อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๓๐.

๓๐.

คลื่นการรัก

๓๐.คลื่นการรัก

“จิตวิญญาณ ภายในตัวเธอนั้นมีสถานะเป็นสากล จิตวิญญาณ ของเพื่อนๆ ของเธอและคนอื่นทั่วทั้งจักรวาลก็มีสถานะเป็นสากลเช่นกัน พูดง่ายๆ ตัวจิตวิญญาณของทุกๆ คนเป็นหนึ่งเดียวกัน มีแต่ “จิตสำนึก” ของเราเท่านั้นที่แยกตัวออกมา” โยชิดะย้ำอีกครั้ง

“แล้วทำอย่างไร เราถึงจะสื่อสารกับ จิตวิญญาณ ได้ล่ะครับ” ผมถาม

“การที่เธอจะสื่อสารกับจิตวิญญาณให้ได้นั้น เธอต้องรู้ก่อนว่า เขาใช้คลื่นความถี่อะไร จากนั้นก็แค่สั่นสะเทือนจิตสำนึกให้ตรงกับคลื่นความถี่ของเขาเท่านั้น”

“ตามหลักการพื้นฐาน พลังงานของทุกสรรพสิ่งตั้งแต่อนุภาคที่เล็กที่สุดจนถึงใหญ่ที่สุดจะมีคลื่นความถี่ชนิดหนึ่งที่ถูกปลดปล่อยออกมาเหมือนกันหมด นั่นคือคลื่นความถี่แห่งการยึดโยงเหนี่ยวรั้งซึ่งกันและกัน คลื่นความถี่นี้หากแปลรหัสเป็นภาษาพูดจะได้ออกมาว่า การผนึก การผนวก การยึดเกาะ การบวก การหลอมรวม การรัดตรึง การรัก หรือความรัก”

“หรือสรุปง่ายๆ ว่า ความรัก คือคลื่นความถี่ที่จิตวิญญาณเขาใช้กัน”

“แค่ความรัก…หรือครับ” ผมแปลกใจ

“เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว มันก็ง่ายมากๆ ใช่ไหม เราก็แค่สั่นสะเทือน จิตสำนึก ของเราให้เป็นความรักให้ได้ตลอดเวลา สั่นสะเทือนจนเป็นคุณสมบัติแท้ๆ ของ จิตสำนึก เลย”

“สำหรับดาวโลกทึงร่านั้น เป็นเรื่องปรกติที่ทุกคนจะสามารถสั่นสะเทือน จิตสำนึก เป็นความรักได้ในยามตื่น แต่สำหรับดาวไกอาดูเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่คนจะมีความรักให้กันและกัน และนั่นก็เป็นสาเหตุว่า ทำไมมนุษย์บนดาวโลกไกอาถึงไม่สามารถเข้าถึงความรู้ที่เป็นสากลได้”

“แค่ความรักมันก็ฟังดูไม่ยากนะครับ ที่จริงโลกของเรา คนจำนวนมากก็สั่นสะเทือนจิตสำนึกเป็นความรักอยู่แล้วนี่ครับ” ผมพูด

“มันต้องเป็นการสั่นสะเทือนให้ได้ในทุกระดับชั้นของสิ่งที่เรียกว่าความรักด้วยนะ แต่เท่าที่ฉันเห็น มนุษย์โลกของเราส่วนใหญ่สั่นสะเทือนได้แค่ระดับเดียว คือระดับต่ำๆ เท่านั้น”

“ความรักมีระดับด้วยหรือครับ ผมไม่เคยรู้มาก่อน”

“มีสิ มีถึงสี่ระดับเลยแหละ” โยชิดะเผย

“ระดับอะไรบ้างครับ”

