อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๔๗.

๔๗.

สิงหปุระ

“ตำนานการสร้างพระพุทธรูปองค์นี้ ผิดแผกแตกต่างจากทั่วๆ ไปอย่างสิ้นเชิงคือ แนวคิดการสร้างพระพุทธรูปของเธอเวลานั้นสร้างเพื่อลบล้างความเชื่อมากกว่าการสร้างความเชื่อ” ท่านโภเชอธิบายพร้อมเพิ่มจุดให้ผมสงสัย

“สร้างพระพุทธรูปเพื่อลบล้างความเชื่องั้นหรือครับ มันเป็นอย่างไรหนอ ท่านเล่าให้ฟังหน่อยสิครับ” ผมถาม

“ฉันขอเล่าตั้งแต่ต้น เพื่อให้เธอเห็นภาพเลยก็แล้วกัน หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วราว 200 ปี ศาสนาพุทธก็เริ่มส่อเค้าลางของความผิดเพี้ยนไปบ้าง เพราะก่อนหน้านั้นพระพุทธเจ้าไม่อนุญาตให้สาวกสร้างรูปเคารพหรือรูปเหมือนของพระองค์เพื่อใช้สักการะบูชา เพราะพระองค์เล็งเห็นแล้วว่า มันจะทำให้เกิดการยึดถือในตัวบุคคลมากกว่าคำสอน และผลเสียที่ตามมาอีกอย่างคือเขาจะหันไปพึ่งพาพระพุทธรูป หรือสิ่งภายนอกเพื่ออ้อนวอนร้องขอ ดังเช่นที่เคยเป็นมาแล้วในอดีต ที่ส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าและให้ความสำคัญกับพิธีกรรม การวิงวอนร้องขอสิ่งต่างๆ จากภายนอก แทนที่จะพยายามพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายใน ซึ่งพระพุทธเจ้าจึงอนุญาตให้สร้างแค่เจดีย์เพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน เช่น เจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเกศาของพระองค์ หรือสถานที่ที่พระองค์เคยไป และเคยมีเรื่องราวสำคัญๆ เช่น พระพุทธบาทซึ่งเป็นสถานที่ที่แสดงว่าพระพุทธเจ้าเคยเสด็จไป สังเวชนียสถานต่างๆ เช่น สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน”

“แต่ในช่วง 200 ปี หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว มีเหล่าดวงจิตที่อดีตชาติเคยเกิดเป็นพราหมณ์ มาบวชเป็นพระกันมากมาย เขาจึงได้ผสมผสานแนวคิดเรื่องการร้องขอ การบนบานศาลกล่าว และเปลี่ยนจากการพึ่งพาเทพเจ้า พระพรหม พระนารายณ์ พระศิวะ มาเป็นพึ่งพาพระพุทธเจ้าแทน ดังนั้นวัดในยุคหลัง 200 ปีนี้ จึงนิยมปั้นหรือแกะสลักพระพุทธรูปขึ้นมา โดยให้เหตุผลว่าเพื่อจะได้รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า ซึ่งแนวคิดนี้ก็ตรงกับจริตเดิมของผู้คน ที่ต้องการเครื่องยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ต้องการที่พึ่งทางใจ หรือการพึ่งพาสิ่งภายนอกอยู่แล้ว และมันก็เป็นขนบธรรมเนียมเดิมที่เชื่อถือต่อๆ กันมานับตั้งแต่สมัยพราหมณ์เจริญรุ่งเรืองแล้วว่า หากมีคนใจบุญ คหบดีหรือกษัตริย์ที่ต้องการจะสร้างศาสนสถาน จะต้องสร้างพระพุทธรูปไว้เพื่อสักการะบูชาคู่กันด้วย เพราะเชื่อกันว่าอานิสงฆ์จากการสร้างสิ่งนี้จะมากเป็นพิเศษ” ท่านโภเชอธิบาย

“และเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธอในช่วงประมาณ 1,000 ปีต่อมาด้วย” ท่านโภเชเกริ่น

