๘.
โลกคู่ขนาน
“ที่นี่เป็นโลกกายภาพแน่นอนครับ ไม่ใช่ความฝัน ไม่ใช่โลกอดีต ไม่ใช่โลกอนาคต ทุกอย่างดำเนินไปพร้อมๆ กันกับโลกที่คุณเพิ่งจากมา ทุกอย่างที่นี่มีลักษณะทางกายภาพเหมือนกัน เอ่อ..ผมขอเรียกว่าคล้ายกันดีกว่าครับ เพราะถ้าบอกว่าเหมือนกันเดี๋ยวจะเกิดความเข้าใจผิดหลายอย่าง ที่เหมือนกันคือ เวลา สภาพอากาศ ฤดูกาล และสิ่งแวดล้อม ทุกๆ อย่างที่โลกของคุณมี ที่นี่ก็มีเหมือนกันหมด ที่เป็นอย่างนั้นก็เพื่อความปลอดภัยของรูปธรรมสิ่งมีชีวิตที่อาจจะมีการเคลื่อนย้ายไปมากันในบางกรณีที่จำเป็น แต่ที่คล้ายหรืออาจจะเรียกว่าไม่เหมือนกันคือ วิวัฒนาการของรูปธรรมที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ คุณอาจจะเรียกที่นี่ว่า “โลกคู่ขนาน” ก็ได้นะครับ” เขาอธิบาย
“โลกคู่ขนาน!!” ผมทวนคำ
“ครับ ผมขอยืนยันอีกครั้งนะครับว่า ที่นี่เป็นโลกกายภาพจริงๆ อยู่ภายใต้กฎของพื้นที่และเวลาเช่นเดียวกันกับโลกของคุณ โดยโลกของเราทั้งสองนี้จะมีประตูทางเชื่อมต่ออยู่ทั้งหมด 360 ประตู กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปทั้งบนบกและในทะเล”
“ที่คุณถามว่า ที่นี่คือที่ไหน น่าจะพอได้คำตอบไหมครับ” เขาถามย้ำ
“อย่าบอกนะครับว่า ผมบังเอิญหลงเข้ามาในประตูมิติ แล้วหลุดมายังโลกของคุณเนี่ย” ผมพูดแบบไม่เชื่อว่า เรื่องแบบนี้จะเป็นเรื่องจริง
“ภาษาของคุณที่กำลังพูดกับผมนั้นมีความหมายไม่ค่อยตรงกับความเป็นจริงสักเท่าไหร่ครับ มันไม่ใช่การหลุดเข้ามา มันไม่ใช่การเคลื่อนที่ แล้วที่มันไม่ตรงกับความจริงอีกอย่างคือ มันไม่ใช่ความบังเอิญด้วยครับ” เขาพยายามอธิบายเพิ่ม
“ผมขออธิบายเรื่องความบังเอิญก่อนนะครับ ในโลกของคุณ คนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะมาที่นี่ได้ มีเพียงแค่ 1 คนใน 100 ล้านคน ประตูที่จะใช้มีเพียง 360 แห่งทั่วโลก ประตูแต่ละแห่งจะมีเวลาเปิดที่แตกต่างกัน โดย 3,600 ปีถึงจะเปิดเพียงหนึ่งครั้ง และเวลาที่เปิดก็จะเป็นเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 4 นาที ถึงแม้ว่าคุณจะเป็น 1 ใน 100 ล้านคนนั้น แต่ถ้าคุณมาในเวลาไม่ตรงกับที่มันเปิด คุณคิดว่าตัวคุณจะสามารถบังเอิญได้ขนาดนั้นเลยหรือ คุณลองคำนวณดูสิครับ” เขาอธิบาย
“ไม่มีความบังเอิญแน่นอนครับ ประตูนี้ไม่มีใครเคยผ่านเข้ามาได้นานมากแล้ว และในรอบหลายหมื่นปีที่ผ่านมา คุณคือคนแรก!” เขาย้ำ
“มันจะเป็นไปได้อย่างไรครับ ที่จะมีโลกคู่ขนานทับซ้อนกันอยู่ ผมไม่อยากจะเชื่อเลย” ผมพูด
