อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๑๖.

๑๖.

กายา

“ได้สิ…ที่ฉันพูดว่าจิตวิญญาณของโลก ก่อนอื่นเธอต้องไม่เอาคุณลักษณะที่เป็นจิตวิญญาณแบบมนุษย์ไปเปรียบเทียบกับคุณลักษณะทางจิตวิญญาณของโลกอย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นมันจะทำให้เกิดความสับสนเหมือนกับที่เธอรู้ว่าจิตวิญญาณของมนุษย์ไม่เหมือนกับจิตของต้นไม้นั่นแหละ คำว่าจิตเป็นคำที่ฉันใช้เรียกแทนหัวใจในการสร้างและการขับเคลื่อนสำหรับตัวมนุษย์และสัตว์เท่านั้น ดังนั้นตอนนี้ฉันจะใช้คำใหม่เพื่อเรียกแทนจิตวิญญาณของโลก เอาเป็นว่า ฉันจะเรียกสิ่งนี้ว่า ‘กายา’ ก็แล้วกัน สิ่งนี้มีคุณลักษณะเป็นกล่องพลังงาน ทำหน้าที่หลายอย่างพร้อมๆ กัน” เขาเริ่มอธิบาย

“ประการแรกคือ ‘ทำหน้าที่เชื่อมโยงและถ่ายเทพลังงานกับสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนโลกทั้งหมด’ อย่างที่เธอเคยรู้มาแล้วว่า มนุษย์ทุกคน สัตว์ทุกตัว พืชทุกต้นจะต้องทำหน้าที่ปลดปล่อยพลังงานชนิดหนึ่งเพื่อป้อนเข้าสู่ใจกลางของโลก พลังงานนี้จะไปทำปฏิกิริยากับก้อนธาตุออกซิเจนบริสุทธิ์เพื่อให้เกิดการระเบิดและแตกตัว เกิดเป็นการเคลื่อนที่และหมุนรอบตัวเองของโลก เกิดเป็นก๊าซออกซิเจน ลอยตัวสูงขึ้นเพื่อใช้เป็นทั้งตัวขับดันไม่ให้แผ่นเปลือกโลกยุบตัว, เป็นทั้งเกราะป้องกันอันตรายจากเศษอุกกาบาตและขยะอวกาศ เวลาที่ออกซิเจนเหล่านั้นลอยตัวสูงขึ้นเหนือแผ่นเปลือกโลก และตัวก๊าซออกซิเจนก็ยังเป็นกลไกการหล่อเลี้ยงชีวิตทั้งหมดบนโลกด้วย หากจะนิยามหน้าที่ประการแรกนี้ของกายา ในอดีตจึงมีคนนิยามว่าคือ ‘แม่’ เพราะคุณสมบัตินี้เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงให้ลูกทั้งหมดที่อยู่บนโลกมีชีวิต เป็นเหมือนมารดาที่อุ้มครรภ์เพราะมนุษย์ทุกคนก่อนที่จะมาเกิดบนโลกครั้งแรกดวงจิตของเขาจะต้องมาเริ่มต้นที่นี่ ตัวของกายาจึงทำหน้าที่ถ่ายเทพลังงานไปมาระหว่างเธอกับจิตแห่งจักรวาล โดยเฉพาะพลังงานที่เรียกว่า ‘ความรักความเมตตา’ ซึ่งสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกต้องผลิตพลังงานความรักนี้ป้อนให้กายา เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตของกายาหรือโลกด้วย” เขาอธิบาย

“ประการที่สอง ‘ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับต้นกำเนิด’ กายาจะทำหน้าที่รับสัญญาณโดยตรงกับจิตจักรวาลหรือจิตพระเจ้า หากมีความผิดปกติอะไร พระเจ้าจะรู้ทันทีผ่านกายา ซึ่งกายาของโลกก็จะมีการเชื่อมโยงกับกายาของดาวดวงอื่นๆ ด้วย เพราะดาวทุกดวงก็มีกายาเป็นของตนเองเหมือนกัน เธอสามารถสังเกตง่ายๆ ว่าดาวดวงไหนมีกายาหรือไม่ มีคือกายภาพภายนอกจะมีสัญญาณเป็นทรงกลม หากดาวดวงไหนไม่เป็นทรงกลมแสดงว่าไม่มีกายา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วทั้งเอกภพแทบจะไม่มีดาวดวงไหนเลยที่ไม่เป็นทรงกลม” เขาอธิบาย

