อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๕๘.

๕๘.

พระเจ้าทันใจ

“วันนั้นพระพุทธเจ้าได้ตัดสินใจเดินทางขึ้นทางเหนือ เพื่อไม่ให้สวนทางกับเธอซึ่งกำลังเดินทางมาจากทางใต้ และเมืองแรกที่พระองค์ต้องไปคือหนึ่งในกลุ่มเมืองปัญจนคร แคว้นปัญจาละ  ซึ่งเมืองนี้กินอาณาเขตกว้างขวาง มีเขตปกครองย่อย หรือมีเมืองบริวารถึง 5 เมือง ได้แก่เชียงม่วน เชียงยืน เชียงคำเหนือหรือเชียงราย เชียงคำใต้ โดยมีเมืองหลวงคือเมืองเชียงแสน เมืองแรกในกลุ่มเมืองที่พระพุทธเจ้าไปถึงคือเมืองเชียงคำใต้ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเล็กๆ ซึ่งเป็นต้นแม่น้ำอจิรวดีที่ไหลไปยังเมืองสาวัตถี ต่อมาราว 1800 ปีหลังจากที่พุทธเจ้าปรินิพพาน มีเจ้าเมืองชื่อว่าพญาญาวได้รับการแต่งตั้งจากเมืองหลวงเชียงแสนให้มาปกครองเมืองนี้ เขาได้พัฒนาเมืองให้เจริญรุ่งเรืองทางด้านการค้าขาย ทำให้มีเงินทองมากมาย จนตั้งตัวเป็นเอกราชและประกาศอิสรภาพจากการเป็นอาณานิคมของปัญจนคร และตั้งชื่อเมืองนี้ใหม่ว่าเมืองพญาญาวดี กาลเวลาผ่านไปชาวเมืองมักจะทอนเสียงให้สั้นลงเป็นเมืองพระยายาว, เมืองพระยาว จนกลายมาเป็น พะเยาในปัจจุบัน” ท่านโภเชอธิบาย

“อ้อ…จังหวัดพะเยานั่นเอง ท่านสามารถบอกตำแหน่งของเมืองโบราณนี้ได้ไหมครับว่ามันอยู่ตรงไหน เผื่อผมจะมีโอกาสเดินทางไปสำรวจ” ผมถาม

“ปัจจุบันเมืองนี้ตั้งอยู่กลางอ่างเก็บน้ำที่เรียกว่ากว๊านพะเยา แต่เดิมเมืองนี้เป็นที่ราบลุ่ม พื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากเป็นตะกอนดินของปากแม่น้ำ สะสมมาตั้งแต่อดีตกาล สภาพเมืองมีลักษณะเป็นคลองเล็กคลองน้อยใช้สำหรับสัญจร และมีหนองน้ำขนาดใหญ่เพื่อใช้ในการเพาะปลูกและบริโภค เมืองนี้เคยถูกทิ้งร้างเนื่องจากผู้คนถูกเกณฑ์ไปรบกับกรุงศรีอยุธยา และเมื่อไม่ถึงร้อยปีมานี้ ทางรัฐบาลได้สร้างประตูปิดกั้นทางน้ำเพื่อเก็บไว้ใช้ในหน้าแล้ง จนทำให้น้ำท่วม ทั้งเมืองจึงกลายเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่อย่างที่เธอเห็นในปัจจุบัน” ท่านโภเชอธิบาย

“โอ้!..น่าเสียดายจังเลยครับ” ผมพูด

“ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้าเดินทางไปพร้อมกับสาวกคนสนิทจำนวนหลายสิบคน หากฉันเอ่ยชื่อ คิดว่าเธอต้องรู้จักชื่อเสียงของพวกเขาดีทุกคน เพราะเขาเหล่านั้นคือผู้ที่ได้ชื่อว่าบรรลุสัจธรรมสูงสุดและเป็นพระอรหันต์ในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาทั้งสิ้น แต่มีอยู่คนหนึ่งที่เธออาจจะไม่รู้จัก และในประวัติศาสตร์ไม่มีการบันทึกเรื่องราวของเขาไว้เลย หรือถ้ามีก็มักไม่ตรงกับความเป็นจริง” ท่านโภเชพูดเหมือนเปิดประเด็น