“ถ้าคุณพูดว่า มันทับซ้อนกันอยู่ ผมก็ว่ามันไม่ค่อยถูกต้องอีกเช่นกันครับ ถ้ามันทับซ้อนแสดงว่าโลกหนึ่งต้องเป็นโลกที่เป็นกายภาพคือมีวัตถุมวลสาร และอีกโลกหนึ่งต้องเป็นโลกที่เป็นพลังงานหรือโลกในมโนคติ แต่ที่นี่เป็นโลกกายภาพจริงๆ ทั้งสองโลกนี้มีมวลวัตถุจริงๆ เรียกว่า ขนานกัน หรือตรงข้ามกัน น่าจะมีความหมายที่ใกล้เคียงที่สุดครับ” เขาแย้ง
“แล้วโลกคู่ขนานนี้อยู่ที่ไหน และมันมีไว้ทำไมครับ” ผมถามอีก
“ใจเย็นๆ ครับ ตอนนี้ผมขออนุญาตพาคุณไปที่บ้านของผมก่อน เดี๋ยวช่วงค่ำผมจะอธิบายแบบละเอียดๆ ให้คุณฟัง เพราะเรื่องนี้ต้องใช้เวลาพอสมควรครับ” เขาตัดบทการสนทนาลงแค่นั้น แล้วก็เดินนำหน้าไป
“เชิญทางนี้ครับ” เขากล่าวเชื้อเชิญ
เขาเดินนำหน้าไปทันที ผมจึงรีบเดินตามอย่างว่าง่าย ระหว่างที่กำลังจะเดินลับเข้าไปในแนวป่า ผมก็นึกถึงเพื่อนของผมขึ้นมาได้
“คุณมีนครับ เดี๋ยวก่อนครับ แล้วเพื่อนของผมล่ะครับ” ผมตะโกนถาม
“ตอนนี้เพื่อนๆ ของคุณก็กำลังตามหาคุณอยู่เหมือนกัน แต่อย่าห่วงพวกเขาเลย พวกเขาต่างหากที่เป็นห่วงคุณ” เขาหันมาพูดกับผมก่อนที่จะออกเดินต่อไป
ระยะทางจากจุดที่เราเจอกันไปถึงบ้านของมีนนั้นไกลพอสมควร ระหว่างที่เดินทางไป ผมสังเกตว่าป่าไม้ของที่นี่ดูอุดมสมบูรณ์กว่าโลกของเรามากนัก ลำต้นของมันแต่ละต้นนั้นสูงใหญ่และมีพืชเล็กๆ พวกมอส เฟิร์น และกล้วยไม้ป่าขึ้นปกคลุมตามกิ่งก้านเต็มไปหมด เหมือนกับป่าดึกดำบรรพ์ในเทพนิยายที่จินตนาการไว้ในหนังแฟนตาซี มันดูหนาแน่นและมีความหลากหลายมาก โดยเฉพาะพวกดอกไม้และกล้วยไม้ป่าที่ขึ้นอยู่ริมทาง ดูเหมือนว่าเรากำลังเดินเที่ยวงานเทศกาลบุปผชาติอะไรอย่างนั้น
และเมื่อผมเงยหน้าขึ้นไปด้านบนก็เห็นสัตว์ขนาดกลางและขนาดเล็กจำนวนมากกระโดดข้ามไปมาบนกิ่งไม้ มันดูเป็นโครงข่ายที่เชื่อมต่อกันเป็นชั้นๆ ทั่วทั้งผืนป่า สัตว์ที่ผมเห็นมีทั้งลิง ค่าง ชะนี กระรอก กระแต บางตัวผมก็เคยเห็นตัวจริงในสวนสัตว์ แต่ส่วนใหญ่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ที่นี่มีนกจำนวนมากด้วยเช่นกัน ผมรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังเข้าไปอยู่ในสวนนกขนาดใหญ่ที่เขาเลี้ยงไว้มากกว่าจะอยู่ในป่า มีนกแปลกๆ ที่ส่วนใหญ่ผมจะเห็นแต่ในหนังสือ มันมากมายเสียจนผมไม่จำเป็นต้องพยายามส่องดูเลย ในทางกลับกัน เหมือนพวกมันกำลังมารุมดูผมเสียมากกว่า พวกมันผลัดกันบินลงมาเกาะที่กิ่งไม้ใกล้ๆ เพื่ออวดโฉม
ตลอดเส้นทางที่ผมเดินตามมีนกลับบ้าน ผมรู้สึกเพลิดเพลินและตื่นตาตื่นใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเห็น จนทำให้ผมลืมตัวไปชั่วขณะ และแล้วผมก็ดึงความรู้สึกกลับมาสู่ตัวเองอีกครั้ง
“นี่เรากำลังอยู่ในโลกคู่ขนานตามที่ชายคนนี้บอกจริงๆ หรือ” ผมเริ่มกลับมาคิดทบทวน
