อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๑๙.

๑๙.

เชื่อมโยงเหนี่ยวนำ

“นี่คือกลไกที่ทำให้โลกของเธอหมุนไงล่ะ นี่คือกระแสของวัตถุที่กำลังหมุนวนด้วยความเร็วสูง แรงเหวี่ยงของมันจะทำให้เกิดการ ‘เหนี่ยวนำ’ ให้โลกเกิดการหมุนรอบตัวเอง และเกิดการเคลื่อนที่พร้อมกับทำให้เกิดสนามแม่เหล็กที่ห่อหุ้มโลกเอาไว้ และเป็นสนามแม่เหล็กที่เชื่อมโยงเป็นระบบสุริยจักรวาล เชื่อมโยงเป็นระบบกาแล็กซีทางช้างเผือกและสุดท้ายก็เชื่อมโยงเป็นระบบเอกภพ” เขาตอบ

“อย่างไรนะ…เหนี่ยวนำๆ อะไร เชื่อมโยงๆ อย่างไร” ผมถาม

“เธอลองนึกถึงภาพอย่างนี้นา สมมุติว่าเธอถือลูกบอลไว้ในมือลูกหนึ่ง ถ้าบอลลูกนั้นมีของเหลวบรรจุอยู่ข้างในจำนวนหนึ่ง แล้วเธอก็จับมันเหวี่ยงเป็นวงกลมให้ของเหลวภายในเกิดการเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน จากนั้นเธอก็วางมันลงกับพื้น เธอจะเห็นว่าบอลลูกนั้นหมุนรอบตัวเอง มันคือกลไกแบบเดียวกัน ที่ทำให้โลกของเธอหมุนรอบตัวเองได้” เขาอธิบาย

“เพียงแต่อัตราความเร็วของการหมุนระหว่างเปลือกที่อยู่ภายนอกกับความเร็วของของเหลวที่อยู่ภายในนั้นจะแตกต่างกันมาก หากคิดอัตราส่วนแล้วจะเท่ากับ 1 ใน 12 ส่วน ซึ่งถ้าโลกของเธอหมุนด้วยอัตราความเร็ว 24 ชั่วโมงต่อรอบ ดังนั้นอัตราความเร็วของกระแสวัตถุธาตุที่เราเห็นอยู่นี้ จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากับ 2 ชั่วโมงต่อหนึ่งรอบ หรือถ้าคิดเป็นความเร็วที่อยู่ใกล้เส้นรอบวงของโลกก็จะราว 20,000 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง”

“ว้าว…เร็วมากเลยนะครับ” ผมอุทานเบาๆ

“และเนื่องจากอัตราความเร็วระหว่างของเหลวที่เคลื่อนตัวกับแผ่นเปลือกโลกมีความแตกต่างกันมาก ตรงจุดที่เรายืนอยู่นี้จึงเกิดการเสียดสีอย่างมหาศาล หากเธอสามารถได้ยินเสียงการเสียดสีนี้ได้ เธอจะรู้สึกถึงความน่าสะพรึงกลัวมากกว่านี้ มันจะดังยิ่งกว่าระเบิดปรมาณูระเบิดพร้อมกันเป็นพันๆ ลูก” เขาอธิบายเพิ่ม

“อืม…ผมกำลังสงสัยว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสนามแม่เหล็กโลก” ผมถามเพราะกำลังนึกภาพตาม

“ตอนที่เธอจับลูกบอลเหวี่ยงเป็นวงกลมนั้น เธอต้องทำให้มันเคลื่อนที่ใช่ไหม ของเหลวในนั้นจึงจะเกิดการเหวี่ยงและเกิดการหมุนรอบตัวเอง” เขาถาม

