๘๓.
ภายในกลายเป็นภายนอก
“อ่ะๆ ๆ… เรื่องนี้ขอให้เธอจงระมัดระวังให้ดี ถึงแม้ว่าเจตนาของเธอจะเป็นเรื่องที่ถูกต้องดีงาม เป็นความปรารถนาดีที่จะสร้างสรรค์ประโยชน์เพื่อผู้อื่น และเธอก็ตระหนักรู้ว่า เธอมีจิตวิญญาณภายในหรือมีพระเจ้าคอยหนุนหลังอยู่ แต่เมื่อไหร่ที่กระแสความคิดของเธอเปลี่ยนไปเป็นการอ้อนวอนร้องขอ หรือรอให้พระองค์มอบให้ กระบวนการทางปัญญาญาณของเธอจะถูกปิดกั้นทันที”
“อย่างไรนะครับ ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นครับ” ผมถามย้ำ
“คำพูดของเธอที่ว่า ‘พระเจ้าจะมอบสิ่งต่างๆ ให้’ นั้น มันกำลังแสดงออกมาเป็นคลื่นความคิด ที่มีลักษณะของการร้องขอหรือการรอรับความช่วยเหลือจากบางสิ่งบางอย่างที่มาจากภายนอก ถึงแม้สิ่งนั้นจะเรียกว่าพระเจ้าที่อยู่ภายในเหมือนกันก็ตาม ซึ่งแท้ที่จริง พระเจ้าจะต้องมาจากภายในตัวของเธอเอง หรือการ ‘เป็น’ หากเธอพูดอย่างนั้นกระแสของมันจะสวนทาง หรือไม่ได้มาจากการเป็นพระเจ้าทันที พระเจ้าไม่เคยร้องขอจากใคร พระเจ้ามีแต่ความปรารถนาที่จะให้” เขาตอบ
“แล้วผมต้องใช้คำว่าอย่างไรครับ” ผมถาม
“เธอต้องพูดว่า ‘บัดนี้ข้าคือทุกสิ่งของพระองค์ ข้าเป็นทุกอย่างของพระองค์ ข้าจะแสดงออกตามคุณสมบัติของพระองค์ สิ่งที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำนี้ของข้าพเจ้า จะคือการสร้างสรรค์ของพระองค์’
ขอให้การตระหนักรู้ถึงความจริงตรงนี้และให้มันสถิตอยู่กับเธอ เพราะเธอคือพระเจ้า เธอมีคุณสมบัติเดียวกับพระเจ้า เธอคือผู้ที่จะมามอบให้ ไม่ใช่มารับเอา เธอคือความบริบูรณ์ เธอคือความสมบูรณ์แบบ ดังนั้นเธอจึงไม่จำเป็นต้องร้องขอ ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะคือพระเจ้าที่อยู่ในตัวเธอ เมื่อใดที่เธอใช้การร้องขอ เธอจะขาดคุณสมบัติการเป็นพระเจ้า และมันจะทำให้เธอแยกออกจากการเป็นพระเจ้าทันที เรื่องนี้สำคัญมากนะ”
“จะให้ผมระลึกถึงความสมบูรณ์แบบอย่างพระเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อผมรู้อยู่เต็มอกว่า ตนเองยังไม่สมบูรณ์แบบ” ผมถาม
“นี่แหล่ะคือการคิดแบบมนุษย์… มนุษย์ใช้การประเมินจากศักยภาพทางกายที่จำกัด มนุษย์ไม่รู้ว่าศักยภาพทางจิตมันมีอานุภาพมากขนาดไหน ในบรรดามนุษย์ทั้งหมดที่กำลังมีชีวิตอยู่บนโลก มีเพียงไม่กี่คนที่สัมผัสกับศักยภาพนั้นได้ และในทั้งหมดของไม่กี่คนนั้น ส่วนใหญ่สัมผัสมันได้แบบบังเอิญ และนำมันมาใช้แบบไม่เต็มประสิทธิภาพอีกด้วย แต่ถึงแม้จะนำมาใช้แบบไม่เต็มประสิทธิภาพ สิ่งที่ได้มา ก็ยังทำให้คนคนนั้นกลายเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงและกลายเป็นอัจฉริยะได้”
“ผมจะเข้าสู่สภาวะที่สมบูรณ์แบบนั้นได้อย่างไรครับ”
“ที่ผ่านมามีเพียงไม่กี่คน ที่สามารถค้นพบความสมบูรณ์แบบสูงสุดนั้นได้ด้วยตนเอง หนึ่งในนั้นคือ ‘พระพุทธเจ้า’และเหล่าศาสดาจากทั่วทุกมุมโลกที่ตระหนักรู้ว่าตนเองคือพระเจ้า และเมื่อเขาพบสภาวะเช่นนั้นได้แล้ว เขาก็สามารถนำพาให้ผู้คนนับแสนนับล้าน เข้าสู่สภาวะความสมบูรณ์แบบนั้นได้เช่นเดียวกัน และกรรมวิธีที่ดูเหมือนจะยากที่สุด ที่คนทั้งโลกต่างแสวงหากัน กลับกลายเป็นกรรมวิธีที่ง่ายที่สุด ง่ายจนบางคนมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย วิธีการนั้นคือ…” เขาหยุดเว้นวรรค
