อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๔.

๔.

ตัดสินใจ

พวกเราสั่งอาหารและกินข้าวเที่ยงกันด้วยความหิวโซ เพราะกว่าอาหารจะเสร็จก็ล่วงมาเกือบบ่ายโมง หลังจากกินข้าวเสร็จ พวกเราจึงรีบเข้าไปสอบถามข้อมูลที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวทันที แล้วเราก็พบว่าที่ที่ผมต้องการจะไปนั้นต้องเดินเท้าขึ้นเขาไปอีกประมาณ 4-5 ชั่วโมง ถ้าจะขึ้นตอนนี้เวลาจะไม่พอสำหรับขากลับ ยกเว้นจะแบกสัมภาระขึ้นไปนอนที่นั่น

“เอาไงดีล่ะพวกเรา” สันพูดขึ้นระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังอธิบาย

“หินสี่ทิศนี้ตั้งอยู่กลางป่าบนยอดเขาเลยครับ สิ่งที่จำเป็นอันดับแรกคือเจ้าหน้าที่นำทาง” เจ้าหน้าที่เริ่มบรรยาย “เพราะที่นี่ยังไม่ค่อยมีใครนิยมไปเที่ยวสักเท่าไหร่ จะมีก็แต่ชาวบ้านที่เขามีประเพณีทำบุญไหว้บรรพบุรุษ ซึ่งก็จะทำกันทุกๆ 3 ปีด้วย ฉะนั้นเส้นทางจึงมีการเปลี่ยนแปลงบ้างเมื่อผ่านฤดูฝน ต้นไม้อาจจะขึ้นปกคลุมทำให้แยกไม่ออกว่าอันไหนทางเก่าอันไหนทางใหม่” เจ้าหน้าที่อธิบายรายละเอียดเพื่อตอกย้ำความยากลำบาก

“การไปที่นั่นต้องเตรียมพร้อมเรื่องน้ำดื่มและอาหารที่ปรุงสำเร็จแบบพกง่ายกินง่าย ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ในการกินอย่างพวกจานชามช้อนส้อม และเราต้องเตรียมไว้สำหรับสองมื้อเลยก็จะดีครับ ที่ต้องกินแน่ๆ คือหนึ่งมื้อเมื่อเราไปถึงที่นั่น และอีกหนึ่งมื้อในกรณีหลงทาง” เจ้าหน้าที่พูดเสริมอีก ไม่รู้ว่าเขาพูดทำนองเป็นมุกตลกหรือพูดจริง พวกเราหัวเราะกันทุกคนยกเว้นเขาคนเดียว

“ถ้าให้ผมแนะนำนะครับ วันนี้เที่ยวชมบริเวณรอบๆ อุทยานนี้ก่อน ตระเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และอุปกรณ์ที่คิดว่าจำเป็นให้พร้อม นอนพักผ่อนเอาแรงให้เต็มที่ แล้วพรุ่งนี้ค่อยเดินทางกันตั้งแต่เช้าครับ” เจ้าหน้าที่วางแผนให้พวกเราเสร็จสรรพ

“เฮ้ย!! เดี๋ยวเถอะพวกเรา ถ้ามันยากขนาดนั้นเราไม่ต้องไปก็ได้ไหม” เสียงของโอ๊ตปรามขึ้นเพื่อดึงให้ทุกคนกลับมาคิดทบทวน ก่อนที่จะเผลอตอบรับทุกอย่างที่เจ้าหน้าที่เสนอ

“ฉันดูจากรูปแล้ว ไอ้เจ้าหิน 4 ก้อนนี้ก็ไม่เห็นจะสวยเลย ฉันว่าไม่คุ้มหรอก” โอ๊ตเพิ่มความเห็นที่ทำให้ทุกคนสามารถคล้อยตามได้ทันที รวมทั้งผมด้วย

ผมและโอ๊ตชอบท่องเที่ยว เราเที่ยวกันตั้งแต่เข้ามาทำงานด้วยกันใหม่ๆ สไตล์การท่องเที่ยวของผมกับโอ๊ตนั้นค่อนข้างแตกต่างกัน โอ๊ตจะชอบเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม เขาจะภาคภูมิใจมากถ้าเขาได้ไปถ่ายรูปในมุมเดียวกันกับที่บล็อกเกอร์หรือดาราเคยไปถ่ายไว้ และการนำภาพเหล่านั้นมาโพสต์ลงใน Facebook และ IG เป็นภารกิจสำคัญที่ต้องทำให้สำเร็จให้ได้ โอ๊ตจะชอบให้ผมไปกับเขาเพราะผมจะได้ถ่ายรูปให้ ส่วนรสนิยมการท่องเที่ยวของผมนั้น ผมก็ไม่สามารถสรุปตัวเองได้เหมือนกันว่าเป็นแบบไหน จะบอกว่าผมชอบการผจญภัยก็ไม่ใช่ แต่เท่าที่ประเมินตัวเอง ผมจะชอบอะไรที่มีเรื่องราวมีประวัติศาสตร์ทำให้ต้องสืบค้น รวมทั้งชอบไปเยือนสถานที่ที่มันพิกลๆ หรือผิดปรกติวิสัย อย่างเช่นที่ที่ผมกำลังจะไปแห่งนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผมถึงอยากไปที่นี่ แต่ความรู้สึกข้างในตัวมันมันเร้าให้ไป อาจจะเป็นเพราะผมชอบอ่านหนังสือการ์ตูนเกี่ยวกับเรื่องลึกลับ ฟาโรห์ อียิปต์โบราณ หรือพวกขุมทรัพย์สุดขอบฟ้าอะไรทำนองนั้นมากไปก็ได้

