๕๒.
ประจักษ์รู้
“การที่ผมออกเดินทางเพื่อแสวงหาสัจธรรมสูงสุดนั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์สมควรต้องทำอยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ” ผมถาม
“ก็ใช่…ทุกคนที่เป็นนักพรตนักบวช หรือเป็นผู้ที่รู้ว่าตนเองอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์และกำลังแสวงหาการพ้นทุกข์ ต่างก็ใช้กรรมวิธีนี้เหมือนกันหมด นั่นคือการแสวงหาที่พึ่งหรือแสวงหาการพึ่งพาจากสิ่งภายนอก และนี่คือคำตอบของคำถามที่ฉันพูดว่า พระพุทธเจ้าสอนสิ่งที่แปลกประหลาด จากที่คนส่วนใหญ่สอนในสมัยนั้น”
“หัวใจสำคัญของสัจธรรมที่พระพุทธเจ้านำมาบอกในครั้งนั้น เปรียบเสมือนการประกาศอิสรภาพให้กับทุกคนว่า นับจากนี้เป็นต้นไปพวกเขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใครอีกต่อไป ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาพิธีกรรม สถานการณ์ หรือช่วงเวลา รวมถึงความรู้จากภายนอกทั้งหลายทั้งปวง พระพุทธเจ้ามาเพื่อบอกความลับว่า ทุกคนสามารถพึ่งพาตนเอง สามารถค้นพบสัจธรรมสูงสุดได้ด้วยตนเอง การรู้ด้วยตนเองหรือที่เธอเรียกกันว่าการ ‘ตรัสรู้’ ซึ่งทุกคนสามารถทำได้โดยผ่านสภาวะหนึ่งที่เรียกว่า การเข้าถึงความเป็นพุทธะที่อยู่ภายในตนเอง ขอเพียงแค่ตระหนักรู้ให้ได้ว่า ตนเองนั้นมีความ ‘เป็น’ พุทธะอยู่แล้ว พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องพึ่งพาใคร ๆ อีก ไม่พึ่งแม้แต่ตัวพระพุทธเจ้าเอง
ซึ่งเขาได้ทำเป็นแบบอย่างโดยบอกว่า บัดนี้เขา ‘เป็นพุทธะ’ แล้ว เขาจึงมาบอกให้ทุกคน ‘เป็นพุทธะอย่างที่เขาเป็น’ หากผู้ใดฟังสิ่งที่พระพุทธเจ้าพูดและสามารถทำความเข้าใจได้ เขาก็สามารถบรรลุสัจธรรมได้ทันที โดยไม่เลือกเพศ, วัย, ชนชั้น หรือการศึกษา ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันหมด นี่จึงเป็นความแปลกประหลาดในวิธีการสอน เพราะเวลานั้นการเรียนรู้จะต้องผ่านการศึกษาให้รู้ ในความรู้อย่างมาก มีการทดสอบ วัดผล มีการเลื่อนเป็นขั้นตามลำดับความรู้ ส่วนวิธีการของพระพุทธเจ้าไม่มีลำดับขั้น และอยู่เหนือกาลเวลา” เขาเสริม
“เหนือกาลเวลาหรือครับ” ผมถามเพราะรู้สึกว่าคำนี้มันทำให้ตื่นเต้น
“ก็คือไม่จำเป็นต้องมีการสั่งสมองค์ความรู้ ไม่จำเป็นต้องมีการสอบเพื่อไต่ลำดับขั้น ไม่จำเป็นต้องรอให้สุกงอมเหมือนกับผลไม้ที่ต้องอาศัยกาลเวลา ใครก็ตามที่เข้าใจหลักการนี้ก็สามารถบรรลุได้ทันที และเมื่อใดที่เขาเข้าสู่สภาวะนั้นได้แล้วเขาก็จะประจักษ์รู้หรือบอกตนเองว่า ‘รู้’ ด้วยตนเอง” เขาตอบ
