๓๘.
ความชัง
ผมไถลตัวไปจนหลังชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่และไม่สามารถไปต่อได้อีกแล้ว วินาทีนั้นผมคิดว่าคงตายแน่ๆ ใครจะสามารถช่วยเราได้ ถึงแม้ว่าโคฮารุจะบังเอิญเดินกลับมาเจอพอดีแต่เธอก็เป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ เธอคงไม่สามารถช่วยอะไรได้ คิดในใจว่าทำไงดีๆ สมองผมตื้อไปหมด ได้แต่หลับตานึกถึงพ่อนึกถึงแม่ นึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์
“อย่าไปแกล้งเขาอย่างนั้นสิ เขากลัวจะแย่อยู่แล้ว” เสียงของโคฮารุพูดขึ้นมาจากด้านหลังของผม
“โคฮารุ…โคฮารุ” ผมตะโกนเรียกเธอ
“ค่ะ ไม่ต้องกลัวนะคะ เขาไม่ทำอะไรคุณหรอก” เธอพูด
พอเธอเดินเข้ามาใกล้ๆ เธอก็ยื่นมือเล็กๆ มาลูบที่หัวของเจ้าเสือยักษ์ตัวนี้เบาๆ พร้อมกับพูดว่า
“พอได้แล้ว ไม่เห็นหรือว่าเขากลัวเธอน่ะ” เธอพูดพร้อมกับวางผลไม้หอบใหญ่ที่เธอไปเก็บมาลงกับพื้น
ทันทีที่เธอพูดจบ เจ้าเสือร้ายก็กลับกลายเป็นเหมือนแมวเชื่องๆ ตัวหนึ่งทันที โคฮารุเอามือเกาที่คอของมันเบาๆ มันก็ตอบสนองด้วยการหลับตาพริ้มคล้ายอาการของแมว
“เขาบอกกับฉันว่าเขาได้กลิ่นความชังในตัวคุณค่ะ เขาไม่เคยได้กลิ่นนี้มาก่อนก็เลยเข้ามาดูใกล้ๆ” โคฮารุพูดขึ้นมา
“เขานี่..หมายถึงเสือตัวนี้หรือครับ” ผมถาม
“ใช่ค่ะ” เธอตอบ
“คุณพูดกับเสือได้ด้วยหรือ??” ผมถาม
“ได้สิ เราพูดกันด้วยจิตน่ะ” เธอตอบ
“ภาษาจิตนี้เป็นภาษาสากล ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ใช้ภาษาเดียวกัน” เธอขยายความ
“ผมไม่ยักรู้นะครับว่าภาษาจิตนี้คุยกับสัตว์ก็ได้ด้วย” ผมพูด
“ไม่ใช่แค่สัตว์นะคะ ที่จริงยังใช้กับต้นไม้ก็ได้ด้วย คือสามารถใช้ได้กับทุกสิ่งที่มีชีวิตเลย” เธอตอบ
“ในยุคเริ่มต้น มนุษย์ดาวโลกไกอาก็เคยใช้ภาษาจิตนี้คุยกับสัตว์ได้นะ” เธอบอก
“จริงหรือครับ พวกผมเนี่ยหรือครับ”
“ใช่ แต่ว่ามันนานมาแล้ว”
“แล้วทำไมตอนนี้ถึงทำไม่ได้แล้วล่ะ” ผมถาม ผมสังเกตเห็นว่าตอนนี้เสือตัวนั้นนั่งและล้มตัวลงนอนข้างๆ โคฮารุ
“ฉันคิดว่าไม่ใช่ทำไม่ได้นะแต่แค่ lืมใช้มันมากกว่า หรือไม่ก็ลืมวิธีการที่จะใช้มันไปแล้ว” เธอตอบ
“เรามาทานผลไม้กันก่อนดีกว่าค่ะ จะได้มีแรงในการเดินทางต่อ”
ผลไม้ที่เธอไปเก็บมามีหลากหลายชนิดมากทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก ที่รู้จักก็เห็นจะเป็นมะม่วงและองุ่น แต่ที่เหลืออีก 4-5 อย่างไม่รู้จักเลย