“เดี๋ยวนะครับพี่ พวกผมขอปรึกษากันแป๊ปน่ะครับ” โอ๊ตรีบบอกพี่เจ้าหน้าที่เพราะถ้าเราจะไปตามแผนของเขา เราต้องจองตัวเจ้าหน้าที่ไว้หนึ่งคนเพื่อนำทาง

“เกดเอาไง” สันถามเกด งานนี้คนที่จะลำบากที่สุดคงเป็นเกด เพราะเป็นผู้หญิงคนเดียว

“จริงๆ เกดก็กลัวเหนื่อยอยู่นะ แต่ว่า…เรามาถึงที่นี่แล้ว ไม่รู้เมื่อไหร่เราจะได้มาอีก อาจจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตเลยก็ได้ ถ้าเราไม่ไปก็เหมือนไม่คุ้มค่าที่เราอุตส่าห์ดั้นด้นขับรถมาไหม” เกดแสดงความเห็น

ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้เกดถึงได้พูดแบบนี้ ปรกติเธอจะเป็นคนรักสบาย ประกอบกับเป็นผู้หญิงที่น่าจะไม่ยากลำบาก

“เออ…สำหรับกูน่ะ” ผมเริ่มออกความเห็นบ้าง

“ถ้าจะไม่ไปก็ได้นะ ไม่ต้องเกรงใจ มันเป็นแค่ความรู้สึกเล็กๆ ส่วนตัวที่อยากมาดูสถานที่แห่งนี้ให้เห็นกับตาเท่านั้น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม คือถ้ามันลำบากมากอย่างที่ว่า เราก็ไม่ต้องไปก็ได้”

“แต่ถ้าถามว่ายังอยากไปอยู่ไหม คำตอบคืออยากไปอยู่ ถ้าครั้งนี้ไม่ได้ไปในอนาคตค่อยหาโอกาสมาใหม่ก็ได้” ผมยืนยันเจตนาของผมอีกครั้ง

“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันครั้งนี้แหละ” สันพูด

“เกดว่ามันก็น่าสนุกนะ นึกถึงตอนเรียนมหาลัยที่เกดกับเพื่อนๆ ไปปีนภูกระดึงด้วยกัน ถึงแม้ว่ามันจะยากลำบากและเหนื่อยโคตรๆ แต่รู้ไหม พวกเรารู้สึกดีและสนุกทุกครั้งที่ได้พูดถึงเรื่องราวในครั้งนั้นกัน” เกดพูดด้วยท่าทีสนับสนุน

ดูเหมือนว่าจะผิดจากที่ผมคาดคิด เพื่อนสองคนคือสันกับเกดเห็นด้วยที่จะไปต่อ เหลือแต่เจ้าโอ๊ต แต่โอ๊ตก็ไม่ได้เป็นคนดื้อดึงอะไร พอเสียงส่วนใหญ่เอายังไงโอ๊ตก็ต้องเอาตามนั้น

“โอเคครับพี่ พรุ่งนี้เราเจอกัน 7 โมงเช้าครับ” โอ๊ตหันไปบอกเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันความต้องการ

“นี่ก็เท่ากับว่าเราจะต้องนอนที่นี่ 2 คืนนะ เพราะพรุ่งนี้หลังจากที่เราลงมาจากเขามันก็คงเป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว” โอ๊ตพูดหลังจากที่เดินออกมาจากศูนย์บริการท่องเที่ยว

“และโปรแกรมที่เราเตรียมจะไปนอนที่อีกอุทยานหนึ่งก็ต้องตัดออกไปเลย” เขาพูดต่อทำนองแสดงความเสียดาย

“แต่เราก็พร้อมที่จะปรับแผนตลอดอยู่แล้วไม่ใช่หรือ อย่าลืมสิ แผนของเราคือไม่มีแผนไง” เกดหยอกโอ๊ตแบบทีเล่นทีจริง

เย็นวันนั้นพวกเราทุกคนรู้สึกมีความสุขมากเป็นพิเศษ เพราะบรรยากาศของที่นี่เงียบสงบ ไม่พลุกพล่านเหมือนกับทุกๆ อุทยานที่ผ่านมา ประกอบกับทัศนียภาพของลานกางเต็นท์ที่เป็นเนินหญ้ากว้างโล่งอยู่บนยอดเขา ซึ่งทำให้เราสามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบได้จากมุมสูงแบบเกือบ 360 องศา รวมทั้งอากาศที่หนาวเย็นในช่วงปลายปีทำให้เรานั่งคุยกันรอบกองไฟท่ามกลางแสงดาวระยิบระยับของคืนเดือนมืดอย่างมีความสุข