“ระดับที่หนึ่งเป็นระดับที่ง่ายที่สุด นั่นคือความรักที่มอบให้คนที่ด้อยกว่า หรืออะไรก็ตามที่เรารู้สึกว่าต่ำกว่า ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีใครสักคนซึ่งปรกติเขาอาจจะไม่ได้ร่ำรวยอะไร แต่บังเอิญเขาไปพบกับคนหรือสัตว์ที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก กำลังอดอยากหิวโหยดูแล้วน่าสงสารน่าสมเพช คนคนนี้ก็จะสามารถหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ไปได้อย่างง่ายดาย หรือในกรณีของการเกิดภัยพิบัติต่างๆ ที่เราเพิ่งพูดถึงกันไป สถานการณ์ที่คนหมู่มากต้องได้รับความเดือดร้อนทุกข์ทรมาน คนทุกคนก็สามารถยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้ เพราะเราเห็นว่าเขากำลังแย่กว่าเรา”

“ระดับที่สอง อันนี้ยากขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังอยู่ในวิสัยที่คนจะสามารถทำได้ นั่นคือความรักที่มอบให้คนที่ เสมอกับเรา บุคคลระดับนี้เราสามารถพบเจอได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น เป็นลูกค้า เป็นเพื่อนร่วมงาน เป็นคนข้างบ้าน หรือแม้กระทั่งเป็นเพื่อนร่วมโลก เป็นต้น”

“แต่ความเป็นจริงที่ปรากฏคือ ไม่มีความรักระดับนี้เกิดขึ้นเลย บางครั้งเราแค่เสียเปรียบกันเล็กน้อยเราก็ยังไม่ยอมกันแล้ว เราจะเกิดความคิดเรื่องความยุติธรรมขึ้นมาทันที เราจะเริ่มตั้งคำถามว่า ทำไมฉันต้องยอม ทำไมฉันต้องให้ ทำไมฉันต้องรักคนพวกนี้ด้วย ความรักในระดับนี้ทั้งที่มันไม่ได้ยากมากแต่เราก็ไม่สามารถทำได้”

“ในระดับที่สาม เป็นระดับที่สูงขึ้นและยากขึ้นไปอีก ถ้าระดับที่สองยังทำไม่ได้ ระดับที่สามก็ไม่มีทางทำได้ ระดับนี้คือความรักที่มอบให้กับคนที่เหนือกว่าเรา ในสังคมดาวโลกไกอามีการแบ่งแยกชนชั้น แบ่งเป็นคนรวยคนจนอย่างชัดเจน คนรวยเราถือว่าเป็นคนที่เหนือกว่า มีอะไรมากกว่า มีความเป็นอยู่ดีกว่า กินอาหารดีกว่า ใช้ของดีกว่า มีบ้านใหญ่กว่า ดังนั้นจึงเป็นการยากมากๆที่คนจนกว่าจะมอบความรักอย่างบริสุทธิ์ใจให้กับคนรวยกว่า หรือที่ง่ายกว่านั้นคือ การร่วมแสดงความยินดีที่เขานั้นมีสิ่งที่ดีกว่าเรา”

“ฉันขอเปรียบเทียบความรู้สึกตรงนี้เหมือนกับว่าเธอมีลูกคนหนึ่ง ถ้าสมมุติว่าลูกของเธอเกิดประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง มีเงินมีทองร่ำรวยขึ้นมา เธอย่อมจะรู้สึกยินดีปลาบปลื้มไปกับสิ่งที่เขาได้รับนั้นอย่างแน่นอน เพราะว่าเธอรักเขา แต่กับคนอื่นที่ไม่ใช่ลูกของเธอล่ะ เธอยังจะมีความรู้สึกแบบนี้ได้ไหม ถ้าทำไม่ได้แถมยังเกิดความอิจฉาเขาอีกล่ะก็ นั่นถือว่านอกจากเราไม่ได้มอบความรักให้กับเขาแล้ว เรายังมอบความชังซึ่งเป็นด้านตรงข้ามออกไปอีกด้วย”