“ลองกินนี่ดูสิคะ” เธอหยิบผลไม้ชนิดหนึ่งที่ผมไม่รู้จักขึ้นมาส่งให้
“ลูกนี้เรียกว่าอะไรครับ” ผมถาม
“เราเรียกมันว่า เซโก้ ค่ะ” เธอพยายามออกเสียง
“ฉันชอบมากๆ ค่ะ”
ผมหยิบมาจับพลิกไปมา มันมีลักษณะกลมรีใหญ่เกือบจะเท่ากับผลของมะละกอแต่ผิวและสีของมันดำเงาแข็งคล้ายกับมังคุด จะผิดกันก็ตรงที่สีจะดำเข้มสนิทกว่า และเมื่อแกะดูข้างในยิ่งเหมือนกับมังคุดเลยแต่เป็นมังคุดทรงยาวมีเมล็ดสีขาวนุ่มเป็นกลีบๆ ผมเดาว่ามันน่าจะเป็นตระกูลเดียวกันแต่เป็นอีกสายพันธุ์หนึ่ง รสชาติของมันหวานฉ่ำ กินแล้วรู้สึกเย็นชื่นใจ เราสองคนกินกันแค่หนึ่งลูกก็แทบจะอิ่มแล้ว
ผมหยิบองุ่นมาหนึ่งพวงเพราะสงสัยว่ารสชาติมันจะแตกต่างกับองุ่นที่โลกผมไหม และเมื่อลองกัดลงไป ผมก็รู้ได้ทันทีว่ามันแตกต่าง องุ่นที่นี่เนื้อแน่นหวานกรอบกว่าที่ผมเคยกินมา
“องุ่นที่นี่รสชาติดีมากเลยครับ” ผมบอกกับโคฮารุ
“คุณเรียกมันว่าอะไรนะ” เธอทำท่าอมยิ้มๆ
“องุ่นครับ”
“เสียงมันฟังดูตลกมากเลยค่ะ”
“แล้วคุณเรียกมันว่าอะไรครับ” ผมถามบ้าง
“พวกเราเรียกว่า ซูลฟา” เธอตอบ
“ผมว่าที่คุณเรียกสิตลก” ผมพูด
“แล้วนี่ล่ะ คุณเรียกว่าอะไร” ผมหยิบมะม่วงขึ้นมา
“เอ่อ..เรียกว่า สุมีนา ค่ะ” เธอพูดแบบกล้าๆ กลัวๆ
“อา! อันนี้ชื่อเพราะดี” ผมตอบ
“แล้วคุณเรียกมันว่าอะไรหรือ” เธอถามกลับบ้าง
“มะม่วง” ผมตอบ คราวนี้เธอถึงกับปล่อยก๊ากออกมา
“คุณเรียกสุมีนาว่า มะม่วง ฮ่าๆๆ” เธอหัวเราะเสียงดังลั่น
“คำว่ามะม่วง มันตลกตรงไหนหรือ” ผมพูด
หลังจากนั้นเราต่างคนต่างหัวเราะกับชื่อที่ใช้เรียกผลไม้กันอีกหลายชนิดที่เก็บมา เราสองคนกินผลไม้กัน คุยกันไปพลางหัวเราะอย่างสนุกสนานจนลืมไปว่าเรามีเสือโคร่งตัวใหญ่นอนอยู่ใกล้ๆ พอหันไปมองอีกที มันก็หลับไปเสียแล้ว
“เอ่อ..ผมเห็นเจ้าเสือตัวนี้แล้วนึกขึ้นมาได้ เสือที่อยู่ในโลกนี้เขากินอะไร เขาล่าสัตว์เหมือนกับที่โลกของผมไหมครับ” ผมถาม
“เหมือนกันค่ะ เขาก็จะล่ากวางล่าเก้งกินเป็นอาหารไปตามสัญชาตญาณของเขานั่นแหละค่ะ” เธอตอบ
“เขาก็ยังเป็นสัตว์นักล่าอยู่น่ะสิครับ” ผมถามต่อ
“ใช่ค่ะ”
“อย่างๆๆ…อย่างนี้เขาก็มีโอกาสที่จะกินเราได้ตลอดเวลาน่ะสิครับ” ผมติดอ่างทันทีเพราะตอนนี้มันนอนพิงตัวผมอยู่เลย