“ดีแล้วนะที่พรุ่งนี้เราต้องนอนที่นี่อีกหนึ่งคืน เกดชอบที่นี่จัง” เธอพูดกับสันเบาๆ

เช้าตรู่ของวันที่เราต้องออกเดินทางเท้าเพื่อขึ้นไปยังหินสี่ทิศ เมื่อผมรูดซิปเต็นท์ออกมา ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือทะเลหมอกกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา แสงอ่อนๆ ยามเช้าจากดวงอาทิตย์ที่ยังไม่พ้นขอบฟ้าฉาบทาด้านบนของเมฆฝอยจนกลายเป็นสีชมพูเรื่อๆ ทะเลหมอกนี้สามารถมองได้เกือบรอบทิศ เหมือนเรากำลังยืนอยู่บนสรวงสวรรค์เพราะมันเห็นเป็นสีขาวโพลนคล้ายกับเรากำลังอยู่บนก้อนเมฆ

อากาศในเช้าวันนี้ค่อนข้างหนาวจัด เจ้าหน้าที่บอกว่าอุณหภูมิประมาณ 8 องศาเซลเซียส เวลาที่เราพูดคุยกันความร้อนจากลมปากจึงกลายเป็นไอคล้ายกับเราพ่นควันได้

หลังจากเราตื่นกันได้ประมาณ 20 นาที ทุกคนก็มานั่งพร้อมหน้ากันที่โต๊ะอาหารในร้านค้าสวัสดิการ เราสั่งอาหารกล่องตามที่เจ้าหน้าที่แนะนำไว้ตั้งแต่เมื่อวานเย็น ดังนั้นหลังจากที่เราทานอาหารเช้าเสร็จ ทุกอย่างก็พร้อมสำหรับการเดินทาง

เราทั้งหมดต้องนั่งรถของเจ้าหน้าที่ไปก่อน ลักษณะของมันเป็นรถกระบะโฟร์วีลไดรฟ์แบบตอนเดียวเหมือนรถส่งของ หัวเก๋งนั่งได้แค่ 2 คน ที่เหลือต้องไปนั่งที่กระบะท้าย ซึ่งแน่นอนก็ต้องเป็นผม เจ้าโอ๊ต และสัน ส่วนเกดนั่งหน้ากับคนขับ มันเป็นรถกระบะที่เก่ามาก มีรอยบุบรอบคันโดยเฉพาะภายในของกระบะ เรียกว่าไม่มีตรงไหนเลยที่ไม่บุบ ดินที่เกาะอยู่ตามซอกตามมุมต่างๆ ดูคล้ายกับว่ามันจะติดอยู่ตรงนั้นไปตลอดกาล ยางของรถคันนี้เป็นยางดอกใหญ่เหมือนรถไถนา แต่ตัวยางกลับผอมและบาง ล้อก็เป็นกระทะเหล็กแบบที่เป็นรูเยอะๆ ผมเดาไม่ออกเลยว่า กระทะล้อนี้เคยเป็นสีอะไรมาก่อน

ระหว่างที่รถคันนี้เคลื่อนที่ไป มันจะมีเสียงดังออกมาจากทุกๆ จุด นับตั้งแต่เสียงเครื่องยนต์ดีเซลที่ดังตึกๆ ผสมกับเสียงสายพานและอะไรต่อมิอะไรที่อยู่ในห้องเครื่อง เสียงท่อไอเสียที่ดูเหมือนไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการลดมลภาวะหรือการรักษาสิ่งแวดล้อมใดๆ ทั้งสิ้น เพราะที่กรองเสียงหรือหม้อดักไอเสียนั้นไม่มีสักอย่าง เสียงดังครืดๆ เวลาที่ล้อหมุน เสียงอ๊อดๆ แอ๊ดๆ ตั้งแต่กระโปรงหน้าจนถึงฝากระบะท้าย มีเสียงปิ๊กๆ ที่ประตูทั้งสองข้างคล้ายว่ามันจะหลุดออกมาได้ และก็มีเสียงดังโครมครามสนั่นหวั่นไหวเมื่อรถวิ่งผ่านทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อ โดยพี่เจ้าหน้าที่บอกว่ามันเป็นเสียงกล่องเครื่องมือกับแม่แรงที่อยู่หลังเบาะ เขาไม่ได้ล็อคมันไว้

“รถคันนี้ดังทุกอย่าง ยกเว้นแตรกับวิทยุ” เสียงพี่เจ้าหน้าที่ตะโกนบอกพวกเราจากหน้าต่าง ทำนองพูดเป็นมุกตลก

เรานั่งรถจากที่ทำการอุทยานมาได้สักพักก็มาหยุดยังที่จอดรถ ซึ่งที่จริงมันเป็นเพียงแค่ไหล่ทางที่มีพื้นดินเรียบๆ เล็กๆ ขนาดพอจะจอดได้เท่านั้น

“เอาล่ะ! เราต้องเดินจากตรงนี้แหละ” เสียงเจ้าหน้าที่พูดขึ้นพร้อมดับเครื่องยนต์