“ท่านช่วยเล่าให้ฟังเลยไหมครับ ผมอยากรู้ๆ ” ผมแสดงความกระตือรือร้น

“ครั้งนั้นเธอมีชื่อว่า จักรสีหกุมาร เธอได้ไปเกิดเป็นลูกของกษัตริย์ที่มีชื่อว่า สิงหพาหุ ซึ่งเป็นผู้มาปกครองเมือง อุชเชนี ในช่วง 1,000 ปีนับจากช่วงเวลาที่เธอกำลังเดินทางผ่านในครั้งนี้

แต่เดิมสิงหพาหุผู้เป็นพ่อของเธอเป็นสามัญชนมิได้เป็นกษัตริย์ เขาเกิดจากแม่ที่เป็นลูกเศรษฐีแต่ไปมีความสัมพันธ์ลับๆ กับชาวสิงหล ที่เป็นคนต่างถิ่น ชาวสิงหลคนนี้ มีผิวดำ ผมสีดำ มีขนขึ้นที่แขนขาและทั่วทั้งตัว เป็นเผ่าพันธ์ุที่มาจากดินแดนไกลโพ้นที่เรียกว่าชาวสิงหล ในสายตาของชาวบ้านทั่วไปเวลานั้น ชาวสิงหลคนนี้เป็นคนประหลาดผิดแผกและเป็นที่น่ารังเกียจเพราะผิวดำ เมื่อทั้งสองอยู่กินกันไม่นานก็มีลูกด้วยกันหนึ่งคน จึงตั้งชื่อว่า สิงหพาหุ ซึ่งก็คือพ่อของเธอ ครอบครัวของฝ่ายหญิงที่เป็นเศรษฐีจึงจำเป็นต้องยอมรับและอนุญาตให้ชาวสิงหลคนนี้เข้าไปอยู่ในครอบครัวเดียวกัน

แต่เนื่องจากชาวสิงหลคนนี้เป็นคนเก่ง มีหัวการค้า และมีลู่ทางการติดต่อกับชาวต่างชาติที่เป็นชาวสิงหลด้วยกันในต่างแดน ประกอบกับมีทุนจากฝ่ายภรรยา เขาจึงสร้างความมั่งคั่งได้อย่างมหาศาลในเวลาอันรวดเร็ว

แต่สิงหพาหุไม่ชอบพ่อของเขาเท่าไหร่นัก เพราะรูปกายของเขาได้ถอดแบบมาจากพ่อราวกับแกะ เวลาไปไหนมาไหน เขาจะเป็นคนไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่เคยมีความภูมิใจในตนเองและพ่อของเขาเลย เวลาที่ไปเรียนในสังคมชั้นสูง ที่มีแต่ลูกกษัตริย์ ลูกเศรษฐี ซึ่งส่วนมากจะมีผิวเหลืองหรือขาว ดูสะอาดสะอ้าน  เขามักจะถูกเพื่อนๆ ล้อเลียนเสมอเกี่ยวกับความดำของเขา ความรู้สึกนี้มันพอกพูนจนทำให้สิงหพาหุมีความเกลียดชังพ่อ ที่ทำให้เขามีสภาพเป็นแบบนี้ และลึกๆ ก็แอบตำหนิแม่ด้วยที่เลือกพ่อแบบนี้”

“แต่พ่อของสิงหพาหุนั้นรักเขามาก เขาทำทุกวิถีทาง เพื่อให้สิงหพาหุได้เป็นคนชั้นสูง ไม่ว่าจะส่งไปเรียนวิชาต่างๆ ยังสถาบันที่เจ้าชายเรียนกันโดยเฉพาะที่ตรรกศิลา เขาอยู่เบื้องหลังแผนการส่งเสริมให้สิงหพาหุมีสถานภาพเป็นกษัตริย์ ซึ่งประจวบเหมาะกับเวลานั้นเจ้าเมืองอุชเชนีไม่มีทายาทที่เป็นผู้ชาย มีแต่หญิงล้วนๆ และประกอบกับฐานะอันมั่งคั่งของตระกูลสิงหพาหุ ซึ่งดูจะมีทรัพย์สินมากกว่ากษัตริย์แห่งอุชเชนีเสียอีก เรื่องราวนี้จึงจบลงด้วยพิธีอภิเษกสมรสระหว่างสิงหพาหุกับเจ้าหญิงแห่งเมืองอุชเชนี และก็เป็นไปตามแผนทุกประการเมื่อเจ้าเมืองอุชเชนีสวรรคต สิงหพาหุก็ขึ้นครองราชสมบัติโดยชอบธรรมแทน และมีการเปลี่ยนชื่อเมืองนี้ใหม่เป็น ‘สิงหปุระ’ ซึ่งเป็นชื่อดั่งเดิมของเมืองสิงห์บุรี ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”

