๑๐๑.
นิมิตของอชิตะ
“ดูก่อนท่านทั้งหลาย ถูกต้องแล้วที่ตถาคตยังมิได้กล่าวสิ่งใดต่อท่าน เพราะเรารอการมาของอชิตะ ซึ่งค่ำคืนนี้เขาจะเป็นผู้มาบอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตให้ท่านทั้งหลายฟัง” พระพุทธเจ้าพูดขัดจังหวะ ขณะที่ทุกคนกำลังแสดงความคิดเห็นต่อการมาถึงของอชิตะ
“ข้าแต่เจ้าแห่งพุทธะ…ที่ผ่านมาข้าพระเจ้ามิเคยมีญาณหยั่งรู้ เหตุไฉนพระองค์จึงประสงค์ให้ข้าฯ บอกเล่าเรื่องราวของโลกอนาคตด้วยล่ะขอรับ” อชิตะพูดด้วยความไม่แน่ใจ
“ดูก่อนอชิตะ… ครั้งหนึ่งเราเคยสนทนากันถึงเรื่องนี้ เธอคงลืมไปแล้วกระมังว่าเธอคือใคร” พระพุทธเจ้าพูดเหมือนย้ำเตือนว่าเคยตกลงอะไรสักอย่างกับอชิตะ
“อืม…” อชิตะทำท่าคิดก่อนจะพูดว่า “ท่านหมายถึงภาพที่ปรากฏขึ้นมาในนิมิต โดยไม่รู้ที่มาในวันนั้นหรือขอรับ” อชิตะถาม
“มิผิดดอก…” พระพุทธเจ้าพูด
“ท่านโภเชครับ… ผมขอถามแทรกตรงนี้ก่อนได้ไหมครับ ดูเหมือนว่าจะมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ระหว่างพระพุทธเจ้ากับอชิตะใช่ไหมครับ ผมขอไปดูตรงนั้นก่อนได้ไหม” ผมถาม
“ได้สิ เธออยากจะเห็นช่วงไหนเธอเลือกได้เลย มันเป็นความทรงจำของเธอเองอยู่แล้ว” ท่านโภเชตอบ
“ผมไม่รู้ว่ามันคือช่วงเวลาไหนนะสิครับ” ผมถาม
“ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่พระพุทธเจ้ากำลังพูดถึงอยู่นี้ มันจะอยู่ในช่วงปีที่ 18 ตั้งแต่เริ่มเผยแผ่การเป็นพุทธะของพระพุทธเจ้า ก่อนเหตุการณ์พระเจ้าปเสนทิโกศลฝันประหลาดราว 5 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่เธอกลับมาอยู่ที่เมืองสาวัตถี หลังจากท่านภาวรีย์เสียชีวิตไปเพียง 1 ปี” ท่านโภเชตอบ
“อ้อ..!ผมเห็นแล้วครับ” ผมตอบเพราะเห็นภาพหนึ่งปรากฏขึ้น
ภาพที่เห็นตอนนั้นพระพุทธเจ้ายังพำนักอยู่ที่วัดเชตวัน คืนวันหนึ่งในช่วงกลางฤดูร้อน หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมประจำวัน ที่ให้ทุกคนนำข้อบกพร่องมาบอกเล่า เพื่อนำไปแก้ไขปรับปรุง ท่ามกลางแสงเทียนสลัวบนศาลาขนาดใหญ่ สะท้อนกับพื้นไม้ที่ขัดเป็นมัน ที่ตอนนี้เหลือเพียงแค่สองจุด ที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่กับของอชิตะ นอกนั้นทุกคนช่วยกันดับหมดแล้ว อชิตะคอยให้ทุกคนกลับที่พักจนหมด เพื่อจะขอสนทนากับพระพุทธเจ้าเป็นการส่วนตัว
