๑๖.
ทุกอย่างเกิดจากเหตุ
“เอาล่ะ! เรามาต่อกันเลย กำลังจะถึงช่วงสำคัญแล้ว” มีนเริ่ม “ผมขอให้คุณจำกฎของจักรวาลข้อหนึ่งไว้นะครับ กฎข้อนี้คือ ไม่มีอะไรในเอกภพนี้ที่จะเป็นอะไรๆ ขึ้นมาได้โดยไม่มีสิ่งอื่นเข้าไปกระทำ หรือพูดสั้นๆ ว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนเกิดจากเหตุและปัจจัย”
“เอ! รู้สึกว่าคำพูดนี้คุ้นๆ นะครับ เหมือนว่าเคยได้ยินที่ไหน” ผมแสดงความเห็น
“คนบนโลกของคุณที่ได้ชื่อว่าเป็น “คุรุ” หรือเป็นผู้ที่วิวัฒน์ตัวเองเข้าถึงการเข้าใจความจริงสูงสุดได้แล้ว พวกเขาล้วนตระหนักรู้ในกฎข้อนี้กันดีทุกคน”
“คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมโลกของเราถึงหมุนรอบตัวเองได้และหมุนแบบสม่ำเสมอต่อเนื่องคงที่มาเป็นเวลานับล้านๆ ปีด้วย” มีนตั้งคำถามเหมือนกับไม่ได้ต้องการคำตอบ
“ถ้าคุณคิดว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดเองเป็นเองโดยไม่มีอะไรไปกระทำต่อมันเลย นั่นก็เท่ากับว่า คุณกำลังเพิกเฉยต่อกฎข้อนี้” เขาถามเองตอบเอง
“แล้วที่มีคนเคยพูดว่า เอกภพของเราเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ แล้วสิ่งต่างๆ ที่เป็นอยู่นี้ก็คือผลพวงของการระเบิดครั้งนั้นล่ะครับ ถูกต้องตามที่เขาพูดไหม” ผมถามเกี่ยวกับทฤษฎีบิ๊กแบง
“ถูกครึ่งไม่ถูกครึ่งครับ ที่ถูกคือการระเบิด แต่มันเป็นแบบที่ผมอธิบายไปคือ เป็นการอุบัติขึ้นโดยฉับพลัน กระจายออกเป็นวงกว้างอย่างมีแบบแผน และดำรงอยู่ได้อย่างนั้นมาตลอด”
“แต่ที่ไม่ถูกคือ แนวคิดนี้ละเมิดต่อกฎข้อที่ผมว่านี้ครับ ถ้าเราจะยกตัวอย่างเรื่องการหมุนของโลกเพื่ออธิบายตามแนวคิดที่คุณว่า แนวคิดนี้กำลังพยายามทำให้คุณเชื่อว่า การระเบิดครั้งนั้นทำให้โลกของเราหมุนมาตั้งแต่เริ่มต้นและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ไม่มีอะไรกระทำต่อมัน ซึ่งถ้าคิดแบบนี้ก็แสดงว่า ในช่วงต้นของการระเบิดโลกจะหมุนเร็วกว่านี้มาก แล้วมันก็ค่อยๆ ลดลงๆ เรื่อยๆ จนมาถึงปัจจุบัน แนวคิดนี้จึงไม่ตรงกับความเป็นจริง ความเป็นจริงคือ หลังจากที่เกิดกระบวนการที่สมบูรณ์แล้ว มันก็คงที่ต่อเนื่องอย่างนี้มาอย่างยาวนาน” มีนอธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง
“เอาล่ะ! ถ้าเราเข้าใจและยอมรับกฎข้อที่ผมว่านี้ เราก็ต้องถามต่อว่า แล้วอะไรล่ะที่กระทำให้โลกของเราเหวี่ยงหมุนได้อย่างต่อเนื่องยาวนานแบบนี้” มีนเปิดประเด็นด้วยคำถามอีก