“เออ…ผมเคยสงสัยเหมือนกันครับว่า ทำไมโลก ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และดวงดาวทั้งหลายถึงเป็นทรงกลม” ผมแสดงความเห็นจากสิ่งที่เคยสงสัย

“รูปทรงที่เธอเห็นนั้นเป็นผลลัพธ์ ที่แสดงออกมาเป็นกายภาพของกายา เพราะสภาวะทางพลังงานที่เป็นแกนกลางนั้นเป็นทรงกลม” เขาอธิบายเสริม

“ประการที่สาม ‘สร้างความสมดุล’ เรื่องนี้มีความสำคัญระดับจักรวาลเลย เธอคิดว่า สิ่งที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้เกิดการหมุนรอบตัวเองจนเกิดเป็นกลางวันกลางคืนอย่างเที่ยงตรง เป็นสิ่งที่ขับเคลื่อนระบบสุริยะจักรวาล เกิดเป็นการนับเดือนนับปีอย่างแม่นยำ ให้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนระบบกาแล็กซี ให้หมุนรอบตัวเอง เกิดเป็นระบบจักรราศีอย่างเที่ยงตรงแม่นยำ เป็นสิ่งที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเอกภพทั้งระบบให้หมุนวนและเคลื่อนที่ จนเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นวัฏจักรของเวลาและเป็นมหายุคที่ใหญ่ที่สุด มันจะเป็นแค่วัตถุที่ล่องลอยไร้แบบแผนอย่างนั้นหรือ เป็นไปไม่ได้หรอก นักวิทยาศาสตร์และคนส่วนใหญ่บนโลกของเธอคิดเช่นนั้น เมื่อโลกของเธอที่เปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางของเอกภพ กายาจึงต้องทำหน้าที่สร้างความสมดุลให้เกิดความเที่ยงตรงแม่นยำ”

“อืม” ผมได้แต่ฟังโดยไม่ออกความเห็น

“ประการที่สี่ หน้าที่สำรองข้อมูล ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ เธอรู้ไหมว่าอะไรสำคัญที่สุด” เขาเริ่มอธิบายโดยการตั้งคำถาม

“อืม… จิตของพระเจ้ามั้งครับ” ผมตอบเท่าที่จะคิดออก

“ก็จริงของเธอนะ ที่จิตของพระเจ้าสำคัญที่สุด แต่ถ้าจิตของพระเจ้ามีแต่จิตหรือมีแต่ความรู้สึกเฉยๆ ไม่มีการรับรู้เหตุการณ์ใดๆ ในจักรวาล พระเจ้าจะยังสำคัญอยู่อีกไหม” เขาถามต่อ

“แล้วอะไรล่ะครับ ที่สำคัญที่สุด” ผมถาม

“เรื่องราวหรือประสบการณ์ของทุกๆ คน ตั้งแต่การเริ่มต้นของเวลานะสิ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เป็นคนสำคัญระดับพระราชาผู้นำประเทศหรือคนจรจัดข้างถนน ทุกเรื่องราวล้วนเป็นประสบการณ์ที่พระเจ้าต้องการจะเก็บรักษาไว้อย่างดี เมื่อเรารู้ว่าพระเจ้าคือแหล่งข้อมูลจากทั่วทั้งเอกภพที่ถูกส่งมาจากทุกดวงจิต จนเกิดเป็นแหล่งความรู้สากลขนาดใหญ่ กายาก็เป็นแหล่งเก็บข้อมูลทั้งหมดที่เคยเกิดขึ้นบนโลกใบนี้เช่นกัน ที่นี่จึงเป็นแหล่งความรู้ที่มนุษย์โลกสามารถเอาไปใช้ได้ ถึงแม้ว่าเขาจะมีความรักระดับต่ำสุดคือรักตนเอง รักพวกพ้อง รักองค์กร นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคนที่สามารถคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ สามารถสร้างสรรค์ผลงานเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง ถึงแม้จะไม่ได้ทำจากความรักระดับสูงสุด แต่ก็สามารถดึงเอาความรู้มาใช้ได้ เพราะใครก็ตามที่ตั้งคำถามหรือตั้งเจตจำนงอันแน่วแน่ ว่าจะทำสิ่งใด เขาก็จะสามารถเข้าถึงความรู้นี้ได้เพราะความรู้เหล่านี้เป็นความรู้ที่อยู่ภายใต้แหล่งสำรองข้อมูลของกายา” เขาพูด