“และสุดท้าย ระดับที่สี่ซึ่งเป็นระดับที่ยากที่สุด ใครคนใดที่ทำเช่นนี้ได้ทั้งจักรวาลจะยกย่องให้เขาเป็นผู้ที่มีวิวัฒนาการขั้นสูงหรือเป็นรูปธรรมชั้นสูงทันที ความรักระดับนี้คือ ความรักที่มอบให้กับศัตรู ในสังคมโลกของเรายังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง นั่นคือคนที่เคยทำไม่ดีต่อเรา จะเรียกว่าเป็นคนที่เราเกลียดก็ได้ คนที่เธอเห็นเขาแล้วสามารถทำให้เธอหงุดหงิดได้ เธอคิดว่าเธอจะสามารถรักเขาได้มากแค่ไหน รักแบบบริสุทธิ์ใจ รักแบบไร้เงื่อนไข ให้อภัยเขาได้ในทุกกรณี”

“เธอลองคิดดูก็ได้ว่า คนบนโลกของเธอทำกันได้ไหม 99.99 เปอร์เซ็นต์ไม่มีใครทำได้ อย่าว่าแต่คนธรรมดาที่เดินตามท้องถนนทั่วไปเลย ต่อให้เป็นนักบวชนักการศาสนาที่เราเชื่อกันว่าเขาเหล่านั้นเป็นผู้ที่เคร่งครัดในศีลธรรม เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าประพฤติดีประพฤติชอบ ส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครทำได้ ถ้ามีก็น้อยมากแทบจะนับนิ้วมือได้เมื่อเทียบกับคนทั้งโลก”

“คุณรู้ได้อย่างไรครับว่าเขาทำไม่ได้ มีเครื่องมืออะไรมาวัดหรือครับ” ผมถาม

“การแบ่งแยกความเป็นศาสนาคือเครื่องบ่งชี้ เมื่อศาสนาอยู่บนแนวคิดเรื่องการแบ่งแยก เช่น ศาสนาของฉัน ศาสนาของเธอ มีคนนอกศาสนา มีการเปรียบเทียบว่าของฉันดีกว่า การถือดีว่าของฉันถูกต้องกว่า เชื่อฉันดีกว่า จนทำให้เกิดเป็นกระบวนการที่ต่อมาเรียกว่า การพยายามธำรงไว้ซึ่งความเป็นสถาบันศาสนาของตน ไม่ว่าจะแสดงออกในรูปแบบไหน เช่น สร้างสิ่งปลูกสร้างให้ยิ่งใหญ่กว่า หรือเพิ่มจำนวนสมาชิกในสถาบันของตนให้มากกว่า กลายเป็นการแย่งชิงสมาชิกในที่สุด แค่ปรากฏการณ์นี้เธอคิดว่าพอจะชี้วัดได้ไหมว่า เหล่าผู้นำทางศาสนารวมทั้งสมาชิกของเขาไม่สามารถมีความรักในระดับนี้กันเลย”

“นี่เป็นเพียงหลักการเบื้องต้นของการสั่นสะเทือนจิตสำนึกเป็น “ความรัก” เท่านั้นนะ แต่การจะ ((เป็น)) รูปธรรมชั้นสูงให้ได้ มันต้องผ่านกระบวนการที่ฉันบอกเธอไปแล้วคือ ต้อง ((ทำ)) ให้ได้ เขาถึงจะถูกยอมรับว่าเขา ((เป็น))”

“การทำ! ทำอะไรครับ” ผมถาม

“มีหลักเกณฑ์อยู่อีก 4 ระดับ เพื่อใช้ตรวจสอบว่าเธอนั้นสามารถ ((ทำ)) ได้หรือยัง” เขาเสริม

“มีอีกหรือครับ”

“ใช่! หลักเกณฑ์นี้เธอสามารถใช้เป็นเกณฑ์วัดได้เลยว่า เธอนั้นผ่านกระบวนการ ((ทำ)) นี้ได้สำเร็จหรือไม่ และเธอสามารถ ((เป็น)) รูปธรรมชั้นสูงแล้วหรือยัง”

