อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๑๔.

๑๔.

สร้างแบบพระเจ้า

“ก็เรื่องที่เธอถามฉันตอนระหว่างเดินทางเข้ามาในที่พำนักของฉันน่ะสิ”

“ขอโทษครับผมถามว่าอะไรนะครับ ผมลืมไปแล้วจริงๆ” ผมย้ำ

“ที่เธอถามว่ายานที่พำนักของฉันนี้ดูเหมือนไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นน่ะสิ” เขาทวน

“อ้อ…ใช่ๆ…นึกออกแล้ว นั่นสิครับ สิ่งที่ท่านเรียกว่าที่พำนักหรือยานของท่านนี้ รวมถึงอาคารต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในตัวยานนี้ผมรู้สึกว่า มันไม่ใช่เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เกิดจากการสร้าง ดูจากพื้นผิวที่เรานั่งอยู่หรือสวนเล็กๆ ที่อยู่บนนี้ มันดูเป็นสิ่งที่ผมเรียกว่าธรรมชาติมากกว่า มันดูไม่มีเครื่องยนต์กลไกใดๆ เลย” ผมย้ำในสิ่งที่เห็น

“พวกฉันใช้หลักการสร้างแบบเดียวกับพระเจ้า” เขาตอบแบบเปิดประเด็น

“สร้างแบบเดียวกับพระเจ้า…สร้างอย่างไรครับ” ผมทำท่าคิดตาม

“เวลาที่มนุษย์จะสร้างอะไร มนุษย์ก็จะใช้หลักการสร้างแบบมนุษย์ ซึ่งเป็นแบบที่เราเพิ่งพูดถึงไป คือยังอยู่บนความไม่สมบูรณ์แบบ ขณะที่นิยามของความสมบูรณ์แบบที่สุดของพระเจ้าคือ การสร้างโดยไม่ต้องสร้าง” เขาตอบ

“เออ…ผมว่าท่านต้องอธิบายเรื่องนี้ยาวหน่อยแล้วละครับ” ผมพูด

“หลักการสร้างโดยไม่ต้องสร้างของพระเจ้าคือ พระเจ้าจะกำหนดสิ่งที่เป็นหัวใจของสิ่งที่จะสร้างขึ้นมาก่อน แล้วปล่อยให้หัวใจสร้างสิ่งนั้นขึ้นแทน ซึ่งคำว่าหัวใจนั้นประกอบด้วยพลังงานที่สามารถสร้างพลังงานด้วยตัวเอง และพร้อมกับใส่รหัสที่จะกำหนดว่าสิ่งที่จะสร้างนั้นมีรูปแบบหรือคุณสมบัติแบบไหน ดังนั้นการสร้างสิ่งประดิษฐ์ของฉันจึงมีความคล้ายคลึงกับการสร้าง สัตว์ พืช ทุกสรรพสิ่ง รวมถึงตัวมนุษย์ ในแบบของพระเจ้า”

“โดยหลักการสร้างมนุษย์ของพระเจ้าคือ สร้างสิ่งหนึ่งที่เปรียบเสมือนเป็นหัวใจเพื่อมาทำหน้าที่เป็นแกนกลาง โดยประกอบเข้ากับรหัสต่างๆ ที่จะกำหนดว่ามนุษย์คนนั้นจะมีรูปร่างแบบไหน มีอวัยวะอะไร มีคุณสมบัติอย่างไร ซึ่งคำว่าหัวใจนี้ไม่ได้หมายถึงหัวใจที่ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดในร่างกายของเธอเนะ หัวใจในที่นี้หมายถึงกล่องพลังงานหรือที่เธอเรียกว่า ‘จิตวิญญาณ’ ซึ่งจิตวิญญาณจะทำหน้าที่เป็นผู้สร้างและทำหน้าที่ผลิตพลังงาน มนุษย์จึงไม่ได้เกิดจากการปั้นของพระเจ้าอย่างที่เธอเข้าใจ แต่พระเจ้าหรือจิตพระเจ้าที่เป็นตัวเธอนั้นเป็นผู้ใส่รหัส หรือคล้ายกับการใส่รหัสในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เธอรู้จักกันในปัจจุบัน สิ่งต่างๆ ที่ปรากฏบนหน้าจอของเธอก็ล้วนเกิดจากการใส่รหัสเข้าไปทั้งสิ้น”

“ทุกสิ่งทุกอย่างที่พระเจ้าสร้างขึ้น จึงมีสิ่งที่เรียกว่าหัวใจนี้อยู่ทั้งสิ้น หรือพูดง่ายๆ ว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนมีจิตวิญญาณ และตัวจิตวิญญาณนี้ก็มาจากตัวตนของพระเจ้า” เขาอธิบาย