ผมยังรู้สึกฉงนกับทุกสิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า และยังไม่อยากจะเชื่อว่ามันคือความจริง
“หรือว่าเรากำลังฝัน” ผมถามตัวเองอีกครั้ง
เมื่อเราเดินกันมาเกือบสามชั่วโมง เขาก็พาผมเดินพ้นออกจากแนวป่ามายังที่ราบทุ่งหญ้าสลับกับเนินเขาเป็นคลื่นๆ มีลำธารขนาดไม่ใหญ่นักทอดยาวอยู่ไกลๆ ลำน้ำนั้นสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเย็นเกิดเป็นประกายระยิบระยับสวยงาม ใกล้ๆ ลำธารนั้นมีกระท่อมหลังเล็กๆ อยู่หลังหนึ่ง ลักษณะเป็นกระท่อมไม้ชั้นเดียว หลังคามุงด้วยแผ่นกระเบื้องดินเผาที่ทำเป็นลอนๆ มาเรียงซ้อนกัน คล้ายกับบ้านของคนสมัยโบราณ บริเวณรอบๆ บ้านมีต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่ 2-3 ต้น และมีไม้พุ่มเตี้ยๆ ขึ้นอยู่ประปรายอีก 4-5 กลุ่ม ถัดออกไปมีแปลงผักอยู่ราวๆ 10 แปลง ผมเห็นที่นี่แล้วนึกถึงภาพวาดของผมสมัยเด็กๆ ที่มักจะวาดรูปเนินเขาเตี้ยๆ สลับไปมา มีพระอาทิตย์กำลังจะตกดินอยู่ระหว่างเนินนั้นๆ มีบ้านหลังเล็กอยู่ตรงกลาง มีต้นไม้ มีลำธารไหลผ่าน มันช่างเป็นภาพองค์ประกอบศิลป์ที่ธรรมดามากๆ
ตลอดแนวทุ่งหญ้าที่เดินผ่าน ผมเห็นสัตว์ป่าจำนวนมาก เท่าที่สังเกตดูมีทั้งกวาง เก้ง กระจง ละมั่ง กระทิง หมาป่า แมวป่า วัว ควาย แรด หมี ช้าง สมเสร็จ รวมทั้งสัตว์แปลกๆ ที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น กูปรี และตัวอะไรไม่รู้อีกมากมายหลายชนิด พวกมันเดินเพ่นพ่านปะปนกัน ดูเหมือนเป็นขบวนพาเหรดในสวนสัตว์เปิดขนาดใหญ่
“คุณมีนครับ ทำไมที่นี่มีสัตว์ป่าเยอะจังเลยครับ แล้วบางตัวผมก็ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย” ผมถาม
“ที่นี่ไม่ได้มีเยอะหรอกครับ มันมีตามสภาพแห่งความพอดีของมันเท่านั้นเอง ที่จริงโลกของคุณเมื่อนานมาแล้วก็มีสภาพไม่ต่างจากที่นี่เท่าไหร่ เพียงแต่ว่าขณะนี้พวกมันเหลือน้อยมากแค่นั้น” เขาอธิบาย
“สัตว์ที่คุณไม่เคยเห็นเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็เคยมีอยู่บนโลกของคุณเหมือนกัน เพียงแต่ว่าตอนนี้มันได้สูญพันธุ์จากโลกของคุณไปหมดแล้ว ที่นี่จึงเป็นเสมือนที่เก็บรักษาพันธุ์สัตว์ไว้ไม่ให้สูญหายไปจากจักรวาล เนื่องจากตอนนี้โลกของคุณขาดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับมัน แต่ทันทีที่โลกของคุณพร้อม พวกเราก็จะนำมันกลับไปอยู่ดังเดิม และนี่คือความจำเป็นที่ว่า ทำไมโลกของเราทั้งสองจึงต้องมีสภาพภูมิอากาศ อุณหภูมิ ฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหาร ที่คล้ายกัน เพราะถ้าเรานำสัตว์เหล่านี้กลับไปอยู่ เขาก็จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ทันที” มีนอธิบายเสริมมากกว่าที่ผมต้องการ