“โอ้…ว้าว… แล้วกายาอยู่ที่ไหนครับ” ผมถาม

“โลกของเธอเป็นทรงกลม เธอคิดว่าแกนกลางของทรงกลมจะอยู่ตรงไหนล่ะ” เขาถามกลับ

“เออ…ก็น่าจะอยู่ตรงกึ่งกลางของเส้นผ่านศูนย์กลางใช่ไหมครับ” ผมตอบ

“ใช่แล้ว สิ่งนี้เป็นรูปแบบพื้นฐานทางพลังงานของกายา รูปแบบนี้ถือว่าเป็นรูปแบบพื้นฐานที่สุด เพราะทุกสรรพสิ่งก็มีจุดเริ่มต้นจากจุดศูนย์กลางเช่นกัน หากเรียงลำดับความซับซ้อนน้อยที่สุดไปหามากที่สุด ทุกสรรพสิ่งก็จะเริ่มต้นจากรูปแบบทางพลังงานลักษณะนี้ทั้งสิ้น” เขาตอบ

“ทำไมถึงมีการเกิดของกายาและมันเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” ผมถาม

“หากนับตั้งแต่ครั้งก่อนปฐมกาล หรือในครั้งแรกที่ปรากฏดวงจิตหนึ่งเดียวเกิดความรู้สึกถึงความมีตัวตนและมีความสำนึกรู้ ครั้งนั้นจิตดวงนั้นพบว่าตัวเองกำลังล่องลอยอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า ไม่ปรากฏสิ่งใดนอกจากความมืดมิด เมื่อนั้นคำถามแรกจึงเกิดขึ้นจากความสงสัยคือ ‘ยังมีสิ่งใดนอกจากฉันอีกไหม’ จิตนั้นจึงออกตามหาไปในความมืดมิดและความว่างเปล่า แต่ไม่ว่าจะสำรวจไปทางไหน บนล่าง, ซ้ายขวา, หน้าหลัง ด้วยความเร็วสูงหรือเชื่องช้า ก็ไม่พบสิ่งใดๆ เลย และดูเหมือนว่าการสำรวจครั้งนั้นจะไม่มีความแตกต่างใดๆ ระหว่างการหยุดนิ่งและการเคลื่อนที่ ไม่มีความเร็วไม่มีความช้า ไม่มีความใกล้ไม่มีความไกล ไม่มีซ้ายขวาหน้าหลัง เพราะไม่มีสิ่งใดๆ จะใช้ในการเปรียบเทียบให้เห็นว่ามันเร็วหรือช้า

เมื่อจิตนั้นไม่พบสิ่งใด เขาจึงมีความปรารถนาที่จะมีใครสักคนเป็นเพื่อน ทันทีที่ตั้งความประสงค์ ทันใดนั้นก็ปรากฏดวงจิตเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งดวงจากการแยกออกมาจากดวงจิตเดิม โดยคุณลักษณะของจิตที่ปรากฏขึ้นใหม่นี้เป็นแบบเดียวกับที่เขาเป็นคือเป็นเพียงดวงพลังงาน ที่ไร้กายภาพ ซึ่งจิตพระเจ้าก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าตัวตนของเขานั้นมีลักษณะเป็นเช่นใด เพราะดูได้จากดวงจิตที่เพิ่งปรากฏขึ้นมาใหม่นี้เอง