 

“เรื่องราวก็ดูราบรื่นสมบูรณ์ดีนี่ครับ” ผมตั้งข้อสังเกต

“ใช่แล้ว ดูเหมือนว่าเรื่องราวน่าจะจบลงด้วยความผาสุกตลอดไปนะ เพราะหลังจากที่สิงหพาหุแต่งงานกับเจ้าหญิงแห่งอุชเชนีไม่นาน นางก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายที่มีผิวพรรณผุดผ่อง ไม่เหมือนกับเขาที่มีผิวดำเหมือนพ่อ อาจจะเป็นเพราะได้พันธุกรรมจากฝ่ายแม่มากกว่า สิงหพาหุจึงพิศมัยบุตรชายของเขามาก และได้ตั้งชื่อว่า ‘จักรสีหกุมาร’ ซึ่งเด็กคนนั้นก็คือเธอ” ท่านโภเชขยายความ

“ว้าว…เรื่องของผมเริ่มจากตรงนี้หรือครับ” ผมพูด

“ใช่…แต่ในก้นบึ้งหัวใจของสิงหพาหุกลับซุกซ่อนความเกลียดชังเอาไว้เต็มอก ทุกครั้งที่เขาเห็นบุตรชายของเขาที่มีผิวพรรณสะอาดผุดผ่องดังทองคำ เขายิ่งมีความเกลียดชังตัวเองและลามไปถึงเกลียดชังพ่อของเขามากเป็นทวีคูณ ถึงแม้ว่าเขาจะมีทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมสรรพ แต่มีสิ่งหนึ่งที่สร้างความคับข้องใจมาทั้งชีวิต นั่นคือผิวพรรณที่ดำและขนที่ขึ้นอยู่ทั่วตัว ถ้าจะมีวิธีไหนที่ทำให้เขาสลัดคราบของคนผิวดำนี้ได้เขาจะไม่รีรอ เครื่องประทินผิวชนิดไหนที่ได้ชื่อว่าดี ถึงแม้จะมีราคาแพงแสนแพงเขาก็ยอมจ่ายเพื่อจะได้มันมา เขาเคยประกาศกับทุกคนว่า หากมีผู้ใดทำให้เขามีผิวขาวสะอาดได้ จะยอมมอบทรัพย์สมบัติที่มีทั้งหมดให้ครึ่งหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยมีใครทำได้สำเร็จ” ท่านโภเชอธิบาย

“ขณะเดียวกันผู้เป็นพ่อกลับภาคภูมิใจในตัวลูก ที่สามารถถอดแบบชาติพันธุ์ชาวสิงหลของตนเองออกมาได้อย่างไร้ที่ติ พ่อมักจะบอกกับลูกเสมอว่าจงภาคภูมิในชาติพันธุ์ของตัวเอง จงรักในศักดิ์ศรีของตนเองและเห็นคุณค่าในตัวเอง แต่ยิ่งพูดก็ยิ่งเหมือนเอามีดมากรีดบาดแผลเก่าให้บาดลึกกว่าเดิม ทุกครั้งที่มีการปะทะคารมเกี่ยวกับเรื่องนี้ สิงหพาหุยิ่งสะสมความไม่พอใจกับผู้เป็นพ่อมากขึ้นเรื่อยๆ ”

