อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๑๘.

๑๘.

ออกซิเจน

ผมลืมตาขึ้นมาในเช้าวันใหม่ท่ามกลางเสียงนกและสรรพสัตว์น้อยใหญ่ที่ดังเซ็งแซ่อยู่ภายนอก คืนที่ผ่านมาผมรู้สึกเหมือนกับสมองนั้นถูกชัตดาวน์ ผมไม่ฝัน ไม่มีการตกใจตื่นกลางดึก ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ตั้งแต่หลับไปเมื่อคืน มารู้สึกตัวอีกทีก็เช้าแล้ว ผมค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียง ขณะนี้มีแสงสว่างลอดเข้ามาจากเชิงชายใต้หลังคาเล็กน้อย จึงทำให้ทั้งห้องสว่างพอที่จะเห็นอะไรต่อมิอะไรได้อย่างชัดเจน ห้องนอนนี้ถึงแม้ว่าจะทำขึ้นจากเครื่องมือง่ายๆ เช่น ไม้ที่ใช้ประกอบเป็นเตียงก็มีลักษณะของการถากด้วยขวานแทนการเลื่อย ทำให้เห็นผิวของมันเป็นรอยคลื่นซึ่งก็ดูสวยไปอีกแบบ และถึงแม้ว่าพื้นบ้านที่นี่จะเป็นเพียงกระเบื้องดินเผาธรรมดาๆ แต่มันก็ดูสะอาดสะอ้าน ไม่มีฝุ่นละอองเลยแม้แต่น้อย

ผมค่อยๆ แหวกผ้าม่านที่กั้นประตูออก เห็นนาพากำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารมื้อเช้าอย่างขะมักเขม้น

“อรุณสวัสดิ์ค่ะ” นาพากล่าวคำทักทายก่อนที่ผมจะก้าวออกจากห้องเสียอีก เหมือนกับเธอรู้ว่าผมนั้นตื่นได้สักพักแล้ว

“อรุณสวัสดิ์เช่นกันครับ” ผมตอบ

“เป็นอย่างไรบ้างคะ หลับสบายไหมคะ” นาพาถามต่อ

“หลับเป็นตายไม่ฝันอะไรเลยครับ” ผมตอบและรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

“อาจจะเป็นเพราะว่า เมื่อวานผมเหนื่อยกับการเดินทางขึ้นเขามามั้งครับ” ผมตั้งข้อสังเกต

“นั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งค่ะ แต่ที่จริงแล้ว ความฝันนั้นเป็นผลผลิตของจิตวิญญาณที่เขากำลังพยายามจะสื่อสารอะไรกับคุณ การที่คุณไม่ฝันนั้นหมายความว่าเขาได้บรรลุเป้าหมายอะไรบางอย่างแล้ว” เธอแสดงความเห็น

“จริงหรือครับ คุณรู้ไหมครับว่าเขาบรรลุเป้าหมายอะไร” ผมถาม

“ฉันคิดว่าอีกไม่นานคุณจะรู้เอง” นาพาตอบ

ระหว่างที่คุยกับนาพา ผมก็ได้ยินเสียงผ่าฟืนดังอยู่นอกบ้าน

“คุณมีนอยู่ข้างนอกหรือครับ” ผมถามนาพา

“ค่ะ”

“งั้นเดี๋ยวผมขอตัวออกไปคุยกับเขาหน่อยนะครับ”

“เชิญตามสบายค่ะ”

ผมเดินไปที่ประตูเพื่อจะออกไปทักทายกับมีน ทันทีที่พ้นออกจากตัวบ้าน ผมก็สัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็น ผิดกับในตัวบ้านที่อุ่นสบาย ความหนาวกระทบผิวกายจนผมนั้นอยากจะกลับเข้าไปในบ้านตามเดิม แต่คิดว่าไหนๆ ก็ออกมาแล้ว จึงกอดอกแล้วรีบเดินตามเสียงผ่าฟืนของมีนไป เขาอยู่ห่างจากตัวบ้านไปประมาณ 20 เมตร อยู่ในเพิงเล็กๆ ที่ใช้สำหรับเก็บฟืนและท่อนไม้น้อยใหญ่

“อรุณสวัสดิ์ครับ” ผมทักทายมีน

“อรุณสวัสดิ์ครับ เป็นไงบ้างครับกับการนอนที่โลกคู่ขนานในคืนแรก” มีนหันมาตอบผม พร้อมกับยกแขนเสื้อซับเหงื่อที่หน้าผาก