“อืม…ใช่ครับ” ผมตอบ

“แต่ในความเป็นจริง โลกของเธอไม่ได้ถูกกระทำจากภายนอกเหมือนกับที่เธอทำกับลูกบอล ในทางกลับกันของเหลวเหล่านั้น ถูกเหวี่ยงจากภายในโดยแรงระเบิดที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิสชั่น ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดแบบอัตโนมัติคือ โลกจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าแทน ซึ่งทิศทางของมันคือจะไปตามโครงข่ายสนามแม่เหล็กที่ถูกกำหนดไว้นั่นคือภายใต้อิทธิพลของดวงอาทิตย์ โดยโครงข่ายดังกล่าวส่วนหนึ่งมีจุดกำเนิดมาจากการหมุนรอบตัวเองของโลกด้วย ซึ่งปรากฏการณ์ที่ทำให้เธอรู้อย่างแน่ชัดว่า มันกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าคือแกนหมุนของโลกจะเอียง เทียบง่ายๆ กับลูกข่างที่เธอชอบเล่นกัน หากมันหมุนแบบแกนตั้งตรง มันจะไม่เคลื่อนที่ไปไหน แต่ถ้ามันเอียงเมื่อไหร่มันจะเคลื่อนที่” เขาอธิบาย

“แล้วสนามแม่เหล็กเกิดขึ้นตอนไหนครับ” ผมถามอีก

“ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล ถ้ามีการเคลื่อนที่โดยเฉพาะการเคลื่อนที่หมุนเป็นวงกลมหรือเป็นวัฏจักร มันจะเกิดสนามแม่เหล็กตามมาเสมอ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอะไร เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าเล็กๆ ที่เธอใช้ในชีวิตประจำวันหรือจะเป็นการหมุนรอบตัวเองของโลก สนามแม่เหล็กนี้จะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง จนมันเกาะเกี่ยวกันเหมือนเป็นห่วงโซ่ที่ร้อยเรียงเข้าด้วยกัน สนามแม่เหล็กหนึ่งก็เชื่อมโยงกับอีกสนามแม่เหล็กหนึ่ง ทุกๆ สนามแม่เหล็กจะต้องมีส่วนหนึ่งส่วนใดเชื่อมโยงกับสนามแม่เหล็กอื่นเสมอ ไม่ว่าสนามแม่เหล็กนั้นจะเล็กหรือใหญ่ สนามแม่เหล็กเล็กก็จะเชื่อมโยงกับสนามแม่เหล็กเล็ก เพื่อที่จะก่อตัวเป็นสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่ หากสนามแม่เหล็กใดที่ไม่มีความเชื่อมโยงกัน ไม่ส่งผลต่อเนื่องกันและกัน เราจะถือว่าสนามแม่เหล็กนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม เหมือนกับที่พวกเธอสร้างสนามแม่เหล็กปลอมขึ้นมามากมาย ซึ่งแน่นอนว่ามันจะต้องมีผลกระทบต่อสนามแม่เหล็กขนาดเล็กภายในร่างกายของเธอ จนทำให้เกิดความผิดปกติต่อระบบต่างๆ”

“เราจะรู้ได้อย่างไรครับว่าสนามแม่เหล็กไหนปลอมสนามแม่เหล็กไหนจริง” ผมถาม

“สนามแม่เหล็กจริงจะต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน มันจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบใหญ่ ซึ่งระบบที่ใหญ่ที่สุดคือระบบเอกภพที่จะต้องมีการเชื่อมโยงและสอดคล้องกันตลอดเวลา เธอรู้ไหมว่าตัวเธอเองก็ปลดปล่อยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาตลอดเวลาเหมือนกัน” เขาอธิบายพร้อมกับตั้งคำถาม

“อืม…ไม่รู้ครับ มันมีด้วยหรือ แล้วมันเกิดจากอะไรครับ” ผมถาม

“หากเธอพิจารณาลักษณะทางกายภาพของจิตที่เป็นตัวเธอหรือกล่องพลังงานของเธอ ที่เรามักจะเห็นเป็นแสงนั้น โดยระบบการทำงานของมันก็เกิดจากการหมุนวนด้วยความเร็วที่สูงมากเช่นกัน สูงจนเกิดปรากฏการณ์เป็นแสงสีขาว ซึ่งกล่องพลังงานนี้เองที่ทำหน้าที่สร้างรูปธรรมให้เป็นกายภาพของเธอขึ้นมา โดยการเหนี่ยวนำสสารเริ่มต้นที่อยู่รอบตัวมันให้ก่อเป็นรูปร่างตามรหัสที่ถูกกำหนดไว้ และทุกกระบวนการก่อรูป ที่อยู่รอบๆ กล่องพลังงานเหล่านี้ ก็จะเกิดสนามแม่เหล็กย่อยๆ ขึ้นมาจำนวนมาก” เขาอธิบาย