“เมื่อไหร่ที่เธอประสบกับเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ด้านที่ทำให้เธอพึงพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม เธอจะมีปฏิกิริยากับเหตุการณ์นั้นอย่างไร ฉันจะยกเอาเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อการแสดงออกของเธอมากที่สุดเพื่อให้เห็นภาพชัดๆ ฉันขอยกเอาเรื่อง ความโกรธ ก็แล้วกัน”

“คนในลำดับชั้นที่หนึ่งคือ จะตอบสนองต่อ ความโกรธ นั้นทันทีด้วยการแสดงออกทางกายภาพ เช่น แย่ที่สุดคือลงมือทำร้ายคนที่ทำให้เขาโกรธ หรือดีขึ้นมาหน่อยคือการต่อว่าด่าทอ ซึ่งทั้งสองกรณีล้วนเป็นการแสดงออกทางกายภาพทั้งสิ้น ผลที่ตามมาคือ ทำให้เขาทั้งคู่เกิดความไม่พึงพอใจต่อกัน เกิดความชังต่อกัน ซึ่งในทางพลังงานเขาทั้งสองได้ปลดปล่อยคลื่นความถี่ด้านลบออกมาสู่บรรยากาศโลกไปแล้ว ไม่ว่าเหตุการณ์จะจบลงด้วยวิธีการใด ผลที่ตามมาคือเขาทั้งสองได้ผูกใจเจ็บต่อกัน จนทำให้เกิดเป็นพันธสัญญาหรือการเกี่ยวกรรมต่อกันไปเรียบร้อยแล้ว และเมื่อมีการเกี่ยวกรรมกัน เขาทั้งสองจะต้องหาโอกาสมาเกิดเจอกันใหม่ในอนาคตเพื่อแก้ไขบทเรียนนี้อีกครั้งอย่างแน่นอน”

“และนี่คือปัญหาใหญ่ของมนุษยชาติที่ทำให้เราต้องมีการเวียนตายเวียนเกิดกันไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนชาติ และมันก็เป็นปัญหาระดับจักรวาลที่ทำให้มีดวงจิตวิญญาณตกค้างอยู่บนดาวโลกไกอานี้เป็นจำนวนมากนั่นเอง”

“ถัดมาคือคนในลำดับที่ 2 ซึ่งถือว่าได้มีการวิวัฒน์ขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งคือ เขายังมีความโกรธอยู่ แต่จะพิเศษกว่าลำดับแรกคือเขาจะไม่แสดงออกมาทางกายภาพ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้สร้างผลลัพธ์ทางกายออกมา แต่ในจิตใจของเขาก็ยังมีความโกรธอยู่ ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่าเขาได้แสดงออกทางพลังงานไปแล้ว ในจักรวาลจึงถือว่า เขาได้ปลดปล่อยคลื่นที่เป็นสิ่งปฏิกูลไปสู่บรรยากาศเรียบร้อยแล้วเหมือนกัน และคลื่นนี้ก็มีผลทำให้เกิดการเกี่ยวกรรมกันอยู่ดี เราอาจจะเรียกกระบวนการนี้ว่า กรรมทางพลังงาน หรือ มโนกรรม ก็ได้”

“ลำดับที่ 3 สำหรับคนลำดับนี้จัดว่ายังมีความโกรธประทุขึ้นมาในใจ และเขาก็ไม่แสดงออกมาทางกายภาพเหมือนกับลำดับที่ 2 แต่จะมีความพิเศษกว่าลำดับที่ 2 คือ เขาเริ่มมีทักษะในการขจัดมันให้สิ้นออกไปจากจิตใจเพิ่มขึ้นมา หรือที่เราเรียกทักษะนี้ว่า การรู้จักให้อภัย ซึ่งเขาจะสามารถจัดการในส่วนนี้ได้ช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับทักษะของแต่ละคน บ้างคนก็สามารถขจัดได้เร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง บางคนอาจจะใช้เวลาหลายวัน บางคนหลายเดือน หรืออาจจะนานหลายปี คุณสมบัติหรือทักษะของคนลำดับนี้ถือว่ามีการวิวัฒน์มากกว่าลำดับที่ 2 มากทีเดียว เพราะเขาได้ชื่อว่ามีความตั้งใจหรือมีความพยายามที่จะขจัดมันออกไป ซึ่งผิดกับลำดับที่ 2 ที่ไม่เคยมีเลย”