“มีเรื่องอันใดรึ อชิตะ” พระพุทธเจ้าพูดขึ้นหลังจากสังเกตเห็นว่า อชิตะรอให้ทุกคนกลับ
“ข้าพระเจ้าจะขอปรึกษาอะไรสักอย่างได้ไหมขอรับ” อชิตะพูดความประสงค์
“ได้สิ…ข้ายินดี” พระพุทธเจ้าตอบ
“ข้าฯ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏกับข้าฯ นี้มันคืออะไร จะบอกว่าเป็นนิมิตก็ไม่ใช่เพราะข้าฯ ยังรู้สึกตัว ภาพเหล่านี้ปรากฏต่อข้าฯ ในช่วงก่อนรุ่งสาง ขณะที่ข้าฯ ยังนอนอยู่ แต่มันชัดเจนจนทำให้ข้าฯ จดจำรายละเอียดของภาพนั้นได้ทั้งหมด มันทำให้ข้าฯ ไม่สบายใจและมีความรู้สึกสองอย่างที่ขัดแย้งกันเกิดขึ้น” อชิตะเริ่มเล่า
“ไหนเจ้าลองแจงให้ข้าฟังสิ” พระพุทธเจ้าพูด
“ภาพที่ปรากฏต่อข้าฯ มันแบ่งออกเป็นสองด้าน ด้านที่หนึ่งเป็นภาพของความตึงเครียด เหมือนกำลังจะมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้น พระอาทิตย์กำลังถูกเมฆสีดำทะมึนบดบังจนสิ้นแสง ฝนกำลังตั้งเค้า ซึ่งมีทีท่าจะกลายเป็นมหาพายุใหญ่ เสียงลมหวีดหวิวราวกับเสียงของปีศาจที่ร้องโหยหวน สัตว์เลี้ยงต่างๆ พากันหดหายเข้าซ่อนตัว นกกาเร่งบินกลับรังเหมือนรับรู้ว่านี่คือลางร้าย ข้าฯ เห็นภาพของผู้คนที่ไร้บ้านจำนวนมากกำลังหาที่หลบซ่อน พวกเขามีแววตาที่ตื่นตระหนก หวาดกลัวและสิ้นหวัง เนื้อตัวของเขาสกปรกมอมแมม เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ร่างกายผอมแห้ง ผิวหนังดูซีดเผือกเหมือนซากศพ พวกเขาทั้งนั่ง ทั้งนอน ซุกตัวตามซอกหลืบ ที่คิดว่าปลอดภัยที่สุด ข้าฯ แน่ใจว่าภาพที่เห็นนี้ไม่ใช่ยุคสมัยปัจจุบันของเรา เพราะบ้านเรือนมีความแตกต่าง มีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง เตี้ยแค่ยอดไม้บ้าง สูงเสียดเมฆบ้าง ถนนที่ใช้สัญจรก็ราบเรียบราวกับปูด้วยหินที่ขัดแต่งอย่างดี” อชิตะอธิบาย
“ข้าฯ เห็นภาพของมนุษย์ที่ไร้ความหวัง มีชีวิตอยู่ด้วยเศษอาหารจากกองขยะ เนื้อตัวของผู้คนมีผื่นคล้ายขี้กลากขี้เกลื้อน บางคนเป็นฝีหนองพุพอง บางคนส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ข้าฯ เห็นพวกเขาเอาถ่านไฟสีแดงฉานจี้ลงไปที่แผล เพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวด แต่กลับกลายเป็นการซ้ำเติมให้บาดแผลนั้นลุกลาม”