“ผมบอกตามตรงนะครับว่า ไม่สามารถเข้าใจเรื่องนี้ได้เลย อาจจะเป็นเพราะสมองผมไม่ได้ถูกออกแบบมาให้รับรู้เรื่องราวพวกนี้ก็ได้” ผมแสดงความเห็น

“และตัวจิตนี่เองที่ทำหน้าที่ผลิตคลื่นความถี่ในย่านต่างๆ ออกมาอีกมากมาย ตั้งแต่คลื่นความถี่ต่ำสุดจนไปถึงสูงสุด เพื่อให้มันเดินทางไปตามสนามแม่เหล็ก จากตัวมนุษย์เชื่อมไปกับสนามแม่เหล็กอื่นๆ ที่มันมีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งนี่คือที่มาของความสามารถในการควานหาข้อมูลจากจักรวาลภายใต้การทำงานของจิต” เขาอธิบายต่อ

“ผมไม่กล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่าผมเข้าใจ” ผมตอบ

“ช่างเถอะ… อีกไม่นานเธอก็จะเข้าใจมันทั้งหมดได้เอง แต่ไม่ใช่จากการอธิบายของฉันหรือจากใครๆ เธอจะเข้าใจมันด้วยตัวของเธอเอง เพราะทุกกระบวนการไม่ว่าจะเป็นกระบวนการภายในจิต หรือ กระบวนการภายนอก มันจะปรากฏเป็นผลลัพธ์ให้เธอต้องประหลาดใจกับการค้นพบองค์ความรู้ จนสามารถนำไปสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้อย่างไร้ขีดจำกัด” เขาทิ้งท้าย

“นับจากนี้เป็นต้นไปเราจะเดินทางเข้าสู่ส่วนที่เป็นเนื้อในของโลกแล้ว ที่ผ่านมามันยังเป็นแค่ส่วนของเปลือกโลกเท่านั้น” เขาพูด

“หา… นี่เราเพิ่งอยู่แค่เปลือกโลกเองหรือครับ”

“ใช่แล้ว ด้านหลังของเรานี้คือผนังที่มีลักษณะเป็นมวลแข็งหรือแผ่นเปลือกโลก ซึ่งมีความหนาหลายสิบกิโลเมตร แต่ถึงแม้ว่ามันจะหนาขนาดนั้น แต่ก็ยังถือว่าเป็นแค่แผ่นบางๆ เมื่อเทียบกับมวลของโลกทั้งหมด ในส่วนของแผ่นเปลือกโลกนี้มันก็จะมีรอยแยกบ้าง เป็นโพรงบ้าง เป็นรูเล็กบ้างใหญ่บ้าง ตามแต่รูปธรรมชั้นสูงผู้ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบจะกำหนดเอาไว้ เพื่อให้มีการผ่อนถ่ายน้ำหนักมวล จนเกิดความสมดุลของพื้นผิวดาวที่อยู่เหนือขึ้นไป เธอสามารถสังเกตสภาวการณ์ของโลกได้ง่ายๆ ว่ามันอยู่ในสภาวะปรกติหรือไม่ จากการปะทุของภูเขาไฟบนพื้นผิวโลกนี้แหละ เมื่อไหร่ที่มีการปะทุและการระเบิดมาก นั่นแสดงว่า โลกกำลังขาดความสมดุล ไม่ว่าจะเป็นด้านน้ำหนักมวลบนพื้นผิวดาวหรือด้านพลังงาน ถ้าโลกอยู่ในสภาวะปรกติ จะไม่มีภูเขาไฟระเบิดหรือแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเลย ทั้งสองสิ่งนี้มีความสัมพันธ์กันเสมอ เราจะไปกันต่อแล้วนะ เธอพร้อมไหม”

“พร้อมครับ” ผมตอบ