“คำตอบก็คือ ตัวประดิษฐกรรมปลายทางของกระบวนการระดับเล็กที่เรียกว่า “สิ่งมีชีวิต” นี่เอง ที่เป็นต้นกำเนิดพลังงาน อะไรก็ตามที่มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มนุษย์”…มนุษย์ถือว่าเป็นประดิษฐกรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดาทั้งหมด เพราะว่ามีความสามารถในการปลดปล่อยคลื่นความถี่ได้เข้มข้นที่สุด ในขณะที่สัตว์สามารถปลดปล่อยได้น้อยกว่ามาก ถ้าเทียบเป็นอัตราส่วนจะวัดได้เพียง 1 ใน 98 ส่วน หากเป็นพืชก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก คือคิดเป็น 1 ใน 673 ส่วนเท่านั้น แต่ข้อดีของพืชและสัตว์คือ คลื่นความถี่ที่เขาปลดปล่อยออกมานั้นจะคงที่และสม่ำเสมอตลอดช่วงเวลาที่เขาสั่นสะเทือน หมายถึงเวลาที่สัตว์ตัวนั้นตื่นอยู่ ถ้าเป็นพืชก็จะต้องเป็นช่วงเวลาที่กำลังสังเคราะห์แสง”
“วัตถุก็มีการปลดปล่อยคลื่นนี้ออกมาได้เช่นกัน แต่ถือว่าน้อยมาก น้อยจนเหมือนว่าไม่มี คือคิดเป็น 1 ใน 72,171 ส่วนของมนุษย์เท่านั้นเอง”
“มนุษย์เองถึงแม้จะสามารถปลดปล่อยคลื่นออกมาได้อย่างมากมายมหาศาล แต่เขาก็ไม่สามารถปล่อยออกมาได้ตลอดเวลา แถมยังปล่อยคลื่นความถี่ด้านตรงข้ามออกมาได้อีกด้วย” มีนอธิบาย
“กระแสคลื่นความถี่เข้มข้นที่พืช สัตว์ และมนุษย์ปลดปล่อยออกมานั้น คือ คลื่นความถี่ที่แปลเป็นภาษาพูดได้ว่า คลื่นแห่งการยึดโยงเหนี่ยวรั้ง การรัดรวม การประสานเป็นเนื้อเดียวกัน การบวก การให้ การรัก เป็นต้น ส่วนคลื่นความถี่ขั้วตรงข้ามที่มีเฉพาะในมนุษย์ ไม่มีในพืชและสัตว์นั้น แปลเป็นภาษาพูดได้ว่า การแยก การกระจายออก การแตกตัว การผลัก การลบ การหักล้าง การชัง เป็นต้น สรุปง่ายๆ คือ มีคลื่นความถี่ด้านบวกปลดปล่อยออกมาจากพืช สัตว์ และมนุษย์ และมีคลื่นความถี่ด้านลบปลดปล่อยออกมาจากมนุษย์เท่านั้น”
“ทีนี้..เรามาดูองค์ประกอบของโลกทั้งสองโลกของเราดูบ้าง ลักษณะทางกายภาพจะประกอบไปด้วยของแข็งเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ และมันก็จะอยู่เฉพาะบริเวณที่เราเรียกว่า “เปลือกโลก” เท่านั้น แล้วเหนือส่วนที่เป็นเปลือกโลกขึ้นไปก็จะประกอบด้วยน้ำถึง 3 ใน 4 ส่วน ด้านล่างหรือด้านใต้ของเปลือกโลกก็จะประกอบไปด้วยของเหลวอีกหลายชนิด มีตั้งแต่ความหนาแน่นน้อย เช่น น้ำ ไปจนถึงความหนาแน่นมากคือ หินหนืด และลึกลงไปชั้นในสุดซึ่งถือว่าเป็นเสมือนแกนกลางของโลกเลย ส่วนนี้มีปริมาณมากถึง 2 ใน 3 ของปริมาตรมวลทั้งหมดของโลก นั่นคือก้อนธาตุที่เราเรียกว่า ออกซิเจนบริสุทธิ์ มีลักษณะข้นเหนียว เหลือบๆสีเขียวประกายม่วงรุ้ง โดยก้อนธาตุนี้จะมีคุณสมบัติที่มีความไวต่อคลื่นความถี่ด้านบวกเท่านั้น และเมื่อไหร่ที่ตรงส่วนนั้นมีการปะทะกับคลื่นความถี่ด้านบวก มันก็จะเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์หรือการระเบิดแตกตัวอย่างต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ และขณะที่ระเบิด มันก็จะเกิดปรากฏการณ์ขึ้นมาอีก 2 อย่าง คือ