“อะไรหรือครับ…” ผมถามขณะที่กำลังรออย่างใจจดใจจ่อ
“หากเธอรู้สึกว่าเธอ ‘เป็น’ความบริสุทธิ์ที่สุด ‘เป็น’ ความสมบูรณ์แบบที่สุด จิตของเธอเวลานั้นก็เท่ากับเธอได้อยู่ในสภาวะเช่นนั้นเรียบร้อยแล้ว” ท่านโภเชตอบ
“แค่นี้เอง” ผมแปลกใจ
“ใช่…แค่เธอ ‘รู้สึกว่าเธอเป็น’ เท่านั้นเอง เพราะนี่คือเรื่องของจิตไม่ใช่เรื่องของกายภาพ ส่วนใหญ่มนุษย์จะเอาเรื่องของจิตไปอยู่บนบรรทัดฐานทางกายเช่น คิดว่าจิตจะต้องมีเวลาเหมือนกับกายภาพ จึงคิดว่าจิตต้องมีข้อจำกัดแบบเดียวกับกาย ทั้งๆ ที่มันคนละเรื่องกัน ‘ความรู้สึก’ คือเรื่องของจิตล้วนๆ เธอสามารถกำหนดให้จิตของเธอไปอยู่ที่ปลายเท้า มาอยู่ที่หน้าผาก ไปอยู่ที่ดวงจันทร์ หรือไปอยู่ที่ขอบจักรวาลได้ทันที โดยไม่ต้องมีระยะเวลาการเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง เหมือนอย่างที่กายภาพเป็น หากเธอเข้าใจทักษะการทำงานของจิตแบบนี้ เธอเพียงใช้มันให้เป็นประโยนช์ หากเธอต้องการเป็นความบริสุทธิ์ เธอก็สามารถใช้จิตกำหนดให้เป็นความบริสุทธิ์นั้นได้ทันที”
“ปัญหาต่อมาคือ นิยามของคำว่าความบริสุทธิ์ที่แต่ละคนเข้าใจนั้นคืออย่างไร บางคนเข้าใจว่าความบริสุทธิ์คือความว่าง ก็เลยพยายามสร้างความว่าง ด้วยการนำตนเองไปอยู่ในที่ๆ ปราศจากสิ่งรบกวน หรือไม่ก็ใช้วิธีการกำหนดให้จิตว่าง ด้วยการหยุดความคิดหยุดการกระทำ มันจึงกลายเป็นความว่างแบบที่ถูกสร้างขึ้น ซึ่งมันเป็นความว่างที่ไม่ใช่ความว่างอย่างแท้จริง ความว่างตรงนี้เลยกลายเป็นความ ‘มี’ ที่ชื่อว่าความว่าง”
“แล้วความหมายของคำว่าว่างหรือความบริสุทธ์ที่แท้จริงคืออย่างไรครับ” ผมถาม
“เรื่องนี้ ฉันได้บอกเธอไปแล้วตั้งแต่ต้นคือ เธอจะต้องตระหนักให้ได้ว่าทุกสิ่งล้วนมีแก่นแท้ ที่เปรียบเสมือนเป็นหัวใจของการกำหนดรูปธรรมของตัวเอง ตั้งแต่รูปธรรมที่เธอเรียกว่าสิ่งไม่มีชีวิต เป็นวัตถุสิ่งของ รวมถึงโลกและจักรวาล จนถึงสิ่งมีชีวิตที่เคลื่อนที่ไม่ได้เช่นพืชและสิ่งมีชีวิตเคลื่อนที่ได้เช่นสัตว์”
“และแก่นแท้ของทุกสรรพสิ่งนั้นก็คือ ‘จิต’ ซึ่งจิตลักษณะนี้ ก็มีอยู่สองรูปแบบคือ
หนึ่ง ‘จิตไร้อิสระ’ หรือจิตที่อยู่ภายใต้รหัสที่กำหนดไว้ตั้งแต่แรก จิตนี้จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของมัน มันจะดำเนินไปตามที่ถูกกำหนดไว้เท่านั้น และเมื่อไหร่ที่มันเสียสมดุล ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยใดมันจะสลัดสิ่งต่างๆ เหล่านั้นทิ้ง เพื่อกลับคืนสู่สภาวะเดิม ฟังดูเหมือนจิตนี้จะเป็นจิตชั้นต่ำ ที่ดูไม่มีความรู้สึกนึกคิดใดๆ แต่ที่จริงจิตแบบนี้ คือจิตที่มีความบริสุทธิ์สมบูรณ์แบบ อย่างที่เธอกำลังปรารถนากัน”
“ท่านกำลังหมายความว่าจิตของต้นไม้, สัตว์ป่า, หมา, แมวเป็นจิตบริสุทธิ์อย่างนั้นหรือครับ”ผมถาม