อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๗๘.

๗๘.

หิ่งห้อยยามรัตติกาล

หลังจากที่เกือบทุกคนบวชเป็นภิกขุในพุทธศาสนาและได้แนวทางการปฏิบัติแล้ว พวกเขาก็เดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาของตนเอง โดยคณะของอชิตดาบสซึ่งบัดนี้ได้เปลี่ยนเป็นอชิตภิกขุไปแล้ว ก็เดินทางกลับไปยังอาศรมของท่านภาวรีย์ โดยปรารถนาที่จะนำหลักธรรมของพระพุทธเจ้าไปบอกกับท่านภาวรีย์ที่เป็นอาจารย์ของตนเอง

“เออ ท่านครับ ผมขอไปเห็นตอนที่อชิตะกลับไปบอกข้อธรรมกับอาจารย์ใหญ่ได้ไหมครับ ผมอยากรู้ว่าเขาจะมีวิธีสื่อสารอย่างไร เพราะอาจารย์ของเขาถือว่า เป็นผู้มีความรู้มากร่ำเรียนมามาก” ผมถามท่านโภเช

“ได้สิ…อันนี้เธอสามารถรับรู้ได้ด้วยตนเองเลยเพราะมันเป็นประสบการณ์ของเธอเองอยู่แล้ว” ท่านโภเชตอบ

ในค่ำของวันสุดท้ายแห่งการเดินทางรอนแรมมาเกือบสองปี อชิตภิกขุพร้อมกับคณะภิกขุบวชใหม่ทั้ง 16,000 คนก็กลับมายังสำนักของท่านภาวรีย์ เมื่อมาถึงอชิตะก็ตรงไปหาท่านภาวรีย์ เพราะเขารู้สึกเป็นห่วงในความเป็นอยู่และเรื่องสุขภาพ เนื่องจากท่านชราภาพมากแล้ว ทันทีที่เดินขึ้นไปบนกุฏิ เขาก็ได้กลิ่นยาสมุนไพรต้มผสมกับกลิ่นยาหอมโชยมาปะทะจมูกอย่างแรง ที่นอกชานมีหม้อดินวางอยู่สองสามใบ มีหินบดยาและอุปกรณ์การปรุงยาวางอยู่ อชิตภิกขุรู้ได้ทันทีว่าท่านภาวรีย์กำลังป่วย เขาเห็นแสงจากเทียนไขลอดมาจากประตูห้องที่ปิดไม่สนิท จึงค่อยๆ แง้มประตูเข้าไปดูว่าท่านภาวรีย์อยู่หรือไม่ เมื่อเห็นท่านหลับอยู่เขาจึงค่อยๆ คลานเข้าไปใกล้และนั่งอยู่เงียบๆ

“อาบน้ำเสร็จแล้วรึวชิรไวทย์” ท่านภาวรีย์พูดด้วยเสียงที่มีเสลดในลำคอโดยไม่ได้ลืมตา

“ศิษย์เอง อชิตะขอรับท่านอาจารย์” อชิตะพูดเบาๆ

“อ้าว…เจ้ากลับมาแล้วหรือ” ท่านภาวรีย์พูดพร้อมกับลืมตาและพยายามจะเอื้อมมือมาหา ด้วยความยากลำบากเพราะไม่มีแรง

“ขอรับท่านอาจารย์” อชิตะพูดพร้อมกับกราบลงกับพื้นตรงมือของท่านภาวรีย์ จากนั้นก็จับมือของท่านมาวางไว้บนหัว

“อืม… เป็นอย่างไรบ้างล่ะ เจ้าได้เจอกับมหาบุรุษไหม” ท่านภาวรีย์ถาม

“เจอขอรับ…”

“ท่านอชิตะกลับมาแล้วหรือขอรับ” เสียงของวชิรไวทย์ แพทย์ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านอายุรเวทกล่าวทักทายมาจากด้านหลัง พร้อมกับกลิ่นสะอาดลอยมาตามลม หลังจากไปอาบน้ำที่แม่น้ำมา

“ท่านอาจารย์เป็นอะไรหรือขอรับ” ผมหันไปถามท่านวชิรไวทย์

“ช่วงนี้ท่านไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง เนื่องจากธาตุไฟอ่อน ทำให้อาหารไม่ย่อยขอรับ” วชิรไวทย์ตอบ

“เป็นเวลาเกือบสองปี เจ้าคงจะสำเร็จวิชาจากมหาบุรุษมาแล้วสินะ” ท่านภาวรีย์ประเมินจากระยะเวลา

“มิได้ขอรับ ศิษย์เพิ่งได้พบกับมหาบุรุษก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่สัปดาห์เองขอรับ” อชิตะตอบ