“แต่ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีการกระทำอะไรออกไป และก็สามารถกำจัดความขุ่นมัวในจิตใจด้วยการให้อภัยได้ในที่สุดแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังต้องเกี่ยวกรรมและต้องกลับมาเกิดเจอกับสถานการณ์แบบเดิมนี้อีกอยู่ดี เพราะว่าพลังงานแห่งความชังหรือคลื่นความถี่ด้านลบได้ถูกปลดปล่อยออกไปจากจิตใจเขาแล้ว”

“ผู้ที่จะได้รับการขนานนามว่าเป็นรูปธรรมชั้นสูงนั้น จะต้อง ((ทำ)) ลำดับที่ 4 นี้ให้ได้เท่านั้น นั่นคือจะต้องไม่มีการปลดปล่อยคลื่นความถี่ลบใดๆ ออกไปเลยตั้งแต่แรก ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่ทำให้โกรธมากแค่ไหน นอกจากเขาจะไม่ปลดปล่อยความชังออกมาแล้ว เขายังต้องปลดปล่อยคลื่นแห่งความรักออกมาให้ได้อีกด้วย ซึ่งมันจะต้องเป็นคลื่นความถี่ระดับสูงสุดที่ฉันได้บอกเธอไปในช่วงที่แล้ว”

“ถ้าเราดูจากปรากฏการณ์ของคนทั้งหมด รวมถึงผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้นำทางศาสนาบนโลกของเธอ ฉันยังไม่เห็นใครเลยที่เข้าถึงการ ((ทำ)) ระดับสูงสุดในทั้งสองหลักเกณฑ์นี้ได้เลยสักคนเดียว”

“แต่พวกเขาก็ได้ชื่อว่าเป็นคนดีไม่ใช่หรือครับ” ผมแย้ง

“คนดี ที่เธอกำลังพูดถึงนั้น มันหมายความว่าอย่างไรละ” โยชิดะถามผมกลับบ้าง

“เอ่อ…คือสิ่งที่พวกเขายึดถือปฎิบัติกันไงล่ะครับ เช่น การถือศีล การไม่ฆ่าสัตว์ การไม่พูดโกหก การไม่ล่วงเกินผู้อื่น ฯลฯ” ผมยกตัวอย่าง

“นั่นฉันเรียกว่าเป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้วต่างหาก ไม่ใช่ความดี”

“เอาอย่างนี้นะ ฉันจะยกตัวอย่างให้เธอลองคิดตามดูนะ” เขาพูด “ถ้ามีโจรคนหนึ่งกิจวัตรของเขาคือการไปปล้นคนอื่นทุกวัน แล้วอยู่มาวันหนึ่งเขาเกิดคิดได้ว่า เขาจะเลิกปล้น เขาเลยตั้งกฎว่า ต่อไปนี้เขาจะไม่ปล้นใครอีก เธอคิดว่าเขาเป็นคนดีไหม”

“เอ่อๆๆ…ไม่น่านะครับ” ผมตอบ

“คนที่จะเรียกตัวเองว่าเป็นคนดี จะต้องมีปรากฏการณ์แสดงออกมาให้เห็น ไม่ใช่แค่เลิกทำชั่ว แต่ไม่ว่าการแสดงออกมานั้นจะเป็นอย่างไร ก็ต้องมีพื้นฐานมาจากความรักระดับสูงสุด บวกกับการจัดการจิตสำนึกของตัวเองให้ได้ในลำดับที่ 4 นี้เท่านั้น”