“ไม่ต้องกังวลค่ะ 99 เปอร์เซ็นต์เขาจะไม่กินเนื้อมนุษย์”
“เราอาจจะเป็น 1 เปอร์เซ็นต์ที่จะโดนกินก็ได้นะครับ วันดีคืนดีเขาอาจจะอยากกินขึ้นมาก็ได้” ผมพูด
“อืม…” เธอทำท่าคิด
“เราไม่ควรไว้ใจสัตว์ที่มีสัญชาตญาณการเป็นนักล่า ไม่มีหลักประกันอะไรเลยที่มันจะไม่มาทำร้ายเรา” ผมยังคงยืนยัน
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะคะ เพื่อให้คุณรู้สึกสบายใจ ฉันจะอธิบายให้คุณฟังว่าทำไมเสือตัวนี้หรือสัตว์กินเนื้อทุกชนิดที่อยู่บนโลกใบนี้ถึงไม่ล่ามนุษย์มากินเป็นอาหาร” เธอตอบ
“ที่ฉันนิ่งไปไม่ใช่ว่าฉันไม่รู้ แต่เพราะฉันกำลังคิดเรียบเรียงคำพูดว่าจะพูดอย่างไรดีให้คุณเข้าใจกลไกของมันอย่างเป็นเหตุเป็นผลมากที่สุด” เธอเริ่มเกริ่น
“เพราะฉันรู้ว่ามันยากมากที่คุณจะเชื่อและไว้ใจต่อเรื่องนี้”
“ทิมคะ ทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องของ “ความรัก” ที่ฉันกำลังพยายามอธิบายให้คุณเข้าใจตามความเป็นจริงค่ะ”
“เรื่องเสือกินคนมันเกี่ยวอะไรกับความรักหรือครับ” ผมถาม
“มันเกี่ยวกับปฏิกิริยาการตอบสนองทางคลื่นความถี่ค่ะ” เธอตอบ
“โอ้ๆๆ คุณจะพาผมไปไกลอีกแล้ว” ผมพูด
“ใจเย็นๆ ค่ะ ถ้าคุณต้องการเข้าใจสิ่งที่ฉันจะพูดต่อไปนี้อย่างสนิทใจ คุณต้องเข้าใจกลไกการทำงานของมันด้วย”
“ก็ได้ครับ งั้นคุณพูดต่อเลยครับ”
“ในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกและในจักรวาล มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่มีกลไกสลับซับซ้อนมากที่สุด ถ้าคุณสามารถผลิตเครื่องมือที่ใช้ตรวจวัดคลื่นความถี่ที่ปล่อยออกมาจากตัวคนได้ คุณจะเห็นว่าร่างกายมนุษย์แต่ละคนนั้นมีคลื่นความถี่ที่หลากหลาย ซึ่งผิดกับสัตว์ที่เขาจะมีคลื่นความถี่เดียวเหมือนกันทุกตัว แต่ละชนิดก็จะต่างกันเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นสัตว์ชนิดเดียวกันส่วนใหญ่จะเหมือนกัน”
“คลื่นความถี่ที่สัตว์ปล่อยออกมานั้นส่วนใหญ่จะเป็นคลื่นปานกลาง และบางชนิดก็จะสูงกว่าปานกลางเล็กน้อย แต่ไม่มีชนิดไหนเลยที่จะปล่อยคลื่นความถี่ต่ำออกมา”
“สรุปคือสัตว์ทุกตัวทุกชนิดจะปล่อยคลื่นความถี่ออกมาในโซนกลางๆ ค่อนมาทางสูงนิดหน่อยเท่านั้น จะไม่มีสูงที่สุดหรือต่ำที่สุด”
“ส่วนมนุษย์นั้นสามารถปลดปล่อยคลื่นออกมาได้ในทุกย่านความถี่ตั้งแต่ต่ำสุดจนถึงสูงสุด”