“ท่านครับที่ท่านพูดว่าทุกสรรพสิ่งมีจิตวิญญาณ ถ้าอย่างนั้นก้อนหินก็มีจิตวิญญาณด้วยอย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม

“ตัวก้อนหินเล็กๆ นั้นไม่มี แต่ก้อนหินเป็นปรากฏการณ์ของจิตวิญญาณหรือผลลัพธ์ของหัวใจที่ให้มันตั้งอยู่” เขาอธิบายเพิ่ม

“หัวใจของมันคืออะไรครับ” ผมถาม

“ดาวโลกหรือดาวไกอาที่เธออาศัยอยู่นี่ไง” เขาตอบ

“โลกมีจิตวิญญาณด้วยหรือครับ” ผมถาม

“เธอเคยได้ยินคำว่า ‘แม่โลก’ หรือ ‘แม่ธรณี’ บ้างไหมล่ะ” เขาถาม

“เคยครับ… เคยได้ยินจากพวกชนเผ่าหรือในบันทึกของคนโบราณที่เค้าใช้เรียกโลกเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ ครับ” ผมตอบ

“เธอไม่ควรตัดสินสิ่งใดบนพื้นฐานความรู้หรือความเชื่อของตัวเองนะ ผู้คนเหล่านั้นถึงแม้จะอยู่ในป่าในเขา ไม่มีวิทยาการที่ล้ำสมัย แต่ส่วนใหญ่ที่เป็นผู้นำชนเผ่านั้น มักจะเป็นตัวแทนในการสื่อสารกับพระเจ้า ซึ่งความรู้บางอย่างพวกเขาก็ได้มาจากพระเจ้า บางเรื่องที่เขาเชื่อและสื่อสารต่อๆ กันมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า ‘แม่โลก’ พวกเขาล้วนเข้าใจความหมายเรื่องจิตวิญญาณ ซึ่งเขารู้ดีว่าโลกมีจิตวิญญาณ” เขาพูดเชิงตำหน

“อ้อ..ขอโทษครับ…. โลกมีจิตวิญญาณแบบมนุษย์เลยหรือครับ” ผมถาม

“เธอคิดว่าต้นไม้มีชีวิตไหม…” เขาถาม

“มีครับ” ผมตอบ

“แล้วเธอคิดว่า จิตวิญญาณของต้นไม้เหมือนกับของมนุษย์ไหม” เขาถามต่อ

“อืม… น่าจะเหมือน แต่ก็ไม่เหมือน” ผมตอบแบบลังเล

“คำตอบที่เธอได้นั้นถูกต้อง ‘เหมือนแต่ไม่เหมือน’ ที่เหมือนคือมีจิตวิญญาณที่เปรียบเสมือนเป็นหัวใจในการเป็นสิ่งนั้น แต่ที่ไม่เหมือนคือ จิตวิญญาณของต้นไม้ไม่ได้ถูกแบ่งออกมาทำหน้าที่ขับเคลื่อน เหมือนมีพลขับอย่างของมนุษย์ เพราะต้นไม้เคลื่อนที่ไม่ได้ ดังนั้นต้นไม้จึงไม่มีจิตสำนึก มีแต่จิตวิญญาณที่ประกอบเข้ากับรหัสว่าจะเป็นต้นไม้อะไร มีลำต้นอย่างไรมีดอกมีผลอย่างไร และทำหน้าที่กำเนิดรูปธรรมใหม่หรือที่เธอเรียกว่าการขยายพันธุ์อย่างไรเท่านั้น” เขาตอบ

“ดังนั้นในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ พวกเราจึงเลียนแบบวิธีการสร้างของพระเจ้า แต่จะมีความต่างอยู่พอสมควรเพราะหัวใจที่ใส่ลงไปนั้นมันคือตัวฉันเอง ดังนั้นเมื่อเธอเห็นสิ่งประดิษฐ์ของพวกเรา เธอจึงเห็นคล้ายกับว่ามันเป็นธรรมชาติ ไม่ได้มีเครื่องยนต์กลไกใดๆ อย่างที่เธอเข้าใจ แต่ที่จริงมันมีกลไกเหมือนกัน เพียงแต่รูปแบบจะไม่เหมือนกับที่เธอเคยเข้าใจ” เขาอธิบายเสริม

“แล้วท่านสร้างมันได้อย่างไรครับ” ผมถาม

“เธอถามง่าย แต่ตอบยากนะ เอาเป็นว่าถ้าเธอรู้ว่า ตัวเองมีอำนาจดุจเดียวกับพระเจ้า หรือเธอรู้ว่าเธอเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า เธอจะทำได้ทุกสิ่ง แต่ถ้าเธอคิดว่าเธอเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง โดยเฉพาะเป็นมนุษย์โลกที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดมากมาย เธอก็จะเห็นแค่ความเป็นไปได้ตามข้อจำกัดนั้นๆ สำหรับพระเจ้าถึงแม้พระเจ้าจะไม่มีมือไม่มีแขนขา แต่เธอรู้ไหมว่าพระเจ้ามีอะไร” เขาถาม