“จนวันหนึ่งกษัตริย์สิงหพาหุและผู้เป็นพ่อได้ออกไปขี่ม้าเที่ยวเล่นในป่าเพื่อล่าสัตว์ ซึ่งเป็นกิจกรรมสันทนาการที่เจ้าเมืองและเหล่าทหารคนสนิทโปรดปรานที่สุด การออกล่าสัตว์ครั้งนั้นพวกเขาได้พบกวางหนุ่มตัวหนึ่งพลัดหลงออกจากฝูง จึงพากันควบม้าคู่ใจออกไล่ล่า จนกระทั่งเจ้ากวางโชคร้ายตัวนั้นหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในป่าละเมาะ ทุกคนต่างแยกย้ายกันโอบล้อมเพื่อไม่ให้มันลอดสายตา โดยลงจากหลังม้าและค่อยๆ ย่องไปพร้อมกับคันธนูสังหารที่มีประสิทธิภาพที่สุดในมือ เมื่อพวกเขาค่อยๆ ตีวงล้อมเข้าใกล้เหยื่อที่อับจนมาเรื่อยๆ ต่างคนต่างก็ส่งสัญญาณมือว่า มันหลบซ่อนอยู่ตรงไหน เนื่องจากเห็นเพียงรอยตะคุ่มอยู่ในพงไม้ พ่อของสิงหพาหุที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับเขา ได้ส่งสัญญาณว่ามันซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้ใหญ่ ซึ่งพ่อไม่สามารถเห็นตัวมันได้ แต่สิงหพาหุน่าจะเห็น เขาจึงชี้ตำแหน่งให้ และเมื่อสิงหพาหุเล็งไปยังที่ที่พ่อชี้ ก็ปรากฏภาพของกวางหนุ่มตัวเขื่องโผล่หัวขึ้นมาพอดี สิงหพาหุจึงรีบโก่งคันธนูขึ้น แต่ขณะที่เขาเล็งไปยังเหยื่อที่ยืนเป็นเป้านิ่ง ชนิดที่เมื่อปล่อยลูกธนูออกไปแล้วจะไม่มีทางพลาดเป้าอย่างเด็ดขาด วินาทีนั้นสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นภาพของผู้เป็นพ่อเยื้องออกไปจากเหยื่อเพียงแค่ฝ่ามือเดียว”

“วินาทีนั้นเองสิงหพาหุเกิดความคิดผุดขึ้นมาว่า หากตนใช้โอกาสนี้ปลิดชีพพ่อที่น่ารังเกียจของตัวเองเสีย มันคงจะเป็นข้ออ้างที่สมเหตุสมผลว่า ลูกธนูมันพลาดเป้าไปโดยไม่ตั้งใจ ตนก็จะไม่มีความผิด มันคงจะเป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิต หากปล่อยให้มันหลุดลอยไปซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะหาโอกาสแบบนี้ได้อีกเมื่อไหร่ เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงง้างสายธนูจนสุดแรงและเคลื่อนเป้าหมายไปยังผู้เป็นพ่อ ทันใดนั้นสายตาของพ่อก็รู้ทันทีว่า เป้าหมายในการยิงครั้งนี้ไม่ใช่กวางตัวนั้นแล้ว เพราะคันธนูได้เล็งมายังตน ถึงแม้จะรู้ตัวแต่ก็สายเกินไป เสี้ยววินาทีนั้นลูกธนูก็พุ่งตรงมาตัดขั้วหัวใจเขา โดยที่ตาของเขายังคงจับจ้องไปที่สิงหพาหุอย่างไม่กระพริบ เขาเสียชีวิตทันทีด้วยน้ำมือของลูกตัวเอง”

“ความโกลาหลเกิดขึ้นทันที หลังจากที่ทุกคนเห็นเหตุการณ์ มีเสียงร้องตะโกนว่า ธนูพลาดเป้าๆ อย่าเพิ่งยิงๆ ขณะที่กวางตัวนั้นก็กระโจนออกจากวงล้อม ทหารคนสนิททุกคนต่างวิ่งกรูไปยังพ่อของสิงหพาหุ เมื่อไปถึงก็พบว่า เขาตายด้วยลูกศรที่ปักกลางหัวใจ และอยู่ในสภาพที่ตาเบิกโพลง เสียงร้องระงมดังขึ้น พร้อมกับมีเสียงตะโกนมาอีกครั้งว่า

‘พระชนกสิ้นพระชนม์แล้วๆ’