๓๕.
งาน
“พ่อคะ วันนี้หนูขอเดินทางเข้าเมืองไปกับทิมด้วยได้ไหมคะ” โคฮารุพูดขึ้นขณะที่กำลังรับประทานอาหารเช้า
“ถ้าเป็นความประสงค์ของลูกก็ตามใจ ดีเหมือนกัน จะได้ให้ลูกกับทิมเอากระดาษไปส่งที่ตลาดด้วย” โยชิดะตอบ
“ขอบคุณค่ะพ่อ หนูรักพ่อที่สุดเลย” เธอตอบ
“งั้นเดี๋ยวกินอาหารเช้าเสร็จ ลูกพาทิมไปดูเรือนผลิตกระดาษของเราและก็ช่วยกันมัดกระดาษที่ทำเสร็จแล้วให้ทีนะ” โยชิดะสั่ง
“ได้ค่ะ” เธอรับคำ
พวกเรากินอาหารเช้ากันอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะโคฮารุ ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนเธอกำลังมีของเล่นใหม่นั่นก็คือผม
“ไม่ต้องรีบก็ได้ลูก เรามีเวลาเหลือเฟือ ที่จริงถ้าวันนี้ไม่ตรงเข้าเมืองเลยก็แวะพักที่บ้านคุณตาสักคืนหนึ่งก่อนก็ได้” ซูด้าพูด
“ค่ะแม่” โคฮารุตอบ แต่เธอก็ยังไม่แสดงอาการช้าลงเลย
“ฉันเสร็จแล้วนะ ไปเรือนทำกระดาษกันเลยไหม” เธอชวนทันทีที่กินเสร็จ
“คุณทิมเขายังกินไม่เสร็จเลยลูก” ซูด้าปราม
“ค่ะแม่” เธอพูดเสร็จก็หันมาจ้องหน้าผมเหมือนเร่งว่าเมื่อไหร่จะกินเสร็จ
ผมรู้สึกว่าตอนนี้โคฮารุเหมือนเป็นเด็กตัวเล็กๆ แววตาเธอดูสดใสไร้เดียงสา ผิดกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อคืนและเมื่อเช้าแบบคนละคน
“ผมคิดว่าผมอิ่มแล้วนะครับ” ผมพูดพร้อมส่งยิ้มให้เธอ
“งั้นไปกันเลย” โคฮารุคว้ามือผมแล้วเดินนำหน้าไป
“ขอบคุณสำหรับอาหารเช้านะครับ อร่อยมากครับคุณซูด้า” ผมไม่ลืมที่จะหันกลับมากล่าวขอบคุณซูด้า
บ้านของโยชิดะตั้งอยู่บนเนินเตี้ยๆ เมื่อมองลงไปจากตัวบ้านราวๆ 30 เมตร มีโรงเรือนขนาดใหญ่กว่าตัวบ้านเล็กน้อยตั้งอยู่ริมลำธาร ตัวโรงเรือนมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีหลังคารูปแบบเดียวกันคือมุงด้วยฟางหรือหญ้าหนาๆ ผนังทั้งสองข้างเปิดโล่ง ภายในโรงเรือนมีบ่อน้ำรูปทรงสี่เหลี่ยมอยู่ 6 บ่อ มีเตาและหม้อใบใหญ่สำหรับต้มอะไรสักอย่าง อีกข้างหนึ่งเป็นที่วางตะแกรงสี่เหลี่ยมจำนวนมาก
“ที่เราต้องปลูกโรงเรือนตรงนี้ เพราะการทำกระดาษต้องใช้น้ำจำนวนมากในการผลิตค่ะ” โคฮารุอธิบาย
“เราใช้น้ำทำอะไรบ้างครับ” ผมถาม
“ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการแช่ การต้ม และการหมักเยื่อกระดาษค่ะ” เธอตอบ
“ดูน่าสนุกดีนะ ทำยากไหมครับ” ผมถาม
“ไม่ยากเลย แต่ต้องมีเทคนิคนิดหน่อย เอาไว้จะสอนให้”
“คุณเอาเยื่อกระดาษมาจากไหนครับ”
“เอามาจากลำต้นของไม้ชนิดหนึ่งชื่อว่า ดูลว้า ลอกเปลือกมันมาแช่น้ำทิ้งไว้แล้วก็เอาไปต้มให้เปื่อย หลังจากเปื่อยได้ที่ก็เอาไปทุบให้ละเอียด แล้วจึงเอามาผสมกับน้ำอีกครั้งเพื่อให้ได้น้ำข้นๆ ที่เป็นเยื่อกระดาษ จากนั้นจึงนำไปเทใส่ในตะแกรงเพื่อให้มันกลายเป็นแผ่นบางๆ” เธออธิบายอย่างภาคภูมิใจพร้อมกับชี้ไปยังชั้นที่วางกระดาษ
