นชม ไม่ใช่เป็นผู้ชื่นชม ดังนั้นเมื่อพระองค์สร้างมนุษย์ขึ้นมาครั้งแรก พระองค์จึงได้ใส่คุณสมบัตินี้ซึ่งเป็นคุณสมบัติเดียวกันกับพระองค์ลงไปในตัวเธอ เพื่อให้เธอมีความรู้สึกชื่นชมสิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น”
“มนุษย์ที่สมบูรณ์จะต้องมีคุณสมบัติแห่งการชื่นชม และมนุษย์ที่จะมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ก็จะต้องรู้จักชื่นชมผลงานของพระองค์”
“ในขณะเดียวกัน เธอเองก็มีความสามารถประดุจเดียวกับพระผู้สร้าง หากเธอสร้างสรรค์สิ่งใดขึ้นมา พระองค์ก็จะรอชื่นชมเธออยู่เช่นเดียวกัน”
“และนี่คือเหตุผลว่าการกินของเรานั้นแตกต่างจากสัตว์” เขาสรุป