๗๕.
เมตตาธรรม
“ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านจะต้องทำความเข้าใจกระบวนการทั้งหมดเสียก่อน มิเช่นนั้นท่านอาจจะยังมีความลังเลสงสัย อันเกิดจากความไม่กระจ่างแจ้งที่ฉันได้อธิบายให้ฟังในเบื้องต้น” พระพุทธเจ้าเกริ่น
“อะไรคือกระบวนการทั้งหมดขอรับ” โมฆราชดาบสถามต่อ
“กระบวนการทั้งหมด ที่ท่านต้องรู้คือดวงจิตวิญญาณที่ดำรงอยู่ในมหาจักรวาลนี้ ประกอบด้วยรูปธรรมที่มีจิตวิญญาณอยู่สองกลุ่มคือ
กลุ่มที่หนึ่งคือจิตวิญญาณที่ดำรงอยู่ทั่วไปในมหาจักรวาล ดวงจิตกลุ่มนี้จะประจำอยู่ ณ จุดสำคัญๆ ในตำแหน่งต่างๆ ที่เป็นศูนย์กลางของดาราจักรน้อยใหญ่ เพื่อทำหน้าที่ให้กลไกของดาราจักรนั้นๆ เกิดความสมดุลและสามารถดำรงอยู่ได้ ดวงจิตวิญญาณเหล่านี้มีอิสระ ไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดใดๆ ยกเว้นข้อกำหนดกลางของมหาจักรวาล
ส่วนกลุ่มที่สอง คือดวงจิตที่อาสามาเกิดบนโลกนี้ ซึ่งเธอจำเป็นต้องรู้ด้วยว่า โลกธาตุแห่งนี้คือศูนย์กลางที่ทำหน้าที่คล่ำจุนมหาจักรวาล อันประกอบด้วยดาราจักรน้อยใหญ่นับล้านล้านดาราจักร ให้ดำรงอยู่เป็นวัฏจักร ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นกงล้อแห่งธรรมทั้งปวง
และดวงจิตวิญญาณที่อาสามาเกิดบนโลกนี้ จะอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์จำเพาะที่ไม่เหมือนกับที่ใดในมหาจักรวาล โดยก่อนจะมาเกิด เขาได้ยอมรับกฎเกณฑ์จำเพาะเหล่านี้แล้วว่าจะต้องมาทำอะไร และหากไม่สามารถทำตามกฎเกณฑ์นั้นจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งหน้าที่ของดวงจิตที่อาสามาเกิดนั้นคือ
หนึ่ง มาเพื่อรับรู้โลก มาเพื่อชื่นชมประดิษฐกรรมของพระเจ้าว่ามันงดงามวิจิตรตระการตาและชาญฉลาดขนาดไหน มาเพื่อจะมีประสบการณ์ต่างๆบนโลก และมาเพื่อดำรงอยู่เป็นมนุษย์อันประเสริฐบนโลกใบนี้
สอง มาเพื่อรักษาให้โลกดำรงอยู่ ซึ่งหนึ่งในหน้าที่การมารักษานั้นคือการสร้างอานุภาพแห่งความรัก ความเมตตาเพื่อมอบให้กับโลกด้วยเงื่อนไขที่ยากง่ายแตกต่างกัน ซึ่งแต่ละคนต่างกำหนดกันขึ้นมาเอง เพื่อทำให้เกิดอานุภาพแห่งความเมตตา ซึ่งอานุภาพนี้จะทำให้โลกเกิดความสมดุล นี่จึงเป็นสาเหตุให้เกิดเงื่อนไขและบทบาทแห่งความเกลียดชัง ที่จะต้องใช้อำนาจจิตสูงสุดในการเปลี่ยนให้กลายเป็นอานุภาพแห่งความรัก ความเมตตาให้ได้ หรือเรียกรวมส่วนนี้ว่ามาเพื่อแสดงออกอันประเสริฐ”
“และ ข้อที่สามคือดวงจิตนั้นอาสามาเพื่อที่จะสร้างสรรค์บางสิ่งบางอย่างให้อุบัติขึ้นบนโลกใบนี้ และสิ่งที่จะสร้างสรรค์นั้นจะต้องอุดมไปด้วยความประเสริฐที่มีปัจจัยมาจากความทั้งสองข้อข้างต้น หากเขาสิ้นอายุขัยไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำหน้าที่การสร้างสรรค์สิ่งประเสริฐนี้ให้สมบูรณ์ เขาจะไม่สามารถออกจากกฎเกณฑ์จำเพาะนี้ได้ จิตของเขาจะยังตกค้างอยู่ที่นี่ ซึ่งการตกค้างนี้มีหลายประเภท”
“ตกค้างเพราะต้องกลับมาแก้ไขบางสิ่งบางอย่างให้ถูกต้อง”
“ตกค้างเพราะไม่สามารถปลดปล่อยคลื่นความรักออกมาได้ตามที่สัญญาไว้”