“สัตว์ทุกตัวไม่ว่าในโลกเดิมของคุณหรือในโลกที่คุณกำลังยืนอยู่นี้ เขาล้วนมีความสามารถในการรับรู้คลื่นความถี่ของทั้งคนและสัตว์ด้วยกัน และมันก็มีกฎธรรมชาติอยู่ข้อหนึ่งคือ ทุกๆ รูปธรรมจะยำเกรงผู้ที่มีอำนาจสูงกว่า กฎข้อนี้เป็นพฤติกรรมพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั่วทั้งจักรวาลอยู่แล้ว”
“บนดาวโลกของเราที่นี่ มนุษย์ทุกคนจะปลดปล่อยคลื่นความถี่สูงตลอดเวลาหรือที่เราเรียกว่า “คลื่นความรัก” และคลื่นความถี่สูงนี่เองที่พวกเขายำเกรงและไม่กล้าทำอะไรเรา” เธออธิบาย
“ผมเข้าใจล่ะ คุณกำลังจะบอกผมว่า เพราะคนที่โลกของผมไม่สามารถปลดปล่อยคลื่นความถี่สูงที่เป็นความรักออกมาได้จึงถูกสัตว์ป่าเหล่านั้นทำร้ายหรือกินใช่ไหมครับ” ผมอธิบาย
“ก็ทำนองนั้นค่ะ คุณลองทบทวนดูดีๆ พวกคุณในอดีตกินนอนอยู่กับสัตว์ร้ายด้วยซ้ำ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นมหาบุรุษของพวกคุณทุกคนล้วนสามารถสยบสัตว์ร้ายได้ บางคนมีสัตว์ร้ายเป็นเพื่อนช่วยป้องกันภัยได้อีกต่างหาก ซึ่งเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องจริงแล้วก็ไม่ใช่เรื่องปาฏิหาริย์อะไร มันเป็นเพราะอานุภาพของคลื่นความถี่สูงหรือคลื่นความรักนี้เอง”
“ถ้าเมื่อกี้คุณไม่มาเจอผมพอดี ผมก็คงโดนกินไปแล้วสิครับ เพราะว่าผมไม่มีคลื่นความรักปล่อยออกมาจากตัวเหมือนพวกคุณ” ผมพูดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา
“ไม่หรอกค่ะ มีสองเหตุผลที่มันจะไม่เป็นเช่นนั้น ประการแรกคือเสือพวกนี้เขาไม่รู้จักคลื่นความถี่ต่ำหรือคลื่นความชัง ดังนั้นเขาจึงแค่สังสัย และประการที่สองคือคนที่มีคลื่นความถี่ต่ำไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ได้”
“แสดงว่าผมสามารถปลดปล่อยคลื่นความถี่สูงออกมาได้อย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม
“ทั้งใช่และก็ไม่ใช่” เธอตอบแบบเปิดประเด็นอีก
“ที่ใช่ก็คือคุณมีคลื่นความรัก”
“และที่ไม่ใช่คือคุณมีอยู่ต่ำมาก วัดค่าแล้วน่าจะพอๆ กับเจ้าเสือตัวนี้แหละ” เธออธิบายพร้อมกับชี้ไปที่มัน
“แต่…มันก็ยังยำเกรงคุณอยู่ดีเพราะคุณมีมากกว่ามัน และคุณคือผู้ที่มีศักยภาพสูงอีกด้วย”
“เป็นอย่างไรครับศักยภาพสูง?” ผมถาม