“ถ้าเธอเจอใครสักคนที่ได้ชื่อว่าเป็นคนใจบุญ เธอก็สามารถวัดค่าดูได้ว่า เขาคนนั้นเป็นคนที่มีจิตสำนึกระดับไหน ถ้าเขาชอบช่วยเหลือคนยากจนคนด้อยโอกาส ทำบุญทำทานทุกวัน แต่ยังชอบทะเลาะกับคนข้างบ้าน แสดงว่าเขาคนนั้นแสดงออกซึ่งความรักได้แค่ระดับที่หนึ่ง และจัดการกับสถานการณ์ในชีวิตของเขาได้แค่ลำดับที่หนึ่งเท่านั้น”

“โอ้! คุณกำลังเปลี่ยนความเชื่อของผมทั้งหมดไปเลยนะครับ” ผมพูด

“ฉันขอย้ำเกี่ยวกับเรื่องนี้ มีมาตรฐานเดียวในจักรวาลคือ คนที่จะสามารถวิวัฒน์ตัวเองให้เป็นรูปธรรมชั้นสูงได้จะต้องแสดงออกซึ่งความรักให้ได้ทั้ง 4 ระดับ และต้องสามารถจัดการกับสถานการณ์ในชีวิตที่เขาประสบให้ได้ในลำดับที่ 4 เท่านั้น ไม่มีการยกเว้นแม้สักกรณีเดียว” ”

“แล้วหลายๆ คนที่ผมเคยเห็น ที่เขาฝึกปฏิบัติบำเพ็ญภาวนาอยู่ตามป่า ตามเขาเพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการบรรลุสภาวะการหลุดพ้นอะไรทำนองนั้นน่ะครับ เขาจะได้ชื่อว่าเป็นรูปธรรมชั้นสูงด้วยหรือเปล่าครับ” ผมถาม

“เป็นหรือไม่ก็ขึ้นอยู่การ ((ทำ)) ที่ฉันบอกไป ก็ต้องผ่านการพิสูจน์ว่า เขาสามารถแสดงออกซึ่งความรักได้มากแค่ไหน และอยู่ระดับไหน”

“ซึ่งกรรมวิธีการปฏิบัติบำเพ็ญจิตที่เขาทำนั้น มันก็เป็นแค่กระบวนการเข้าถึงการ ((รู้)) อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งถ้าเขาทำได้ถูกวิธีก็จะสามารถเปิดใช้กลไกการสื่อสารกับจิตวิญญาณได้เช่นกัน”

“กระบวนการคืออย่างไรครับ” ผมถาม

“เธอจะไปรู้ไปทำไม ฉันคิดว่าเท่าที่ฉันบอกเธอไปก็เพียงพอแล้ว” เขาตอบ

“ผมคิดว่ามันน่าจะง่ายกว่าวิธีที่คุณบอกมาเมื่อกี้ เผื่อผมจะเลือกวิธีการนี้แทนครับ” ผมตอบ

“มันไม่มีอะไรง่ายกว่าอะไร มันแค่เป็นวิธีที่เหมาะสมกับใครมากกว่า เพราะสุดท้ายทุกคนก็ต้องมาพิสูจน์ให้จักรวาลเห็นก่อนว่า ((ทำ)) ได้หรือไม่อยู่ดี”

“ฉันอธิบายให้เธอฟังก็ได้ กรรมวิธีนี้เป็นกรรมวิธีทางเทคนิคอย่างหนึ่งที่ได้ผลเหมือนกัน แต่ค่อนข้างเสี่ยง เพราะถ้าเข้าใจผิดอาจจะทำให้คนคนนั้นหลงทางได้”

“ดีแล้วที่เธอถาม ฉันจะได้ถือโอกาสนี้เตือนเธอไว้เลยว่า ต้องระวังหากเธอจะใช้วิธีนี้จริงๆ”