“ผมคิดว่าผมนอนอิ่มสุดๆ เหมือนได้นอนมาสักสองสามคืนเลยครับ” ผมตอบพร้อมกับสูดอากาศเข้าปอดลึกๆ

“ความแตกต่างที่ไม่เหมือนกันอีกอย่างระหว่างดาวโลกของคุณกับดาวโลกของผมคือ ปริมาณของก๊าซออกซิเจนในอากาศครับ เหมือนที่ผมได้อธิบายเกี่ยวกับกระบวนการระเบิดของก้อนธาตุออกซิเจนในแกนกลางใต้เปลือกโลกที่มันมีอย่างต่อเนื่องนั้น มันจึงทำให้ชั้นบรรยากาศในโลกของผมมีก๊าซออกซิเจนหนาแน่นมากเป็นพิเศษด้วย”

“ไม่เพียงแค่มีอากาศที่บริสุทธิ์เหมาะสมกับการดำรงชีวิตเท่านั้น โลกนี้ยังมีการคงรูปของพื้นผิวโดยไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยตั้งแต่แรกอีกด้วย ดังนั้นภูมิประเทศของที่นี่จึงไม่มีที่ไหนเลยที่เป็นหน้าผาสูงชันที่เกิดจากการหักหรือยุบตัวของแผ่นเปลือกโลก”

“ผิดกับโลกของคุณที่สามารถพบเห็นภูมิประเทศที่มีลักษณะการดันขึ้นหรือยุบตัวลงได้ทั่วไป เช่น จากที่เคยเป็นก้นทะเลก็ถูกดันขึ้นมาเป็นยอดเขาสูง หรือจากภูเขาสูงจมลงสู่ก้นทะเล ถ้าย้อนกลับไปดูช่วงเวลาในอดีต ทุกอย่างมีวัฏจักรการเกิดของสิ่งเหล่านี้อยู่เป็นประจำ และในช่วงเวลานี้มนุษย์ที่โลกของคุณก็มีการปลดปล่อยคลื่นความถี่ด้านบวกออกมาได้น้อยเป็นประวัติการณ์ โลกของคุณจึงเกิดภาวะการขาดออกซิเจนขั้นรุนแรง นอกจากก๊าซออกซิเจนจะลดต่ำลงมากจนไม่มีแรงดันให้แผ่นเปลือกโลกคงรูปได้แล้ว มันก็ยังไม่มากพอที่ขับดันก๊าซอื่นๆ ที่เป็นมลภาวะในชั้นบรรยากาศโลกให้หลุดลอยออกไปในอวกาศได้อีกด้วย มันจึงเกิดการสะสมของก๊าซไม่พึงประสงค์เหล่านั้นจนกลายเป็นแผ่นหนาๆ ซึ่งสภาวการณ์เช่นนี้จะทำให้อุณหภูมิในโลกของคุณสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จนในที่สุด…” มีนหยุดพูดแบบกะทันหัน

“ในที่สุด อะไรหรือครับ” ผมรีบถามต่อ

“ในที่สุดมวลของน้ำแข็งที่มันเคยอยู่ที่ขั้วโลกทั้งสองของคุณก็จะเกิดการเปลี่ยนสถานะ เมื่อมันไม่อยู่ในที่ที่มันควรจะอยู่ โลกของคุณจึงไม่สมดุล และเมื่อไม่สมดุลมันจึงจำเป็นต้องปรับตัวเองเพื่อการดำรงอยู่อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นกระบวนการปรับสภาพเพื่อการเริ่มต้นใหม่ โดยผู้ที่อาศัยอยู่บนโลกอาจจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงในเร็วๆ นี้ โลกของคุณมีกระบวนการปรับตัวแบบนี้มาแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง และครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุด” มีนพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ

“คุณหมายถึงว่า หายนะทางธรรมชาติที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกของผมขณะนี้ มาจากการที่มนุษย์ปลดปล่อยคลื่นความถี่ด้านบวกออกมาได้น้อยอย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม

“ใช่ครับ และตอนนี้ถือว่าน้อยมากเข้าขั้นวิกฤตด้วย นอกจากคลื่นความถี่ด้านบวกจะน้อยแล้ว มนุษย์ยังปล่อยคลื่นความถี่ด้านลบออกมาอีกต่างหาก ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นผลเสียกับก้อนธาตุออกซิเจนใต้โลกโดยตรง คือก้อนธาตุนี้ก็จะเก็บกักคลื่นลบนี้ไว้ในตัว เมื่อสะสมไว้มากๆ ก้อนธาตุนี้จะข้นหนืดมากขึ้น ซึ่งจะมีผลทำให้อัตราการบิดตัวหรือการไหลเวียนนั้นยากขึ้น”

“เราอย่าเพิ่งคุยกันเรื่องนี้เลยครับ ผมแค่อยากจะอธิบายสาเหตุที่ว่า ทำไมอากาศที่นี่ถึงมีคุณภาพมากกว่าที่โลกคุณแค่นั้นเอง” เขาตัดบท

“แต่เรื่องนี้กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของโลกผมเลยนะครับ” ผมพูดเพราะรู้สึกเป็นห่วงคนบนโลกของผม

“แสดงว่าคุณยอมรับในเหตุผลเรื่องที่ผมอธิบายไปเมื่อวานแล้วใช่ไหมครับ” มีนทวงถามเรื่องที่ผมไม่ยอมเชื่อสิ่งเขาพูดเมื่อคืน

“เอ่อ…” ผมอึกอัก

ที่จริงผมก็ไม่แน่ใจกับสิ่งที่เขาอธิบายมาเมื่อคืนสักเท่าไหร่ แต่พอผมได้สัมผัสกับความแตกต่างด้านภูมิอากาศและภูมิประเทศของโลกนี้อย่างจริงจัง มันจึงทำให้ผมรู้สึกว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นมีเหตุผล

“ครับ” ผมตอบแบบอ้อมแอ้ม

“ผมอยากรู้ว่า พอจะมีทางช่วยให้โลกของผมพ้นจากวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไหมครับ” ผมถาม

“มีแน่นอนครับ ที่จริงปัญหานี้ไม่ใช่ไม่มีวิธีแก้ แต่มันอยู่ที่พวกคุณพร้อมจะแก้กันหรือเปล่ามากกว่า” เขาตอบสวนกลับมา

“วิธีแก้นั้นง่ายมาก ตอนนี้คนทั้งโลกของคุณต้องร่วมใจกันผลิตคลื่นความถี่ด้านบวกออกมาให้มากที่สุด ด้วยการมอบความรักให้กันและกัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน สามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ให้อภัยกัน ไม่ก้าวล่วงซึ่งกันและกัน ไม่ฆ่ากัน ไม่เบียดเบียนกัน” เขาแนะนำ

“ดังที่มีศาสดาในอดีตของคุณบางคนเคยพูดไว้ว่า เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก ซึ่งก็คือคลื่นความถี่ด้านบวกหรือความรักความเมตตานั่นเองที่ช่วยค้ำจุนโลกของคุณ” เขาเสริมอีก

“มันเป็นเรื่องธรรมดามากๆ ถ้าเป็นที่โลกของผม” เขาพูดเสริม “แต่คุณลองวิเคราะห์ดูดีๆ เวลานี้ที่บนโลกของคุณมีการตักตวงผลประโยชน์จากธรรมชาติกันอย่างมากมาย คนที่รวยก็รวยจนล้นฟ้า แต่คนที่จนก็แทบจะอดตาย เป็นไปได้ไหมที่เขาจะเอื้อเฟื้อกัน มีการทำสงครามแบ่งแยกดินแดน แบ่งแยกประเทศ แบ่งแยกแม้กระทั่งศาสนา เป็นไปได้ไหมที่จะให้เขาเลิกทำสงคราม หันมารักกัน มีการเข่นฆ่าสัตว์น้อยใหญ่เป็นจำนวนมากในหนึ่งวันเพื่อใช้เป็นอาหาร เป็นไปได้ไหมว่าให้เขาเหล่านั้นเลิกเบียดเบียนกัน คุณคิดว่าพวกเขาจะทำได้ไหม และต้องทำให้ได้โดยเร็วด้วยนะครับ เพราะเวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว” เขาอธิบาย

“เอ่อ…แต่บนโลกของผมก็มีคนดีๆ มีเมตตา ทำบุญทำทานกันอยู่นะครับ” ผมแย้ง