“อ้าว…ถ้าอย่างนี้เจ้าก็คงยังไม่บรรลุสัจธรรมสิ” ท่านภาวรีย์พูดอย่างยากลำบาก ด้วยน้ำเสียงติดขัดในลำคอเช่นเคย

“หามิได้ขอรับ ศิษย์สามารถบรรลุสัจธรรม หลังจากได้สนทนากับมหาบุรุษในวันแรกที่ได้พบกันเลยขอรับ” อชิตะตอบ

“เจ้ากำลังบอกว่า เจ้าสามารถบรรลุธรรมได้ภายในวันเดียวอย่างนั้นหรือ” ท่านภาวรีย์ถาม

“ถูกต้องขอรับ ที่จริงต้องบอกว่าเพียงแค่ไม่กี่ชั่วยามมากกว่าขอรับ” อชิตะตอบ

“มันจะเป็นไปได้อย่างไร ไหนเจ้าจงบอกให้ข้ารู้เหมือนกับที่เจ้ารู้มาสิ” ท่านภาวรีย์พูด

“สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนมิได้สอนความรู้ เพราะหากพระองค์เลือกที่จะสอนความรู้ บัดนี้ข้าก็อาจจะยังรู้ความรู้นั้นไม่หมด เพราะความรู้นั้นมีอยู่มากมาย แต่สิ่งที่พระองค์สอนคือวิธีเข้าถึงการรู้ โดยเฉพาะจากคลังความรู้ที่อยู่ภายในตัวของข้าเองขอรับ”

“แล้วเจ้าก็สามารถทำได้ทันทีอย่างนั้นหรือ” ท่านภาวรีย์ถามด้วยน้ำเสียงระคนความตื่นเต้น

“ที่จริงต้องบอกว่าศิษย์ทำได้อยู่แล้ว แต่เนื่องจากศิษย์ไม่รู้ว่าตัวเองทำได้ ศิษย์จึงไม่เคยสนใจ แต่กลับไปให้ความสนใจกับความรู้จากที่อื่นแทน” อชิตะตอบ

“เจ้าเป็นคนมีไหวพริบ และเจ้าก็สั่งสมความรู้มามากอยู่แล้ว มันจึงง่ายสำหรับเจ้า” ท่านภาวรีย์ตั้งข้อสังเกต

“มิได้ขอรับ ในวันนั้นมีผู้ที่ได้ยินการสนทนาและทำความเข้าใจ จนสามารถบรรลุสัจธรรมนี้ได้เกือบหนึ่งร้อยคน” อชิตะตอบ

“ไหนเจ้าจงบอกสิ่งนั้นมาให้ข้ารู้สิ” ท่านภาวรีย์พูด

“ศิษย์จะขออุปมาอย่างนี้นะขอรับ ก่อนหน้านี้ศิษย์เปรียบเสมือนเป็นหิ่งห้อยที่โผบินไปท่ามกลางความมืดมิดยามรัตติกาล ทุกครั้งที่ศิษย์มองเห็นแสงของแมลงหิ่งห้อยตัวอื่นๆ ศิษย์ก็จะบินไล่ตามแสงสว่างเหล่านั้น ยิ่งหิ่งห้อยตัวไหนที่สมบูรณ์แข็งแรง สามารถเปล่งแสงของเขาได้เจิดจรัส ศิษย์ก็จะยิ่งไล่ตามแสงสว่างนั้น เพียงเพื่อจะได้ชื่นชมเขาอย่างใกล้ชิด การได้สนทนากับพระพุทธเจ้าในวันนั้น เปรียบเสมือนพระองค์มาบอกว่า เราทุกคนล้วนมีแสงสว่างในตนเอง เพียงแต่เราไม่เคยเห็นและไม่เคยรู้ว่าเรามีอยู่ เพราะเราเคยชินกับการมองเห็นแต่แสงสว่างของผู้อื่น จนเราลืมไปว่าตนเองก็มีเหมือนกัน ดังนั้นสิ่งแรกที่พระองค์บอกคือ ให้หยุดการไล่ตามหาแสงจากคนอื่น และหันมาให้ความสนใจกับแสงสว่างของตัวเอง หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ หยุดการให้ความสำคัญกับปัญญาที่ได้รับจากภายนอก และหันมากลับมาใส่ใจกับปัญญาจากภายใน”