1. เกิดการบิดตัวของก้อนธาตุออกซิเจน ทำให้ด้านที่มีการระเบิดนั้น มีการเคลื่อนตัว ซึ่งเป็นด้านที่สิ่งมีชีวิตกำลังตื่นอยู่ เมื่อมันบิดตัวอย่างรุนแรงมันก็จะเคลื่อนที่ ซึ่งมีผลทำให้โลกทั้งใบเกิดการหมุนรอบตัวเองตามไปด้วย คุณลองนึกภาพว่า ถ้าเราเอาน้ำใส่เข้าไปในลูกบอล แล้วแกว่งให้น้ำที่อยู่ภายในนั้นหมุน เมื่อเราวางลูกบอลลูกนั้นลงกับพื้น เราจะเห็นว่ามันหมุนรอบตัวเองตามน้ำที่อยู่ด้านใน
2. เมื่อมีการระเบิดของธาตุออกซิเจน มันก็จะมีการแตกตัวเป็นก๊าซออกซิเจน และขับดันตัวมันขึ้นมา ซึ่งในปฏิกิริยานี้ก็จะทำให้เกิดผลอีก 2 อย่างตามมาคือ 1) เกิดการดันตัวหรือยกตัวขึ้นของแผ่นเปลือกโลก ทำให้แผ่นเปลือกโลกยังคงรูปทรงกลมอยู่ได้ เหมือนกับก๊าซที่อยู่ภายในลูกโป่ง ที่มันดันให้ผิวของลูกโป่งคงรูปเป็นทรงกลมอยู่ตลอดเวลา และ 2) ก๊าซออกซิเจนเหล่านั้นก็จะค่อยๆ แทรกซึมขึ้นมาเป็นชั้นบรรยากาศของโลกเพื่อใช้หล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตต่อไป
“และต้นเหตุของการระเบิดของก้อนธาตุออกซิเจนเหลวบริสุทธิ์ในแกนโลกนี้ คือ คลื่นความถี่ด้านบวกที่พืช สัตว์ และมนุษย์ช่วยกันปลดปล่อยออกมานั่นเอง”
“ที่คุณพูดมาทั้งหมดนี้ คุณกำลังจะบอกผมว่า พวกเราเป็นคนทำให้โลกหมุนรอบตัวเองอย่างนั้นหรือครับ” ผมรีบท้วง
“คุณเข้าใจถูกต้องแล้วครับ” มีนยืนยัน
“โอ้ๆๆๆ คุณรู้ไหม นี่ถ้าผมเอาเรื่องนี้ไปเล่าให้คนบนโลกของผมฟัง เขาต้องบอกว่า ผมบ้าและเพี้ยนสุดๆ แน่เลยครับ” ผมพูดเพราะคิดว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นจริงๆ
“ที่ผ่านมา คุณก็ได้อธิบายเรื่องต่างๆ หลายๆ เรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามันเกินความคาดหมายของผมไปมากแล้ว แต่สำหรับเรื่องนี้ผมรู้สึกว่ามันยากมากที่ผมจะเชื่อคุณ” ผมบอกตามความรู้สึก
“ผมไม่ได้กำลังบอกให้คุณเชื่อผม แต่ผมกำลังบอกให้คุณเชื่อความสามารถในการคิดของคุณเอง ดังนั้นหากคุณจะเชื่อ ไม่ใช่เพราะผม แต่เป็นเพราะคุณเองที่เชื่อความคิดของตัวเอง คุณต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง หน้าที่ของผมคือพูดความจริง” เขายืนยัน
