อารียา เมตายา เล่ม 1

อารียา เมตายา

"สู่การเป็นอารียา เมตายา"

เล่ม 1

ภาษาไทย · ๓.

๓.

ยืนยัน

ทริปนี้ของเราเป็นไปด้วยดี ตลอดเวลาหลายวันที่ผ่านมา โอ๊ตนำเราไปเที่ยวตามสไตล์ของเขาแบบไม่มีตกหล่นแม้แต่รายการเดียว ไม่ว่าจะเป็นน้ำตก วัดวาอาราม จุดชมวิวต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านกาแฟและร้านอาหารที่เหล่าบล็อกเกอร์เคยรีวิวไว้ โอ๊ตจะไม่มียอมพลาดอย่างเด็ดขาด แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคาดไว้ตั้งแต่แรกคือ การมาเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้เปรียบเสมือนการอยู่ในสมรภูมิของสงครามย่อยๆ มันเป็นช่วงเวลาแห่งการช่วงชิง ชิงพื้นที่ที่ดีที่สุด ชิงเก้าอี้ในร้านอาหาร ชิงเข้าห้องน้ำ โดยเฉพาะการชิงพื้นที่กางเต็นท์ ซึ่งเวลานี้อุทยานแห่งชาติทุกแห่งนั้นคลาคล่ำไปด้วยผู้คน เต็นท์ทุกหลังถูกกางติดกันเป็นแพราวกับเป็นศูนย์ผู้อพยพ คิดในแง่ดีคือพวกเราจะได้ไม่เหงา

วันนี้เป็นวันที่สี่ของการเดินทางแล้ว ตามโปรแกรมคืนนี้เราจะต้องไปนอนที่อุทยานแห่งชาติภูสวนทราย ซึ่งเป็นอุทยานเป้าหมายหลักของการมาร่วมทริปนี้ของผม ตอนนี้ผมรู้สึกตื่นเต้นพอสมควร ผมเริ่มแปลกใจกับความรู้สึกของตัวเองว่า ทำไมผมถึงอยากจะไปที่นั่นเสียเหลือเกิน

“พวกเรา…ฉันว่าวันนี้เราข้ามอุทยานแห่งชาติภูสวนทรายไปเลยดีไหม ที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรน่าเที่ยวเท่าไหร่” โอ๊ตเปิดประเด็นในการปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางมาดื้อๆ ทั้งที่ทุกวันเขาเท่านั้นที่ไม่ยอมเปลี่ยนแผนหรือข้ามสถานที่ท่องเที่ยวใดๆ เลย

“คือถ้าเราข้ามไปนอนที่อุทยานศรีน่านคืนนี้เลย อีกวันเราอาจจะได้เปลี่ยนบรรยากาศไปนอนเกสต์เฮาส์ในเมืองน่าน แล้วเช่าจักรยานขี่ทั่วเมืองกันบ้าง” โอ๊ตโน้มน้าวด้วยแผนการใหม่ที่สบายและน่าสนใจกว่าในคืนสุดท้าย ซึ่งดูเหมือนเกดจะมีอาการตอบสนองมากที่สุด เพราะทุกคืนที่ผ่านมารู้สึกว่าเธอนั้นไม่สะดวกสบายกับการนอนเต็นท์เอาเสียเลย

“ไม่ได้ เรามาทริปนี้เพราะที่นี่” ผมเผลอหลุดปากพูดถึงเหตุผลที่ทำให้ผมตัดสินใจมาร่วมทริปนี้กับพวกเขาออกไป

“ที่ไหนของนายวะ” โอ๊ตถามกลับทันที

“เอ่อ…เอ่อคือ….เราอยากไปดูหินสี่ทิศที่อุทยานภูสวนทราย” ผมตอบไปด้วยน้ำเสียงไม่ราบเรียบสักเท่าไหร่ เพราะรู้ดีว่าไม่มีเหตุผลดีๆ สำหรับเจ้าก้อนหิน 4 ก้อนนี้

“หินอะไรของนายวะ” โอ๊ตถาม

“เอ่อ…” เสียงเกดเหมือนกำลังจะแสดงความคิดเห็น แต่เธอก็เงียบไป ดูเหมือนว่าจริงๆ แล้วเธอก็อยากไปตามที่โอ๊ตเสนอ แต่ก็เกรงว่าจะเกิดเสียงข้างมากสนับสนุนความเห็นของโอ๊ตเพิ่มขึ้น

“แล้วแต่นะ เราไปได้ทั้งนั้น” และแล้วเธอก็แสดงความเห็นที่เป็นกลาง

“ถ้าไอ้เจ้าก้อนหินที่ว่านี่มันทำให้เจ้าทิมมาร่วมทริปนี้ ฉันว่าเราก็ควรจะไปนะ” สันซึ่งเป็นคนขับรถและดูเป็นคนมีเหตุผลที่สุดพูดขึ้นมาบ้าง

“งั้นก็แล้วแต่ทุกคนนะ” โอ๊ตพูดแบบเสียไม่ได้

การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติภูสวนทรายนั้น เราต้องแยกออกจากเส้นทางที่จะต้องไปต่อในวันพรุ่งนี้อีกราว 65 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเส้นทางคดเคี้ยวลัดเลาะตามไหล่เขา

“เฮ้ย! ทำไมมันเปลี่ยวอย่างนี้วะ” โอ๊ตเริ่มแสดงความเห็นหลังจากที่เราขับมาได้สักระยะหนึ่ง

“ฉันว่าตอนนี้เราน่าจะยังอยู่ในเขตรอยต่อจังหวัดอยู่มั้ง” สันมักจะเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีเสมอแสดงความเห็น แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พวกเราคลายความกังวลกันสักเท่าไหร่

จากนั้นความเงียบก็ปกคลุมพวกเราไปอีกร่วม 20 นาที ด้วยความที่ไม่คุ้นเคยกับเส้นทาง ประกอบกับลักษณะถนนส่วนใหญ่เป็นทางขึ้นเขาสลับกับโค้งหักศอกอยู่ตลอดเวลา ทำให้ระยะทางเพียง 65 กิโลเมตรจากทางแยกต้องใช้เวลาถึงชั่วโมงครึ่ง และแล้วเราก็มาถึงพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติภูสวนทราย ทุกๆ อุทยานที่ผ่านมา เมื่อเราไปถึงเราจะต้องรีบไป ณ ลานกางเต็นท์ก่อนเป็นอันดับแรกเพื่อจับจองพื้นที่ แต่สำหรับที่นี่เราคิดว่าคงไม่ต้องทำแบบนั้น เพราะมองไปที่ลานเห็นมีเต็นท์กางอยู่แค่หลังเดียว ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงนิดๆ เราเลยตกลงกันว่าจะกินข้าวกลางวันให้เสร็จ แล้วออกไปตระเวนเที่ยวให้ทั่ว ตอนเย็นค่อยกลับมากางเต็นท์ก็ได้