“เขาคือใครครับ” ผมถามทันที

“พระยาอโศกแห่งเมืองโกสินารายณ์” ท่านโภเชตอบ

“ท่านหมายถึงพระเจ้าอโศกมหาราช หรือเปล่าครับ” ผมถาม

“คนละคนกัน พระเจ้าอโศกคนนั้นมีบทบาทในช่วงหลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วกว่าสองร้อยปี ส่วนพระยาอโศกคนนี้เขามีชีวิตร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้าเลย” เขาตอบ

“แล้วพระยาอโศกคนนี้เป็นใครหรือครับ” ผมถาม

“คำว่าพระยาหรือพระเจ้าก็คือกษัตริย์ ทุกคนจึงเรียกเขาว่าพระยาอโศกแห่งเมืองโกสินารายณ์ มันเป็นช่วงเวลาที่เขาเดินทางไปพบพระพุทธเจ้าที่เมืองสาวัตถีพอดี และได้ดวงตาเห็นธรรม เขาจึงอาสาช่วยเหลืองานของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นจังหวะที่พระพุทธเจ้ามีดำริจะเดินทางไปเผยแผ่ศาสนาในแว่นแคว้นต่างๆ เขาจึงขอติดตามไปพร้อมกับข้าราชบริพารจำนวนหนึ่ง ดังนั้นทุกที่ที่พระพุทธเจ้าไปถึง พระองค์จะอธิษฐานจิต และดูทำเลที่เหมาะสมสำหรับให้ศาสนาของพระองค์มาลงหลักปักฐานในอนาคต เมื่อพบสถานที่ที่เหมาะสมแล้ว เช่นเชิงเขาใกล้ชุมชน, ถ้ำหรือบริเวณที่เหมาะสมจะเป็นวัดหรือจะเป็นเมืองในอนาคต พระองค์จะลูบเอาเส้นผมของพระองค์จำนวนหนึ่งบรรจุใส่ผอบเล็กๆ และมอบให้พระยาอโศกนำไปฝังไว้ใต้ดิน ณ บริเวณแห่งนั้น” เขาอธิบาย

“ทำไมพระพุทธเจ้าถึงทำแบบนั้นล่ะครับ” ผมถาม

“ประการแรกเพื่อเป็นการตั้งอธิษฐานจิตว่า อนาคตศาสนาของพระองค์จะมาเจริญรุ่งเรือง ณ ที่แห่งนี้ ประการที่สองเป็นการทำสัญลักษณ์เพื่อให้สาวกของพระองค์ที่จะมาเผยแผ่ศาสนาในอนาคต และเพื่อจะเป็นที่บรรจุพระอัฐิของพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมาด้วย ดังนั้นให้สังเกตง่ายๆ ว่า ที่ไหนมีเจดีย์ที่บรรจุพระธาตุ หรือมีพระเกศาธาตุบรรจุอยู่ แสดงว่าที่นั่นคือสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยไป และทำพิธีตั้งจิตอธิษฐานเพื่อปักหลักเอาไว้”

“และประการที่สาม เป็นการทิ้งร่องรอยไว้ให้คณะของอชิตดาบสรับรู้ว่า เขาได้ติดตามมาถูกทางแล้ว จะได้เป็นเครื่องยืนยันหรือเป็นลายแทงให้เขาตามได้ถูกทาง” เขาตอบ

“อ้าว… แล้วพวกเขาจะรู้ได้อย่างไรครับว่า ที่ไหนคือสถานที่ที่พระพุทธเจ้าฝังพระเกศาธาตุเอาไว้” ผมถาม