“ตราบใดที่หิ่งห้อยน้อยตัวนั้นยังโบยบินอยู่ในความมืดมิด เขาจะไม่มีวันเห็นแสงสว่างของตัวเอง เพราะไม่มีสิ่งใดเป็นตัวสะท้อนให้กับแสงของเขา แต่ถ้าเขาหยุดบินและลงไปเกาะกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เมื่อเขาลงไปเกาะกับสิ่งนั้น เขาก็จะพบว่าเขามีแสงสว่างในตัวเองที่สะท้อนมาจากสิ่งต่างๆ จนปรากฏเป็นอะไรต่อมิอะไรที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน และนี่คือช่วงเวลาของประสบการณ์ ที่เราจะได้สัมผัสรู้ด้วยตัวเองว่าอะไรเป็นอะไร เราจะได้เห็นว่าถัดจากการได้รู้ว่าตัวเองมีแสงสว่างนั้น มันจะเป็นสิ่งใด มันคือช่วงเวลาแห่งการประจักษ์แจ้งหรือการรู้จากปัญญาของตัวเอง

เมื่อหิ่งห้อยน้อยรู้ตัวแล้วว่าเขามีแสงสว่างในตัวเอง จากนี้ไปเขาจะเริ่มไปสำรวจยังจุดต่างๆ เพื่อทำความรู้จักโลกแห่งความเป็นจริง เช่นไปเกาะที่ใบไม้ เพื่อจะรู้จักกับใบไม้ว่าเป็นอย่างไร ไปเกาะที่กิ่งไม้เพื่อจะรู้จักว่ามันเชื่อมกับใบไม้อย่างไร ไปเกาะที่ผลไม้เพื่อจะได้รู้จักว่ามันเชื่อมกับกิ่งไม้อย่างไร ไปเกาะที่ลำต้นเพื่อที่จะได้รู้จักว่ามันเชื่อมกับทั้งกิ่งไม้และใบไม้อย่างไร และไปเกาะยังโคนต้นเพื่อจะทำความรู้จักกับจุดที่มันเชื่อมโยงกับพื้นดิน ผืนโลกอย่างไร

เมื่อหิ่งห้อยน้อยได้สัมผัสทุกอย่างตามความเป็นจริง และเขาก็ประจักษ์รู้ด้วยตนเองว่าสิ่งนั้นคืออะไร โดยไม่ต้องถามความรู้นี้จากใครๆ เพราะปัญญาที่แท้จริง จะต้องเป็นปัญญาที่มาจากการรู้ด้วยตัวเอง การรู้มาจากคนอื่นมันจึงเป็นแค่ ‘ความรู้’ ไม่ใช่ปัญญา” อชิตะอธิบาย

“ทำไมข้าจะต้องเสียเวลาไปรู้จากภายในอีกล่ะ ในเมื่อข้ารู้ทุกอย่างอยู่แล้ว ข้ารู้ศาสตร์ที่บัญญัติไว้ในคัมภีร์ทั้งสามโลก ข้ารู้ศาสตร์ตั้งแต่ยมโลกจนถึงพรหมโลก มันยังมีอะไรที่ข้ายังไม่รู้อีกหรือ” ท่านภาวรีย์ถาม

“อาจจะมีความรู้ ที่เขียนอธิบายคุณลักษณะของต้นไม้ไว้อย่างถูกต้องครบถ้วนไม่ขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย แต่ความรู้เหล่านั้น ก็ยังเป็นเพียงความรู้ที่ทำให้แค่ ‘รู้’ ซึ่งมันเทียบไม่ได้เลยกับความรู้ที่ได้จากการ ‘ประจักษ์’ ด้วยตนเอง เช่น การได้สัมผัสผลไม้ลูกนั้น ได้เห็นสีสัน ได้กลิ่นของมัน หรืออาจจะได้ลิ้มลองรสชาติของมัน นั่นคือความประจักษ์แจ้งมากกว่าคำบรรยายใดๆ เป็นร้อยเป็นพันเท่า” อชิตะอธิบายต่อ

“ปัจจุบันข้าก็มิได้แสวงหาแสงสว่างจากใครอยู่แล้ว ที่ข้าบำเพ็ญเพียรปลีกตนเองออกจากสังคม กำหนดจิตภาวนาอยู่กับตนเอง อย่างนี้มันก็เรียกว่า ข้าได้กลับมาหาแสงสว่างของตนเองแล้วมิใช่หรือ” ท่านภาวรีย์ถาม

“ศิษย์ขอถามจากใจนะขอรับ ท่านอาจารย์โปรดตอบศิษย์ด้วยความสัตย์ซื่อต่อตนเองด้วยเถิด บัดนี้ท่านรู้สึกว่าท่านได้พบสภาวะสูงสุดนั้นแล้วหรือยังขอรับ” อชิตะถาม