เมื่อดวงจิตพระเจ้าและดวงจิตลำดับที่สองเริ่มมีการสนทนากัน ทั้งสองก็ตกลงกันว่า จะช่วยกันกำหนดสร้างดวงจิตใหม่ขึ้นอีก เวลานั้นทั้งคู่จึงกำหนดสร้างดวงจิตอีกมากมายจนนับไม่ถ้วนด้วยวิธีการแบ่งตัวเองให้เป็นสอง และทุกดวงจิตที่แบ่งตัวเองแล้วก็แบ่งตัวเองเป็นสองต่อไปเรื่อยๆ มันจึงเป็นการแบ่งตัวเองแบบไร้ขีดจำกัด เป็นเหมือนปฏิกิริยาลูกโซ่ จนผลลัพธ์สุดท้ายก็ปรากฏดวงจิตที่มีลักษณะเดียวกันระยิบระยับเต็มพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลนี้

สิ่งที่ปรากฏตอนนี้คือ ทุกดวงจิตที่แบ่งตัวเองมาแล้วยังมีคุณสมบัติเช่นเดิมทุกประการ และทุกดวงจิตก็ไม่อยู่ภายใต้กฎของรูปร่างและขนาดอีกด้วย โดยไม่สามารถวัดขนาดได้ว่าใหญ่หรือเล็ก เพราะดวงจิตเหล่านั้นจะมีสถานภาพเหมือนเดิมทุกประการ

ถึงแม้ว่าเวลานี้จะเกิดกฎของ ‘พื้นที่’ ขึ้นแล้ว เพราะมีตำแหน่งที่ตั้งของดวงจิตที่มีจำนวนมากมายมหาศาลจนนับไม่ได้ตั้งอยู่ จนสามารถรับรู้ถึงอาณาเขตอันกว้างใหญ่ที่เกิดขึ้น แต่มันยังไม่ปรากฏเป็นกลไกอื่นๆ เพราะเป็นสภาวะไร้รูปธรรม

จึงเกิดข้อตกลงระหว่างดวงจิตที่แบ่งตัวเองออกมามารวมกันว่าจะกำหนดให้เป็นรูปธรรมแบบไหน โดยใช้ดวงจิตที่ถูกแบ่งออกมานี้เป็นแกนกลาง ดังนั้นโดยเนื้อแท้ของกายาจึงประกอบขึ้นจาก ‘ความสำนึกรู้หนึ่ง’ หรือ ‘ดวงจิต’ ที่มีคุณสมบัติเป็นกล่องพลังงาน ที่จะมาทำหน้าที่สร้างกายภาพของโลกว่า จะมีคุณลักษณะอย่างไร ผ่านรหัสที่มีคุณสมบัติเดียวกับพระเจ้า ซึ่งแต่ละดวงจะเป็นผู้กำหนดเอง

ก่อนหน้านี้ฉันได้อธิบายเธอไปแล้วว่า เวลาที่พระเจ้าจะสร้างอะไรสักอย่าง พระเจ้าไม่ได้เป็นผู้ลงมือสร้างด้วยตัวเอง แต่พระเจ้าจะใช้วิธีกำหนดคุณสมบัติลงไปในหัวใจแต่ละดวงด้วยรหัส แล้วปล่อยให้หัวใจนั้นสร้างรูปธรรมของตัวมันเอง และตอนนั้นแต่ละดวงจิตจึงทำหน้าที่สร้างตัวเองให้เป็นรูปธรรมหรือเป็นดวงดาวต่างๆ ผ่านรหัสของพระเจ้าที่อยู่ในดวงจิตของแต่ละดวงอีกที กายาจึงถือได้ว่าเป็นประดิษฐกรรมประเภทแรกๆ ที่พระองค์กำหนดสร้างขึ้น ดังนั้นมันจึงยังไม่มีความซับซ้อนหรือสมบูรณ์แบบมากนัก” เขาอธิบาย

“มีอะไรที่ยังไม่สมบูรณ์อีกหรือครับ” ผมสงสัยเพราะไม่เห็นว่ากายาจะมีอะไรบกพร่อง