“ตกค้างเพราะยังยึดถือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง”
“ตกค้างเพราะยังไม่ได้สร้างสรรค์บางสิ่งบางอย่าง ตามที่ตนตั้งใจไว้”
“เมื่อเกิดปัญหาการตกค้างของจิตวิญญาณมากขึ้น เขาจึงถูกกักขังในมิติต่างๆ ที่อยู่นอกเหนือโลกกายภาพ ที่สามารถสัมผัสรู้ ดู เห็น ได้ เช่น หากเขามีจิตใจขุ่นมัว เมื่อเขาตายไปเขาก็จะไปพักในที่ ที่มีแต่ความขุ่นมัวตามมโนคติของตนเอง”
“หากเขามีจิตใจดี ยึดถือในความดีงาม หรือต้องการได้รับผลจากความดีที่เขาทำ เขาก็จะได้ไปพักในที่ที่มีแต่ความรื่นรมย์ สุขใจตามที่จิตเขาปรารถนา โดยปราศจากเงื่อนไข หรือบททดสอบให้เขาต้องแสดงความรัก เพื่อรอวันเวลาที่เหมาะสมกับทั้งคู่กรณี และด้านเงื่อนไขตามสถานการณ์ที่จะมาบรรจบกัน เขาจึงจะได้รับอนุญาตให้มาเกิดเป็นกายภาพใหม่อีกครั้ง
และถ้าเขายังไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามที่ตั้งใจไว้อีก เขาก็จะต้องไปพักในที่ต่างๆ เหล่านั้นอีก ดังนั้นโลกของเธอเวลานี้จึงเป็นโลกที่เต็มไปด้วยดวงจิตวิญญาณตกค้างสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก เพราะมีแต่การเติมดวงจิตใหม่ๆ เข้ามาเรื่อยๆ เนื่องจากโลกต้องการพลังความรัก ความเมตตาจำนวนมาก ซึ่งดวงจิตวิญญาณเก่าๆ ที่ทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ก็ถูกพักไว้ในมิติต่างๆ ที่เปรียบเสมือนกรงขังใสๆ ที่เขาเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังโดนขัง แต่ดวงจิตทั่วทั้งจักรวาลรู้ และเห็นแต่ไม่อาจจะช่วยอะไรได้
ฉันจึงขอตอบคำถามที่เธอถามฉันว่า จิตวิญญาณที่เป็นเปรต อสุรกาย ดวงจิตที่ล่องลอยเป็นสัมภเวสี หรือจิตวิญญาณที่ยึดถือความดีงามในภพภูมิต่างๆก็ยังไม่สามารถบรรลุสัจธรรมได้ เพราะดวงจิตเหล่านั้นยังอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์จำเพาะของโลก ส่วนดวงจิตวิญญาณอื่นๆ ทั่วไปที่อยู่นอกระบบ เขาอยู่ในสภาวะเฉกเช่นการบรรลุธรรมอยู่แล้ว เขาจึงไม่จำเป็นต้องพยายามบรรลุอีก
ทางเดียวที่จิตวิญญาณเหล่านี้จะสามารถเป็นอิสระจากกฏจำเพาะได้ เขาจะต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์กายภาพใหม่ และต้องมาแสดงความรักความเมตตาให้ได้กับทุกๆ เงื่อนไข ที่เกิดขึ้นกับเขาบนโลกกายภาพเท่านั้น หรือเรียกย่อๆ ‘ว่ามาแก้ไข’
และในขณะที่กำลังแก้ไขอยู่นั้น เขาก็สามารถทำหน้าที่สร้างอานุภาพแห่งความรักไปด้วย เพราะตัวเธอทุกคน คือเครื่องกำเนิดอานุภาพแห่งความเมตตา ที่จะช่วยค้ำจุนโลกใบนี้ให้ดำรงอยู่ได้
นับจากนี้ ขอให้เธอระลึกไว้เสมอว่า ‘เมตตาธรรมเท่านั้นที่สามารถค้ำจุนโลก’ เมื่อเธอทั้งหลายทำหน้าที่ได้ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ ด้วยการนำของวิญญาณพุทธะให้ปรากฏออกมาเป็นการกระทำอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านวิญญาณขันท์ เปรียบเสมือนจิตวิญญาณทั้งสองส่วนนี้ของเธอเป็นกวางสองตัวที่รักสันติ มาทำหน้าที่ขับเคลื่อนวัฏจักรของจักรวาลให้เกิดการหมุนวน ดั่งกงล้อแห่งธรรม นับจากนี้เธอจะได้ชื่อว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ไม่ใช่ความบริสุทธิ์ที่เกิดจากการว่างแบบเฉยๆ โดยไม่ทำสิ่งใดเลย แต่มันคือความบริสุทธิ์ที่เกิดจากการปลดเปลื้องพันธนาการที่ร้อยรัดเธอมาอย่างยาวนาน ความบริสุทธิ์ที่เกิดจากความรัก ความปรารถนาดีอย่างจริงใจ ไร้สิ่งใดแอบแฝง