“เออ… มีอำนาจจิตไหมครับ” ผมตอบตามที่มันผุดขึ้นในหัว

“ใช่แล้ว และเมื่อฉันมีอำนาจจิตดุจเดียวกับพระเจ้า ฉันก็แค่ใส่ความต้องการเข้าไปในวัตถุธาตุที่ฉันใช้เป็นสื่อกลาง ให้มันก่อเป็นรูปต่างๆ ตามที่ฉันต้องการ โดยที่ฉันจะทำหน้าที่เป็นหัวใจของมัน ฉะนั้นการสร้างยานลำนี้มันจึงเริ่มจากฉัน ที่จริงมันคือตัวฉันเลยด้วยซ้ำ” เขาตอบ

“มนุษย์ที่ไม่เข้าใจหลักการแบบนี้ เมื่อเห็นการสร้างลักษณะนี้ เขาจึงให้คำจำกัดความว่ามันคือการ ‘เนรมิต’ วิทยาการของพวกเธอยังต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้อีกมากพอสมควร ซึ่งก็จะอยู่ในยุคหน้า ที่จะมาถึงเร็วๆ นี้ โดยเธอต้องทำหน้าที่ไปสอนพวกเขา” เขาพูด

“โอ้…เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ผมจะเอาอะไรไปสอน ผมไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่าง” ผมรีบตอบ

“เธอไม่จำเป็นต้องสอนขั้นตอนรายละเอียดหรือในส่วนที่เป็นความรู้ เพียงแค่เธอสอนหลักการเพื่อไปรู้ก็พอ คนที่มีหน้าที่หรือคนที่มีพันธกิจว่าจะมาทำอะไร เมื่อเขาฟังสิ่งที่เธอพูดเขาจะรู้เองว่าต้องทำอย่างไร แต่ข้อสำคัญคน คนนั้นจะต้องมีทักษะการเข้าถึงองค์ความรู้จากจักรวาล หรือจากพระเจ้าให้ได้เสียก่อน ความสามารถของเขาจึงจะปรากฏ ดังนั้นสิ่งที่เธอต้องสอนคือหลักการและวิธีการเข้าถึงองค์ความรู้จากจักรวาล ด้วยการมีความรักดุจเดียวกับพระเจ้าหรือการเป็นพระเจ้า” เขาแนะนำ

“… ค่อยยังชั่วหน่อย” ผมพูดแบบโล่งอก

“ท่านครับ ‘ยุคหน้า’ ที่ท่านพูดถึงเมื่อสักครู่นี้จะมีลักษณะเป็นอย่างไรครับ” ผมถามขึ้นเพราะแอบรู้สึกกังวลในภารกิจของตัวเอง

“ฉันบอกได้เลยว่ามันจะน่าตื่นเต้นมากๆ แต่ถ้าจะให้อธิบายว่ามันจะเป็นอย่างไร ฉันบอกตามตรงว่า ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะมนุษย์มีความอิสระ เพราะพวกเขาก็พร้อมที่จะทำอะไรก็ได้ขึ้นอยู่กับจิตสำนึกในเวลานั้น ซึ่งอย่างที่ฉันบอกเธอเสมอว่า พระเจ้าต้องการได้รับประสบการณ์แห่งการสร้างสรรค์ ซึ่งประสบการณ์แห่งการสร้างสรรค์แบบไร้ขีดจำกัดที่จะเกิดขึ้นบนโลกในยุคหน้านี้ ก็จะไม่เหมือนกับที่ไหนๆ ในจักรวาล ถ้าจะบอกว่าเหมือนกับดาวดวงไหนไหม ฉันบอกเลยว่าไม่เหมือน เพราะมนุษย์โลกเวลานั้นยังอยู่ในสภาวะแห่งการลืม หรือไม่รู้อดีตชาติเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จะผิดกันตรงที่พวกเขาจะอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ หรืออยู่ในสนามพลังงานใหม่เท่านั้น” เขาตอบ

“เป็นไปได้ด้วยหรือครับที่ท่านไม่รู้และพระเจ้าเองก็ยังไม่รู้… แปลกจัง” ผมตั้งข้อสังเกต

“เพราะประสบการณ์แบบนี้ ยังไม่เคยเกิดขึ้นในจักรวาลมาก่อนนะสิ” เขาตอบ

“ไม่เข้าใจอยู่ดีครับ” ผมตอบ