“การประจักษ์รู้ต่างจากการเรียนรู้อย่างไร ท่านพอจะขยายความตรงนี้เพิ่มได้ไหมครับ”ผมถาม
“เธอลองจินตนาการตามฉันดูนะ สมมุติว่ามีพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งหนึ่ง มองไปทางไหนก็มีแต่ความแห้งแล้งขัดสน แล้วมีผู้คนอาศัยอยู่บนพื้นที่แห่งนั้นมากมาย พวกเขาอยู่ที่นั่นมานานแสนนานจนเคยชิน อยู่มาวันหนึ่งมีคนมาบอกพวกเขาว่า ยังมีดินแดนอีกแห่งหนึ่งที่แตกต่างจากที่พวกเขาอยู่ราวฟ้ากับดิน เพราะที่นั่นมีแต่ความอุดมสมบูรณ์ มีแต่สันติสุข พวกเขาจึงพากันเดินทางไปตามหาสถานที่แห่งนั้นกัน แต่เมื่อไปถึงแล้วพวกเขาก็พบกับกำแพงสีขาวสูงใหญ่ตั้งตระหง่านกั้นอยู่ มันเป็นกำแพงที่ไม่อาจจะข้ามไปได้ เพราะเมื่อมองขึ้นไปด้านบนก็สูงจนไม่เห็นจุดสิ้นสุด มองไปทางซ้ายและขวาก็ยาวจนไม่เห็นจุดสิ้นสุด และกำแพงนี้ไม่มีประตูทางเข้าเลยสักประตู”
“พวกเขาสังเกตเห็นว่า ที่บริเวณใกล้กับกำแพงแห่งนั้นมีผู้คนแต่งตัวแปลกๆ ยืนอยู่เป็นจุดๆ บ้างก็สวมเสื้อคลุมตัวยาว บ้างก็สวมหมวกรูปทรงแปลกๆ บ้างก็มีเครื่องประดับที่บ่งบอกถึงเกียรติยศหรือมีความพิเศษ บ้างก็ไม่ใส่เสื้อผ้า ไว้ผมยาวรุงรัง มีดินโคลนพอกไปทั่วตัว พวกเขาแต่ละคนต่างมีเอกลักษณ์และแบบฉบับเฉพาะตัว เช่นบางคนก็ถือหนังสือเล่มหนา อ่านออกเสียงดังๆ โดยมีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งถือหนังสือแบบเดียวกันและอ่านตาม บางคนกำลังยืนอยู่บนแท่นที่สูงกว่าคนอื่น และพูดอะไรบางอย่าง เมื่อสอบถามก็ได้ความว่า บุคคลที่แต่งตัวแปลกๆ เหล่านั้น ต่างกำลังบอกเล่าและอธิบายความเป็นไปของสิ่งที่อยู่ด้านหลังกำแพงนั้นว่า มันเป็นเช่นไร บางคนก็บอกว่าในนั้นมีแต่ความสุขมีแต่ความรื่นรมย์ บางคนก็บอกว่าในนั้นมีแต่ผลไม้และพืชพันธ์ุธัญญาหารอุดมสมบูรณ์เหลือกินเหลือใช้ บางคนก็บอกว่าในนั้นมีสัตว์แปลกๆ ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน”
“ส่วนผู้คนที่นั่งฟังพวกเขาเล่า หรืออ่านข้อความที่เคยบันทึกไว้ในหนังสือ ต่างก็ชื่นชมยินดีและตื่นเต้นที่มีโอกาสได้รับรู้สิ่งที่อยู่หลังกำแพง บางคนสามารถจินตภาพตาม พวกเขาต่างยกย่องคนที่เอาเรื่องราวเหล่านั้นมาเล่าให้ฟังว่า เป็นคนเก่งสามารถอธิบายขยายความได้ลึกซึ้ง จนทำให้เห็นภาพได้อย่างชัดเจนจนทำให้เกิดความปีติสุข”