ซึ่งคุณสมบัติของผู้ที่จะทำเช่นนี้ได้ จะต้องมีคุณสมบัติอีกสองประการคู่กัน
นั่นคือกระบวนการรักษาความรักความเมตตาให้หนักแน่นมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง มันคือกระบวนการที่เธอต้องหมั่นสำรวจความคิดของเธอ ว่ายังดำรงอยู่ในความปรารถนาดีอย่างจริงใจอยู่หรือไม่ หรือเรียกสั้นๆว่า สมาธิ
และสองคือ ‘ปัญญา’ หรือความเข้าใจในเงื่อนไขต่างๆ การเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในแบบที่มันเป็น ไม่แบ่งแยก ไม่ตัดสิน จนกระทั่งนำไปสู่การแสดงออกอันประกอบด้วยความเมตตาได้อย่างสร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น โดยสามารถปลดเปลื้องภาระกรรมทั้งหมด ที่เธอเขียนกันขึ้นมาได้ในที่สุด เมื่อเธอปลดเปลื้องมันจนหมดสิ้นแล้ว สภาวะแห่งความบริสุทธิ์ก็จะเกิดขึ้นกับเธอโดยที่เธอไม่ต้องพยายามกดทับ ยับยั้ง การสัมผัส รับรู้ใดๆเลย”
“ดูก่อน… เธอผู้เจริญทั้งหลาย บัดนี้ ฉันรู้ว่าการบรรลุสัจธรรมหรือการเข้าสู่สภาวะนิพพานนั้น ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับพวกเธออีกต่อไป เพราะเธอได้รู้ขั้นตอนและวิธีการทั้งหมดแล้ว ที่เหลือเพียงแค่เธอนำไปลงมือปฏิบัติ และพิสูจน์ให้เกิดผลด้วยตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของสภาวะ ที่เธอจะรู้สึกถึงการ ‘เป็น’ พุทธะ ซึ่งเป็นทั้งจุดเริ่มต้นและปลายทางสูงสุด หรือเป็นต้นกำเนิดดวงจิตวิญญาณที่เราทุกคนจำเป็นต้องกลับไปเป็น และนี่คือวิธีที่ลัดสั้นที่สุด วิธีที่ไม่ต้องผ่านขั้นตอนตามลำดับขั้นใดๆ เพียงแค่เธอรู้สึกถึงการ ‘เป็น’ ให้คงอยู่กับเธอตลอดไป ซึ่งตัวฉันก็คือภาพหนึ่งของพุทธะ ที่กำลังปรากฏให้เธอเห็น และความรู้สึกนี้ก็สามารถเกิดขึ้นกับเธอได้ เพราะเธอก็คือภาพหนึ่งของพระเจ้าด้วยเช่นกัน เธอสามารถทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ตายก่อน และเมื่อจิตสำนึกของเธอรู้สึกถึงการ ‘เป็น’ พุทธะได้ตลอดเวลาแล้ว เวลาที่เธอตายหรือเวลาที่เธอเหลือแต่จิตวิญญาณ เมื่อนั้นปลายทางของเธอก็ไม่ใช่ที่ไหน นอกจากที่ที่เธอรู้สึกว่าเธอ ‘เป็น’…”
“หากบุคคลใดบุคคลหนึ่งตัดสินใจที่จะเป็นช่างไม้ เมื่อเขาลงมือทำงานไม้ด้วยตัวเองทุกวันซ้ำๆ เขาย่อมชำนาญและมีความรู้ด้านช่างไม้มากขึ้นๆ ความรู้นั้นๆ ก็จะละเอียดลึกซึ้งมากขึ้นๆ งานไม้ของเขาก็จะปราณีตมากขึ้นๆ ฉันใดก็ฉันนั้น
หากเธอตัดสินใจที่จะรู้สึกถึงการเป็นพระเจ้าอย่างแท้จริง เมื่อเธอลงมือทำและแสดงออกถึงการเป็นพระเจ้า เธอจะชำนาญและมีความรู้ด้านการเป็นพระเจ้ามากขึ้นๆ ปรากฏการณ์จากการเป็นพระเจ้าก็จะละเอียดลึกซึ้งและปราณีตมากขึ้นๆ “