“ฉันขอเปรียบเทียบว่าพวกเราทั้งหมดที่นี่เป็นเหมือนถังใส่น้ำก็แล้วกัน สมมุติว่าฉันเป็นถังที่มีขนาดไม่ใหญ่นักแต่ฉันก็มีน้ำอยู่เต็ม ส่วนตัวคุณเปรียบเสมือนเป็นถังน้ำที่มีขนาดใหญ่กว่าฉันถึงหนึ่งเท่าตัวแต่ว่าคุณกลับมีน้ำติดอยู่แค่ก้นถังเท่านั้น คุณยังไม่สามารถแบ่งปันน้ำให้กับใครๆ ได้เพราะคุณมีน้ำอยู่น้อย แต่เนื่องจากคุณคือผู้ที่มีศักยภาพ คุณสามารถบรรจุน้ำได้มากกว่าใครๆ และเมื่อไหร่ที่คุณมีน้ำอยู่เต็มถัง คุณก็จะสามารถแบ่งปันให้กับคนได้มากกว่า” เธออธิบาย
“แล้วตอนนี้พวกเราทุกคนก็ได้รับมอบหมายให้เติมน้ำในถังให้กับคุณ” เธอพูด
“พวกคุณทุกคน…ได้รับมอบหมาย?? ทุกคนพูดเหมือนกันหมดเลย” ผมนึกถึงคำพูดของมีนและโยชิดะ
“วันที่คุณเข้าใจทุกสิ่ง คุณจะรู้ความหมายของมันเอง” เธออธิบาย
“ครับ” ผมพูด “เท่าที่เข้าใจนะครับ ผมคิดว่า “ความรัก” คือคำตอบของทุกสิ่งทุกอย่างเลย ถูกต้องไหมครับ” ผมถาม
“ตั้งแต่ที่ผมคุยกับมีนเรื่องอนุภาคที่เล็กที่สุดไปจนถึงอนุภาคที่ใหญ่ที่สุดระดับจักรวาล มันก็ถือกำเนิดขึ้นมาจากคลื่นความถี่ด้านบวก (ความรัก) การที่โลก จักรวาล และเอกภพหมุนรอบตัวเองก็เกิดจากคลื่นความรัก การยกระดับตนเองของมนุษย์ให้เป็นรูปธรรมชั้นสูงก็ด้วยความรัก การสื่อสารกับจิตวิญญาณและการเข้าถึงความรู้จากจักรวาลก็ด้วยคลื่นความรัก วัฒนธรรมการทำงานโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนของพวกคุณก็เพราะความรัก และแม้กระทั่งการที่สัตว์ร้ายมันไม่ทำร้ายเราก็เพราะเรามีคลื่นความรัก” ผมสรุป
“คุณเข้าใจถูกต้องแล้ว” เธอย้ำ
“อย่างที่ฉันบอกคุณไปว่าคนดาวโลกไกอาไม่เข้าใจเรื่องความรักหรือเข้าใจแบบไม่ตรงตามความเป็นจริงนั้น คุณพอจะเข้าใจแล้วหรือยังล่ะ” เธอพูด
“ครับ” ผมยอมรับ
“ในบรรดากระบวนการที่ก่อให้เกิดคลื่นความรักนั้น มีอยู่อย่างหนึ่งที่เรามักจะสับสนและเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นสิ่งเดียวกันคือ….” เธอพูดแล้วหยุด
“อะไรล่ะครับ ผมรอฟังอยู่”
“ความปรารถนาเรื่องเพศหรือความรักแบบชายหนุ่มหญิงสาว” เธอตอบ
“ทำไมล่ะครับ”
“ในเมื่อผมรักคุณ คุณก็รักผม เราสองคนมีความรักและมีความปรารถนาต่อกัน ผมว่ามันน่าจะเกิดคลื่นความรักได้เป็นสองเท่าด้วยซ้ำไม่ใช่หรือ” ผมแย้ง
“นี่แหละที่ฉันว่าคุณและคนส่วนใหญ่เข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้” เธอตอบ
“อย่างไรครับ” ผมถามต่อ