๒๒.
ส่วนเกิน
ระหว่างที่เราเดินไป ผมรู้สึกว่าอากาศอุ่นขึ้นมาบ้าง อาจจะเป็นเพราะว่าเริ่มสายแล้ว เราเดินมาได้ไม่นานก็ถึงจุดหมาย ตรงนี้มีลักษณะเป็นน้ำตกขนาดเล็กสูงแค่ 1-2 เมตร ผมว่าเหมือนฝายน้ำล้นมากกว่า แต่เป็นฝายธรรมชาติ เหนือน้ำตกนี้ขึ้นไปเป็นเวิ้งน้ำกว้างขวางพอสมควร มีโขดหินน้อยใหญ่อยู่รอบๆ เหมือนถูกจัดวางไว้โดยนักจัดสวนฝีมือดี ด้านข้างเวิ้งน้ำนี้มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ค่อนข้างหนาแน่น ด้านบนนี้น้ำจะนิ่งและลึก ไม่เหมือนกับด้านล่างที่ตื้นแค่หัวเข่า
มีนพามาหยุดตรงใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่ขึ้นอยู่ริมลำธาร ที่ใต้ต้นไม้นี้มีโขดหินขนาดใหญ่พอที่จะขึ้นไปนั่งได้สัก 5-6 คน โขดหินนี้มีผิวค่อนข้างราบเรียบ ลักษณะเป็นหินแกรนิตเนื้อละเอียดแต่มีความสากไม่ลื่น
“ถึงแล้ว เราใช้มุมนี้เป็นที่พักเวลาเล่นน้ำเป็นประจำ” มีนแนะนำจุดที่ใช้วางสัมภาระ
ระหว่างที่ผมกำลังเพลิดเพลินกับความงามของสถานที่แห่งนั้นอยู่ สายตาผมก็หันไปพบกับภาพที่ทำให้หัวใจผมแทบหยุดเต้น นั่นคือภาพของชายหญิงสองสามีภรรยาในสภาพเปลือยเปล่ายืนอยู่ต่อหน้าผม เสื้อผ้าของทั้งคู่กองอยู่บนพื้น ผมจึงรีบหันหน้าหลบจากตำแหน่งที่เขายืนกันทันที
“พวกเราพร้อมแล้ว” นาพาพูดขึ้น ผมฟังน้ำเสียงเธอแล้วเหมือนว่าเธอไม่รู้สึกลื่นเขินอายอะไรเลย
“เอ่อ!” ผมอึกอักและรู้สึกอาย ไม่กล้าพูดอะไรตอบไป
เพียงครู่เดียวก็ได้ยินเสียงทั้งสองคนกระโดดลงน้ำ และมีเสียงหัวเราะหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
“สู้ๆๆ เย็นสบายจังเลย ลงมาเลยทิม ไหนบอกว่าอยากอาบน้ำไงล่ะ” เสียงของมีนชวน
ผมค่อยๆ หันไปมองทั้งคู่ทีละน้อย แต่พอหันไป ถึงแม้ว่าเขาทั้งสองจะอยู่ในน้ำ แต่ด้วยความใสราวกับกระจกของน้ำจึงทำให้สามารถเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจนจนผมต้องรีบหันหน้ากลับมาทางเดิม
“เชิญ…คุณ…สองคน….ตามสบายก่อนเลยครับ ผมยังรู้สึกหนาวอยู่เลย” ผมอ้างข้างๆ คูๆ
“ไม่หนาวหรอกค่ะ น้ำที่นี่ผสมกับน้ำอุ่นที่ไหลมาจากอีกลำธารหนึ่ง มันจึงไม่เย็นมาก” นาพาพูด
ผมคิดในใจว่าสองคนนี้คงไม่เคยเจอผู้คนหรืออย่างไร เขาถึงไม่อายผมซึ่งเป็นคนแปลกหน้าเลย ตอนนี้ผมนั่งลงที่ก้อนหินนั้นโดยหันหน้าไปอีกทางหนึ่ง ผมไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อดี จึงถอดรองเท้าวางไว้ข้างๆ ตัว หูของผมยังคงได้ยินเสียงว่ายน้ำไปมาสลับกับเสียงหัวเราะของทั้งคู่ แล้วอยู่ๆ เสียงพวกเขาก็เงียบลง