“ผมต้องขออภัยด้วยนะครับ ที่ผมไม่สามารถจะพูดให้เป็นอย่างอื่นได้ นอกจากพูดไปตามความจริง ผมจะขออนุญาตอธิบายต่อนะครับ” มีนพูดด้วยท่าทีอ่อนน้อม
“เชิญครับ” ผมตอบ
“ผลจากการระเบิดที่แกนโลกนี้ไม่ได้มีแค่ทำให้ตัวมันเองเหวี่ยงหมุนเท่านั้น ยังทำให้โลกมีแรงในการเคลื่อนที่หรือโคจรไปในอวกาศด้วย โลกที่ขณะนี้ลอยอยู่กลางอวกาศ มีดวงอาทิตย์และดาวเพื่อนอีก 8-9 ดวงที่โคจรอยู่ใกล้กัน เมื่อมันมีแรงขับเคลื่อน มันจึงโคจรวนรอบวัตถุที่มีอำนาจมากที่สุดในบริเวณนั้น นั่นคือดวงอาทิตย์ พร้อมกับพาสมาชิกดาวเพื่อนทุกดวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ไปด้วยกัน”
“คุณอย่าบอกอีกนะว่า นอกจากพวกเราจะทำให้โลกหมุนรอบตัวเองแล้ว เรายังทำให้ระบบสุริยจักรวาลของเราเหวี่ยงหมุนด้วย” ผมท้วงเพราะคิดว่าเขากำลังจะหมายความว่าอย่างนั้น
“คุณเข้าใจถูกต้องที่สุดแล้วครับ” เขาย้ำ
“โอ้! ไม่นะ ผมชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่า เรากำลังคุยกันเรื่องนิทานอุลตร้าแมนพิทักษ์จักรวาลหรือเปล่า” ผมพูดทำนองประชดประชัน
“ขอให้ผมลองอธิบายให้คุณเข้าใจเพิ่มอีกหน่อยนะครับ ผมรู้ดีว่า คุณยังเคยชินอยู่กับการคิดด้วยความเชื่อที่ว่า ทุกอย่างต้องพิสูจน์ได้เท่านั้น การพูดอะไรลอยๆ แบบไม่มีข้อมูลมาอ้างอิงมันคงยาก” เขาพูดด้วยท่าทีนอบน้อมเช่นเคย
“เนื่องจากบนพื้นผิวโลกนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขของแรงต่างๆ มากมาย เช่น แรงโน้มถ่วง แรงปะทะระหว่างมวล แรงลม และคลื่นสนามแม่เหล็กต่างๆ เป็นต้น ดังนั้นเมื่อคุณคิดถึงการเคลื่อนที่ของอะไรสักอย่าง คุณจึงเอาความรู้สึกที่เกิดจากเงื่อนไขของแรงเหล่านั้นมาประเมินความเป็นไปได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเอาลูกบอลไปกลิ้งบนถนน หลังจากที่มันกลิ้งไปได้ไม่นานมันก็จะหยุด ที่มันหยุดก็เพราะมันปะทะกับแรงต้านต่างๆ ที่ผมเพิ่งพูดไป แต่ถ้าคุณเอาบอลลูกนี้ไปกลิ้งในอวกาศ มันจะกลิ้งไปได้ไกลกว่าที่คุณประเมินมากจนดูเหมือนว่ามันจะไม่มีวันหยุดเลยด้วยซ้ำไป เพราะมันอยู่กันคนละเงื่อนไข”
“ดังนั้นการที่โลกของเราลอยในอวกาศที่มีสภาวะไร้น้ำหนัก หากคุณไปยืนยกสิ่งของที่นอกอวกาศไม่ว่าจะยกอะไร จะเป็นปากกาหนึ่งด้าม รถหนึ่งคัน เรือบรรทุกสินค้าหนึ่งลำ ภูเขาหนึ่งลูก หรือแม้กระทั่งโลกทั้งใบ มันก็จะมีน้ำหนักเท่ากับศูนย์เหมือนกัน แถมโลกของเราก็ไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขของแรงต้านใดๆ แบบที่พวกคุณรู้สึกอีกด้วย” เขาพูดเสริม