“ดูเหมือนว่าทุกคนจะลืมไปเสียสนิทเลยว่า ความตั้งใจแรกของการมาที่นี่คืออะไร และพวกเขาก็ไม่สนใจเรื่องการจะไปที่นั่นกันอีกแล้ว แต่กลับให้ความสนใจกับเรื่องราว ที่คนเหล่านั้นนำมาเล่าให้ฟังมากกว่า จนกระทั่งมีคนๆ หนึ่ง ท่ามกลางผู้คนที่กำลังง่วนอยู่กับการฟังเรื่องราวของโลกหลังกำแพง เกิดฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า นี่เรามัวทำอะไรอยู่ เรามาสนใจอะไรกับสิ่งที่เขาบอก จากนั้นเขาจึงหยุดที่จะฟัง, หยุดที่จะอ่าน, หยุดที่จะพึ่งพาคนอื่น แล้วหันมาพึ่งพาตนเอง โดยเริ่มต้นหาคำตอบด้วยตนเองว่า ฉันจะเข้าไปข้างในนั้นได้อย่างไร และทันทีที่เขาตั้งคำถามกับตนเอง กำแพงที่เป็นแค่ภาพลวงตานั้นก็หายไปทันที สถานที่แห่งความอุดมสมบูรณ์นั้นก็ปรากฏขึ้น วินาทีนั้นเองที่เขาได้ประจักษ์ด้วยตนเองว่าในนั้นเป็นอย่างไร เขาไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ อีกต่อไป สิ่งที่เขาสัมผัสนั้นมันเป็นของจริง เป็นประสบการณ์จริง บัดนี้เขาตระหนักรู้ได้ว่า เขาไม่จำเป็นต้องสนใจสิ่งที่ใครๆ บอกอีกเลย บัดนี้เขาได้สัมผัสกับความบริบูรณ์ด้วยตนเองแล้ว ความแห้งแล้ง ความขาดแคลนไม่มีอีกแล้ว มันคือโลกแห่งสันติสุข มันคืออริยะทรัพย์ที่ทุกคนแสวงหาแต่ไม่เคยพบ เพราะมันซ่อนอยู่ภายใน”
“เมื่อเขาประจักษ์ความเป็นจริงนั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เขาจึงคิดว่าน่าจะบอกเรื่องนี้กับทุกคน โดยเริ่มชักชวนให้ทุกคนเลิกพึ่งพาการบอกเล่าของคนอื่น แล้วกลับมาใช้ความสามารถของตนเอง” เขาย้ำ
“ฟังดูเหมือนว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นเป็นเรื่องง่ายๆ ใช่ไหมครับ” ผมถาม
“ใช่…มันเป็นเรื่องที่ง่ายในสายตาของคนที่ไม่ยึดถือในความรู้ แต่มันจะเป็นเรื่องที่ยากมาก สำหรับคนที่ยึดถือสิ่งที่ตนเองเคยรู้ โดยเฉพาะการยึดถือว่าสิ่งที่ตนรู้มานั้นถูกต้องที่สุด เพราะความรู้คือกระบวนการที่ทำให้เขามองไม่เห็นศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง และเป็นอุปสรรคที่ทำให้เขาไม่ยอมใช้ความสามารถของตนเอง สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไม่ใช่ความรู้ แต่เป็นวิธีการเข้าไปสู่ ‘การรู้’ ด้วยการประจักษ์รู้”
ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงพูดว่า ความรู้มีอยู่มากมายเหมือนใบไม้ในป่า แต่สิ่งที่ท่านสอนเป็นเพียงใบไม้ในกำมือ ขอแค่นำวิธีการนี้ไปทำให้สัมฤทธิ์ผล ก็เท่ากับได้รู้หรือประจักษ์ต่อความรู้อย่างไร้ขีดจำกัด ซึ่งผู้ที่ทำตามวิธีการนั้นจะแน่ใจและมั่นใจด้วยตนเอง เพราะเขาได้ประจักษ์กับมันแล้ว” เขาอธิบาย
“ถ้ามันง่ายขนาดนั้น ทำไมถึงยังมีคนที่ไม่รู้เรื่องนี้อีกมากมายล่ะครับ” ผมถาม