“พวกคุณไปไหนกัน” ผมตะโกนถามโดยไม่ได้หันหน้าไปมอง
#พอผมพูดจบ ทั้งคู่ก็มานั่งอยู่ข้างๆ ผมแล้ว ทั้งสองชะโงกหน้ามาพร้อมกับฉุดแขนผมให้ลงไปเล่นน้ำกับพวกเขา
“ไปเร็ว ลงไปเล่นน้ำกัน” ทั้งคู่ดึงผมลงไปในน้ำทั้งที่ยังใส่เสื้อผ้าอยู่อย่างนั้น
ผมไม่รู้จะทำตัวอย่างไรกับสถานะเช่นนี้ ผมรู้สึกอึดอัด สมองตื้อคิดอะไรไม่ออก
“ทิมเป็นอะไรคะ ไม่ชอบเล่นน้ำแบบนี้หรือ” นาพาถาม
ที่จริงผมมีคำถามอยู่ในหัวมากมายที่อยากจะถามพวกเขา แต่ตอนนี้ผมไม่กล้าที่จะเอ่ยปากถามอะไรสักอย่าง
“ชะ..ชอบครับ อุ..อุ่นสบายดีครับ” ผมตอบไปแบบตะกุกตะกักขณะที่หันหน้าไปอีกทางหนึ่ง
ผมเกิดคำถามขึ้นมากับตัวเองอีกครั้งว่า ตอนนี้เรามาทำอะไรอยู่ที่นี่ ที่นี่เป็นสถานที่ที่สวยงามราวกับสรวงสวรรค์ รูปร่างหน้าตาของคนทั้งสอง งดงามราวกับเทพบุตรเทพธิดา อากาศรอบตัวผมก็รื่นรมย์น่าอยู่น่าอาศัย แต่ผมกลับรู้สึกว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมของที่นี่ เขาทั้งสองเล่นน้ำกันราวกับเด็กๆ ไร้เดียงสา เขาไม่อายกันและกัน ซึ่งนั่นก็พอเข้าใจได้ว่าเขาเป็นสามีภรรยากัน แต่ที่เขาไม่อายคนแปลกหน้าอย่างผมด้วยนี่สิ มันทำให้ผมไม่เข้าใจในสิ่งที่พวกเขาเป็นกัน มันทำให้ผมเกิดความเขินอายอย่างบอกไม่ถูก และผมรู้สึกว่าผมเป็นส่วนเกินของพวกเขา
พวกเราใช้เวลาในการเล่นน้ำกันประมาณ 20 นาที ซึ่งสำหรับผมรู้สึกว่ามันนานเหลือเกิน เพราะแต่ละนาทีนั้นผ่านไปด้วยความอึดอัด
“ฉันขึ้นไปเตรียมของก่อนนะ” เสียงของนาพาบอกกับมีน
“ได้” มีนตอบ
แล้วผมก็ได้ยินเสียงการขึ้นจากน้ำของเธอ ผมรีบหันหน้าไปยังฝั่งตรงข้ามกับเสียงเธอทันที แต่ในสมองของผมกลับอดจินตนาการถึงภาพหญิงสาวผู้งดงามราวกับนางฟ้ากำลังเดินขึ้นจากน้ำด้วยร่างกายที่เปลือยเปล่านี้ไม่ได้ แสงแดดยามสายคงต้องกับผิวกายที่ขาวกระจ่างของเธอ มันคงเป็นภาพที่สวยงามเกินจะพรรณนา บอกตามตรงว่า ที่จริงผมก็แอบเกิดความรู้สึกทางเพศขึ้นมาด้วย แต่ต้องพยายามเก็บกดมันไว้อย่างแรงจนทำให้ผมรู้สึกอึดอัดอย่างที่สุด
I ได้ยินเสียงสะบัดผ้าและทำโน่นทำนี่ของนาพา และตามมาด้วยเสียงการขึ้นจากน้ำของมีน
“ทิม พวกเราขึ้นล่ะนะ” มีนแจ้งผม
“ครับ” ผมตอบ
ผมใช้หางตาเหลือบไปทางนาพา ซึ่งตอนนี้ผมเห็นว่าเธอนั้นใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วและกำลังง่วนอยู่กับห่อผ้าที่เธอเตรียมมา ส่วนมีนนั้นยืนจังก้าอยู่ต่อหน้านาพาเหมือนรออะไรสักอย่างจากเธอ ผมจึงหันไปมองคนทั้งคูอย่างเต็มตา ภาพที่ผมเห็นตอนนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องราวปรัมปราเกี่ยวกับชายหญิงคู่แรกในสวนเอเดน