“และนี่คือกระดาษที่เสร็จแล้ว” เธอหยิบมันออกมาจำนวนหนึ่ง
“กระดาษของที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นกระดาษที่ดีที่สุดในเมืองเลยนะ เพราะพ่อของฉันมีเคล็ดลับพิเศษที่ไม่เหมือนใครคือ ตอนที่ได้น้ำเยื่อกระดาษมาแล้ว พ่อจะผสมยางไม้ชนิดหนึ่งลงไปด้วย และพอมันใกล้จะแห้ง พ่อจะนำมันมารีดด้วยลูกกลิ้งหินขนาดใหญ่จนเรียบ กระดาษของเราจึงมีความเหนียวและแน่นเป็นพิเศษ คนที่เป็นศิลปินเอกของเมืองนี้ต่างชื่นชอบกระดาษของคุณพ่อมาก” เธอพูดขณะที่ยกเอากระดาษจำนวนหนึ่งลงมาม้วนเป็นท่อนกลมๆ
“มาครับ ผมช่วย” ผมพูด
“ขอบคุณค่ะ” เธอหยุดพร้อมกับหันมายิ้มให้ผม
เรานำกระดาษหลายสิบแผ่นมาซ้อนกันเป็นตั้งหนาๆ ประมาณหนึ่งคืบ จากนั้นก็ม้วนให้เป็นโรลกลมๆ จัดให้แน่นแล้วก็ใช้เชือกมัดเพื่อไม่ให้มันคลายตัว โคฮารุที่ตอนนี้คอยบอกว่าให้ทำอย่างไรบ้างก็ไปเตรียมผ้าผืนใหญ่มาห่อไม่ให้มันเลอะขณะขนส่ง จากนั้นเธอก็มัดปลายผ้าอย่างชำนาญ เมื่อห่อด้วยผ้าอย่างดีแล้ว เธอจึงเอาไปคล้องเข้ากับสายสะพายที่เตรียมไว้สำหรับงานนี้โดยเฉพาะ มันมีลักษณะคล้ายกับสายสะพายของเป้ ด้านล่างจะมีห่วงสำหรับคล้องม้วนกระดาษ พร้อมกับมีเชือกรัดไม่ให้มันพลิกไปมาได้ พอเสร็จหนึ่งอัน เธอก็บอกให้ผมทำแบบเดิมอีกหนึ่งอัน
“เราแบกคนละอันไหวไหม” เธอถามผม
“ไหวครับ ไหว” ผมรีบตอบ
“จะได้ไม่เสียเที่ยวที่อุตส่าห์เข้าเมือง ขนได้เยอะเท่าไหร่ยิ่งดี” เธอพูดเสริม
“ม้วนหนึ่งน่าจะหนักสัก 30 กิโลนะ” ผมพูดเพื่อประเมินศักยภาพของตัวเอง
“ตอนที่พวกเราเดินทางเข้าเมือง พ่อ แม่ และฉันก็แบกกันคนล่ะหนึ่งม้วนแบบนี้เหมือนกัน” เธอบอก
“แล้วคราวนี้พ่อกับแม่คุณไม่ไปด้วยหรือครับ”
“ไม่ค่ะ เพราะตอนนี้เรากำลังติดพันกับการปลูกต้นดูลว้ารุ่นใหม่อยู่”
“แล้ว…คุณต้องอยู่ช่วยท่านไหมครับ”
“ไม่ต้องก็ได้ค่ะ มันไม่ใช่งานหนักอะไร เพียงแต่ว่าต้องทำให้เสร็จในช่วงเวลานี้เท่านั้นเพื่อจะได้ให้ผลผลิตทันในรอบหน้า” เธออธิบาย
หลังจากที่เราจัดการมัดกระดาษทั้งสองม้วนจนเสร็จเรียบร้อย เธอก็คว้ามือผมแล้วดึงตัวเข้ามากอดและจูบผมแบบไม่ทันได้ตั้งตัว ผมจึงบรรเลงเพลงจูบที่เคยมีประสบการณ์ทั้งหมดในชีวิตไปหนึ่งบท
“ดีใจที่สุดที่ได้เจอคุณอีกครั้ง ฉันรักคุณค่ะ” เธอพูดเบาๆ
“เราขึ้นไปเตรียมตัวออกเดินทางกันเถอะค่ะ” เธอพูดต่อ
“ครับ” ผมตอบ
ผมยกม้วนกระดาษขึ้นหลังให้โคฮารุสะพาย เสร็จแล้วก็ยกขึ้นบ่าของตัวเอง ผมก็รู้สึกว่ามันหนักไม่ใช่เล่นเหมือนกัน แต่ก็คิดว่าขนาดผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างโคฮารุยังแบกไหว ผมก็น่าจะไหวเหมือนกัน
“พวกเราพร้อมแล้วค่ะแม่” โคฮารุตะโกนบอกกับซูด้า ก่อนที่เธอจะเดินถึงตัวบ้าน