“ข้าฯ เห็นภาพของพื้นดินที่แห้งแล้ง ไม่มีแม้ต้นหญ้าสักต้น แม่น้ำกลายเป็นสีดำขุ่นข้น ไร้ร่องรอยสิ่งมีชีวิต ผิวน้ำมีแต่ปฏิกูลลอยอยู่เต็มไปหมด ในบ้านกลายเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์พาหะนำโรคนานาชนิด ผู้คนอาศัยอยู่ร่วมกับมัน โดยไม่รู้ว่ามันกำลังกัดกินตัวเขาอยู่”
“ข้าฯ เห็นภาพของพญามาร ที่มาในคราบของความหรูหราสวยงาม มาในรูปของวัตถุมันวาว มีสีสันสะดุดตา มาในรูปของกลิ่นหอมที่หาไม่ได้ตามป่าเขา มาในรูปของผิวสัมผัสที่นุ่มนวล มาในรูปของรสชาติที่หอมหวาน มัน เค็ม จนยากจะห้ามใจ แต่เนื้อในของมันกลับเต็มไปด้วยยาพิษ ที่พร้อมจะทำร้ายผู้คน พร้อมจะทำลายต้นไม้ใบหญ้าและพร้อมจะเข่นฆ่าสรรพสัตว์น้อยใหญ่ให้มลายหายสิ้นไปตลอดกาล”
“ข้าฯ เห็นพญามารยุยงให้มนุษย์เกิดความแตกแยก เกิดเป็นมหาสงครามทำให้คนทั้งโลกเกิดความเกลียดชังกัน ข้าฯ เห็นอาวุธมหาประลัยที่สามารถเผาผลาญมนุษย์ครั้งละแสนคนได้ภายในพริบตา ข้าฯ เห็นสภาพบ้านเรือนถูกเผาทำลายจนราบเรียบเป็นหน้ากลอง”
“ข้าฯ เห็นภัยพิบัติที่วิปริตที่สุดในโลก คลื่นยักษ์จากท้องทะเลถาโถมเข้าสู่ฝั่ง ไฟบรรลัยกัลป์แทรกตัวขึ้นจากใต้พื้นพิภพ ลมพายุหมุนพัดทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า ภูเขาและผืนดินแยกออกเป็นเสี่ยงๆ มันเคลื่อนตัวไปมาราวกับมันลอยอยู่บนผิวน้ำ”
“จากนั้นข้าฯก็รู้สึกว่า ตัวข้าฯนั้นเดินอยู่บนเส้นทางลอยฟ้าที่สูงกว่าเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้น ข้าฯ เดินไปบนเส้นทางนั้นพร้อมกับดาบที่มีแสงสว่างอยู่ในมือ ที่ปลายทางข้าฯ ได้พบกับผู้คนจำนวนนับพัน พวกเขาเป็นเสมือนสหายนักรบที่มีอาวุธครบมือ เมื่อข้าฯ ไปถึงพวกเขาต่างไชโยด้วยความดีใจเพราะเขากำลังรอข้าฯ อยู่”
“ซึ่งข้าฯ รู้สึกอุ่นใจที่ได้เจอพวกเขา เนื่องจากสถานที่ ที่อยู่ตรงหน้านั้นเป็นเสมือนที่ทำการขององค์กรขนาดใหญ่ ที่ดูน่ากลัว มีอำนาจยิ่งใหญ่และมีสมาชิกเป็นจำนวนมาก ผู้คนที่เป็นสมาชิกขององค์กรนี้จะอาศัยอยู่ภายใต้โดมสีแดงขนาดมหึมา ที่เปรียบเสมือนเป็นที่กักขังและเป็นเกราะกำบังไปในตัว ข้าฯ ได้ยินเสียงของผู้คนที่อยู่ในนั้นลอดออกมา คล้ายบทสวดอย่างพร้อมเพรียง ที่ผ่านมาเหล่าคนที่รอข้าฯ อยู่พยายามจะทำลายเกราะนั้น แต่เพราะวัสดุสีแดงนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าหินผา มันเป็นโดมที่ปิดมิดชิดในทุกทิศทาง แม้แมลงวันสักตัวก็ไม่สามารถจะเล็ดลอดเข้าไปได้ ข้าฯ รู้ดีว่าตนเองมาที่นี่เพื่อจะทำอะไร ข้าฯ มาเพื่อที่จะปลดปล่อยคนที่อยู่ในนั้นให้เป็นอิสระ แต่ด้วยจำนวนเพื่อนนักรบที่มีอยู่ในตอนนี้ ข้าฯ ไม่เห็นทางที่จะมีชัยได้เลย เปรียบเสมือนมดตัวเล็กๆ ที่กำลังจะต่อกรกับพญาช้างสาร”
“แต่เมื่อข้าฯ ชูดาบขึ้นความมหัศจรรย์ก็ปรากฏ เพียงข้ากรีดไปบนเกราะกำบังนั้นเบาๆ มันก็ขาดออกจากกัน ราวกับเป็นผ้าไหมเนื้อบางๆ หลังจากนั้นข้าฯและเพื่อนทั้งหมดจึงช่วยกันกรีดมันให้เป็นช่องจนทั่ว ข้าฯ เห็นผู้คนจำนวนมากทยอยกันเดินออกมาจากเกราะนั้น และทันทีที่เขาก้าวเดินออกมา ท้องฟ้าที่เคยเป็นสีเทาขมุกขมัว ดูแห้งแล้งไร้ชีวิตก็ค่อยๆ กลายเป็นสีฟ้าสดใส ดอกไม้นานาชนิดค่อยๆ ผลิบาน ทุ่งหญ้าเขียวขจีค่อยๆ ปรากฏขึ้น ป่าไม้พืชพันธ์ุธัญญาหารก็เจริญงอกงาม แทงยอดออกดอกออกผลบานสะพรั่ง เหล่าแมลงและผีเสื้อต่างโบยบินมาเกาะที่ดอกไม้ เสียงนกนานาชนิดส่งเสียงร้องดังก้อง ปรากฏสัตว์ป่าน้อยใหญ่เดินไปมาอย่างอิสระ …
ข้าแต่ผู้เป็นพระภาคของพระเจ้า ขอพระองค์ได้โปรดไขข้อข้องใจให้กับข้าฯ ด้วยเถิด” อชิตะร้องขอ หลังจากเล่าเรื่องราวจากภาพที่เห็นในนิมิตจบแล้ว
“ดูก่อนอชิตะ มีหลายเรื่องที่เจ้าอาจจะหลงลืม หรือไม่เคยมีความประสงค์ที่จะรู้ นั่นคือเกี่ยวกับอดีตชาติของเราทั้งสองคน” พระพุทธเจ้าพูด
“อดีตของเราหรือขอรับ… ภาพในนิมิตที่ข้าฯ เล่าให้ท่านฟังนี้มันเกี่ยวกับอดีตชาติของข้าฯ ด้วยหรือขอรับ” อชิตะถาม
“เกี่ยวทั้งอดีตและส่งผลไปยังอนาคตด้วย ภาพที่เจ้าเห็นนั้นคือภารกิจที่เจ้าจะต้องไปทำในอนาคต แต่เจ้าจะต้องรู้ว่า ที่มาของเรื่องราวนั้น มาจากอดีตตอนไหนและอย่างไร” พระพุทธเจ้าตอบ
“ขอพระองค์โปรดเล่าให้ข้าฯ ฟังด้วยเถิด” อชิตะร้องขอ
“ที่จริงเจ้าสามารถรู้ได้เอง เพราะมันคือประสบการณ์ของเจ้า และเจ้าก็มีทักษะการล่วงรู้อดีตชาติอยู่แล้ว” พระพุทธเจ้าเสนอแนะ
“แต่ข้าฯ ไม่รู้ว่า จะต้องรู้เรื่องอะไรนะสิขอรับ” อชิตะถาม
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะทบทวนความทรงจำนี้ให้กับเจ้าเอง” พระพุทธเจ้าตอบ
“เป็นความกรุณาอย่างสูงขอรับ” อชิตะพูด