ภาพในจินตนาการตอนนั้นกับตอนนี้ช่างคล้ายกันจริงๆ ผมเห็นสัดส่วนของมีนในทุกๆ รายละเอียด ร่างกายของเขาดูสมส่วน ไหล่กว้าง สะโพกเล็กเรียว หน้าท้องไม่มีไขมันแม้แต่น้อย ขาเรียวเล็กแต่อุดมด้วยกล้ามเนื้อ ยืนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามราวกับป่าในเทพนิยาย
“หวังว่าทิมคงใส่ได้นะคะ” นาพาคลี่ชุดๆ หนึ่งขึ้นมาให้มีนดู ขณะที่มีนกำลังใส่เสื้อผ้าอยู่
“อืม..อาจจะหลวมนิดหน่อยนะ” มีนตอบ เพราะขนาดของเสื้อผ้าที่เธอมีอยู่น่าจะเป็นขนาดของมีน ซึ่งผมเองนั้นตัวเล็กกว่าเขาพอสมควร
“คุณทิมคะ ขึ้นมาเปลี่ยนเสื้อผ้าไหมคะ” นาพาถามผม
“ครับ ได้ครับ” ผมตอบรับทันที
“ถอดเสื้อผ้าเก่าออกได้เลยครับ” มีนบอก
“เอ่อ..ขอผ้าเช็ดตัวหน่อยได้ไหมครับ” ผมขอกับนาพาเพราะคิดว่าจะเอามาใช้นุ่ง
“เอ้า! นี่ค่ะผ้าเช็ดตัว” นาพายื่นผ้าผืนเล็กๆ เท่ากับผ้าเช็ดผมให้
“มีผืนใหญ่ๆ ไหมครับ” ผมถามพร้อมกับเอื้อมมือรับผ้าผืนเล็กๆ นั้นมา
“ไม่มีค่ะ ผืนนั้นก็เช็ดได้นะคะ คุณอาจจะเห็นว่ามันเล็ก แต่ที่จริงมันซับน้ำได้ดีทีเดียว” นาพาอธิบาย
“คือ…ผมจะใช้นุ่งเพื่อเปลี่ยนชุดน่ะครับ” ผมตอบ
“ไม่ต้องอายหรอก ถอดเปลี่ยนเลยครับ” มีนบอกผม
“เอ่อ…เอางี้ดีกว่าครับ ผมขออนุญาตไปเปลี่ยนตรงด้านหลังต้นไม้นั่นดีกว่า” ผมเสนอ
“ได้ค่ะ” นาพาพูด พร้อมกับยื่นชุดที่เธอเตรียมมาให้ผม
ผมรับชุดนั้นแล้วก็เดินอ้อมไปหลังพุ่มไม้ ชุดที่เธอให้มาเป็นเหมือนกับของมีนคือเป็นเสื้อที่ตัดเย็บจากผ้าทอมือผืนเล็กๆ หลายๆ ชิ้นมาเย็บต่อกัน การสวมใส่ดูจะคล้ายกับชุดของชาวภูฏานที่มีการป้ายทับไปทับมา เนื้อผ้านุ่มนวลละเอียด ไม่มีลวดลาย กางเกงก็เป็นแบบขายาวประมาณครึ่งหน้าแข้ง ทรงหลวมเอวกว้าง เมื่อใส่แล้วต้องพับเอวและม้วนลงมาเพื่อเหน็บให้แน่น จากนั้นก็ใช้ผ้าผืนเล็กๆ ที่นาพาให้มาเช็ดตัวรัดที่เอวอีกที
“โอ้! ดูเหมือนจะพอดีนะครับ” มีนแสดงความเห็นขณะที่ผมกำลังเดินออกมาจากที่กำบัง
“ใช้ได้เลยค่ะ คุณใส่ชุดนี้แล้วดูเป็นคนศิวิไลซ์เต็มตัวเลย” นาพาชมพร้อมกับเรียกชื่อคนในสังคมของตัวเองออกมา
“ศิวิไลซ์? คุณเรียกตัวเองว่าคนศิวิไลซ์หรือครับ” ผมถาม
“ภาษาพูดของคุณมีความหมายแบบนี้นี่คะ ทำไมหรือคะ ฉันเอามาใช้ผิดหรือ” เธอถามต่อ
“ผมว่าที่คุณเรียกตัวเองว่าเป็นคนศิวิไลซ์ น่าจะไม่ถูกครับ” ผมแย้ง
“เราอย่าเพิ่งคุยกันเรื่องนี้ดีกว่าครับ อีกไม่นานคุณก็จะเข้าใจเองว่าอะไรเป็นอะไร” มีนขัดจังหวะการพูดคุย