“เมื่อพระพุทธเจ้าตัดสินใจแล้วว่าจะให้ฝังพระเกศาธาตุของพระองค์ไว้ตรงไหน พระยาอโศกก็จะสั่งการให้ข้าราชบริพารที่ติดตาม ทำการขุดหลุมเพื่อฝังผอบนั้นให้เรียบร้อย และสั่งให้หาวัสดุที่คงทนที่สุดในละแวกนั้น ที่ไหนมีหินทรายก็ใช้หินทราย ที่ไหนมีหินแกรนิตก็ใช้หินแกรนิต ที่ไหนมีศิลาแลงก็ใช้ศิลาแลงนำมาสลักขึ้นรูป  ซึ่งจะมีการโกลนหินเหล่านั้นให้เป็นรูปทรงกระบอกท่อนสั้นๆ ขึ้นอยู่กับขนาดของหิน แล้วจึงนำมาเรียงต่อๆ กันให้กลายเป็นเสาหิน จากนั้นก็นำไปตั้งไว้เหนือตำแหน่งที่ฝังผอบนั้น หรือบางที่ ที่มีวัสดุประเภทศิลาแลงหรืออิฐพระยาอโศกก็สั่งให้เอามาเรียงก่อให้เป็นเจดีย์เล็กๆ แทน และเนื่องจากแต่ละที่ ที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปจะใช้เวลาอยู่ที่นั่นไม่เกินสองหรือสามวัน งานทั้งหมดจึงจะต้องแล้วเสร็จให้ทันเวลา”

“ดังนั้นทุกๆ ที่ ที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปพำนัก ก็จะเห็นพระยาอโศกยืนสั่งการ ให้ผู้ติดตามขนหินมาโกลนเป็นรูปทรงตามที่ต้องการ และนำมาวางเรียงซ้อนกันจนกลายเป็นเสาหินหรือเจดีย์ พระองค์จะยืนสั่งการเอง หรือบางครั้งก็ถึงกับลงมือทำด้วยพระองค์เอง เพราะต้องการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ภาพที่ชาวบ้านเห็นจึงเป็นภาพของพระยาอโศกยืนชี้นิ้ว สั่งการให้ทำเสาเหล่านั้นให้เสร็จภายในหนึ่งหรือสองวัน ชาวบ้านจึงพากันขนานนามพระองค์ว่า ‘พระเจ้าทันใจ’ เพราะทุกอย่างจะต้องเสร็จทันใจ”

“อ้อๆ… ที่แท้รูปปั้นพระเจ้าทันใจที่ผมมักจะเห็นตามวัดต่างๆ ก็คือรูปปั้นของพระยาอโศกคนนี้ใช่ไหมครับ” ผมถาม

“ใช่แล้ว…​ ตำนานของพระเจ้าทันใจกับการสร้างเจดีย์พระธาตุในพระพุทธศาสนาก็มักจะมาคู่กันเสมอ ซึ่งต่อมาภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว พระยาอโศก คนนี้ได้ออกเดินทางไปสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุในสถานที่ต่างๆ ที่พระองค์เคยไปทำสัญลักษณ์เอาไว้แล้วอย่างมากมาย” เขาตอบ

“เรื่องราวเป็นอย่างนี้นี่เอง ผมเคยสงสัยเหมือนกันว่า พระเจ้าทันใจนี้คือใคร ทำไมคนถึงนิยมไปขอพรจากพระองค์กันนัก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการโชคลาภแบบทันทีทันใด จนกลายเป็นกระแสนิยมว่า วัดไหนต้องการให้คนมาทำบุญมากๆ จะต้องสร้างรูปปั้นพระเจ้าทันใจนี้ ไว้ให้ผู้คนเคารพกราบไหว้ ที่แท้คือพระยาอโศกนั่นเอง เรื่องราวชักจะน่าสนใจขึ้นมาแล้วสิ” ผมแสดงความคิดเห็น

“นั่นสิ และเหตุการณ์นี้คือจุดเริ่มต้นของตำนานพระเจ้าเลียบโลกที่ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณ ที่ถูกคัดลอกสืบต่อกันมา และเธอก็เป็นส่วนหนึ่งของตำนานนี้” ท่านโภเชขยายความ

“โอ้…น่าตื่นเต้นและน่าภูมิใจจังเลยนะครับ” ผมพูด