“ดังที่ฉันเคยบอกไว้เกี่ยวกับเรื่องการเข้าไปจัดการเปลี่ยนคลื่นความถี่ของจิตสำนึก ให้เป็นคลื่นเดียวกับคลื่นความถี่ของจิตวิญญาณ เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงความรู้จากทั่วทั้งจักรวาลในข้างต้น”

“ในกรณีของกรรมวิธีนี้จะใช้วิธีการควบคุมการทำงานของจิตสำนึกแทนการสั่งให้จิตสำนึกทำงานอะไรง่ายๆซ้ำๆไปเรื่อยๆเช่น ให้กำหนดลมหายใจเข้าออก กำหนดการก้าวเดินหรืออะไรก็ตามไปเรื่อยๆ ในระหว่างที่มีการสั่งให้จิตสำนึกทำงานอยู่นั้น ตัวเราที่เป็นผู้สั่งการก็กลายเป็นจิตวิญญาณไปโดยอัตโนมัติ เพราะความรู้สึกมันจะต้องมีตำแหน่งที่ตั้ง จากเดิมจิตสำนึกอยู่ในสถานะเป็นผู้สั่งการ จิตวิญญาณไม่ได้มีสถานะอะไร เพราะจิตสำนึกไม่เคยเปิดโอกาสให้มาก่อน แต่กระบวนการนี้จิตสำนึกได้ถูกย้ายสถานะไปเป็น “ผู้ถูกสั่ง” จิตวิญญาณเลยกลายเป็นผู้สั่งแทน เพราะมันมีอยู่แค่สองสถานะนี้เท่านั้น”

“ทีนี้เมื่อ “จิตสำนึก” กลายเป็นผู้ถูกดูหรือผู้ถูกสั่ง “จิตวิญญาณ” ซึ่งตอนนี้เป็นผู้ดูหรือผู้สั่งการ หากเธอทำกระบวนการอย่างนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆจนเกิดความชำนาญ จิตสำนึกก็จะอยู่ภายใต้การควบคุมของจิตวิญญาณโดยสมบูรณ์ และตรงนี้เองที่เป็นจุดอันตราย เพราะเมื่อจิตสำนึกอยู่ภายใต้การควบคุมแล้ว จิตวิญญาณที่แต่เดิมมีอำนาจทางพลังงานมาก ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือ เขาจะมีอำนาจจิตที่เหนือกว่าคนธรรมดา อย่างที่เราเรียกกันว่ามีอำนาจพิเศษ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร มันเป็นแค่กลไกปกติ แต่ที่อันตรายก็คือ คนที่ได้อำนาจนี้แล้วมักจะคิดว่ามันสิ้นสุดกระบวนการ หรือคิดว่าประสบความสำเร็จแล้ว จนนำไปสู่การใช้อำนาจไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ ก็คือเอาไปทำให้ตัวเองนั้นแบ่งแยกจากคนอื่น โดยยกตัวเองเป็นผู้วิเศษ แทนที่จะใช้มันเพื่อแสดงความรักหรือยึดโยงซึ่งกันและกัน”

“ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายที่คนคนนั้นจะหยุดอยู่แค่ตรงนั้น ไม่สามารถวิวัฒน์ต่อไปได้ ทั้งๆ ที่น่าจะเอาความสามารถนั้นมาเข้าสู่กระบวนการ ((ทำ)) จะได้สู่สภาวะการ ((เป็น)) ต่อไป”

“เพราะถ้าเขามีพลังอำนาจในการควบคุมจิตสำนึกได้อย่างอยู่หมัดแล้ว เรื่องอื่นๆก็เป็นเรื่องง่าย จะควบคุมให้สั่นสะเทือนเป็นความรักระดับใดก็ง่าย” เขาพูดด้วยความรู้สึกเสียดายก่อนที่จะนิ่งเงียบไป