๔๘.
ไถ่บาป
ถึงแม้ว่าสิงหพาหุจะกระทำการนี้ได้สำเร็จตามวัตถุประสงค์และสนองความคับแค้นใจที่หยั่งรากลึกมาตั้งแต่เยาว์วัย แต่วินาทีที่ได้ยินเสียงตะโกนว่า พระชนกสิ้นพระชนม์แล้ว ตัวเขากลับทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ร่างกายที่เคยแกร่งกล้ากำยำ กลับอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรง เขาเกิดคำถามที่ตนเองก็ไม่อาจตอบได้ว่า
‘นี่ข้าทำอะไรลงไป’
‘นี่ข้าจงใจฆ่าพ่อบังเกิดเกล้าของข้าอย่างนั้นหรือ’
เมื่อสำนึกได้ดังนั้น น้ำตาแห่งการสำนึกผิดก็พรั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสาย เขาก้มหน้ากับพื้นดินด้วยความอับอายพร้อมกับพูดซ้ำไปซ้ำมาว่า ‘นี่ข้าทำอะไรลงไปๆ ๆ’ เมื่อทหารคนสนิทเห็นดังนั้นจึงเดินมาหาและพูดปลอบใจสิงหพาหุว่า มันเป็นอุบัติเหตุๆ ขอพระองค์อย่าได้โทษตัวเองเลย” ท่านโภเชเล่า
“ขณะที่เดินทางนำศพของพ่อกลับพระนคร สภาพของสิงหพาหุเป็นเหมือนคนไร้สติ สายตาของเขาเหม่อลอย และพูดซ้ำไปซ้ำมาว่า ข้าทำอะไรลงไปๆ เขารู้สึกสำนึกผิดจนไม่เป็นอันกินอันนอน ถึงแม้ว่าทั้งแม่และมเหสีของเขาจะผลัดกันมาปลอบใจว่า ไม่ใช่ความผิดของเขา มันเป็นแค่อุบัติเหตุ เขาไม่ได้ตั้งใจ แต่คำพูดเหล่านั้นก็ไม่อาจทำให้เขาคลายความรู้สึกผิดนี้ลงไปได้ เพราะเขารู้อยู่แก่ใจว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ มีเพียงเขาและสายตาของพ่อที่จับจ้องเขาก่อนตายเท่านั้นที่รู้ ภาพความรักความปรารถนาดีในอดีตที่พ่อมีต่อเขานั้น ผุดขึ้นมาตลอดเวลา ภาพตอนเด็กๆ ที่พ่อพาเขาไปวิ่งเล่น พาเขาไปฝากเรียนกับครูบาอาจารย์ หาซื้อแต่ของโปรดมาให้ ยิ่งคิด เขายิ่งสำนึกในความชั่วร้ายของตนเอง จนไม่รู้ว่าจะสู้หน้าใครได้ เวลาผ่านไปหลายเดือนความสำนึกผิดนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจางหาย ในทางกลับกันเขากลับยิ่งทวีความเศร้าโศกและโทษตัวเองหนักขึ้นๆ จนทำให้การบริหารบ้านเมืองต้องหยุดชะงัก”
“จนวันหนึ่ง แม่ของสิงหพาหุมหาราชาได้พาเขาไปวัดเพื่อไปพบกับท่านเจ้าอาวาสรูปหนึ่งที่ชาวเมืองให้ความเคารพนับถือ การเสด็จไปครั้งนั้นทำให้สิงหพาหุคลายจากความรู้สึกผิดลงได้ เนื่องจากพระรูปนั้นได้เสนอวิธีการไถ่บาป โดยให้เขาสร้างวัดขึ้นมาแห่งหนึ่ง เพราะอานิสงส์จากการสร้างวัดจะทำให้เขาพ้นจากบาปที่ทำไว้กับพ่อ พระองค์จึงดำริให้สร้างวัดนั้นขึ้นทันที โดยเลือกบริเวณที่ใช้ประกอบพระราชพิธีเผาศพของพ่อหรือบริเวณด้านตะวันตกของเมือง และได้ตั้งชื่อวัดแห่งนี้ว่า ‘วัดสละบาป’ ส่วนบริเวณป่าละเมาะซึ่งเป็นตำแหน่งที่เขาฆ่าพ่อนั้น เขาได้สร้างพระพุทธรูปตั้งไว้กลางป่าเพื่อเป็นการไถ่บาปเช่นกัน แต่ไม่มีสถานภาพเป็นวัด เพราะอยู่ห่างไกลพระนครไปถึง 13 กิโลเมตร ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นั้นก็ยังตั้งอยู่กลางทุ่งนา แต่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก นับจากนั้นเป็นต้นมาสิงหพาหุ จึงกลายเป็นพระราชาที่สร้างแต่วัด พระรูปไหนมาขอให้บริจาคทรัพย์เพื่อสร้างวัดสร้างพระพุทธรูป พระองค์จะไม่รีรอแม้แต่น้อยจึงทำให้บริเวณรอบๆ เมืองสิงหปุระมีแต่วัดวาอารามเต็มไปหมด”
“วันเวลาผ่านไปจนจักรสีหกุมารเติบใหญ่กลายเป็น’จักรสีหราชบุตร’ เขาถูกส่งไปเรียนสรรพวิชาต่างๆ เพื่อจะได้สืบทอดราชบัลลังก์และเป็นพระราชาที่สมบูรณ์แบบในอนาคต เขาได้มีโอกาสไปศึกษาวิชาพุทธศาสนาจากครูบาอาจารย์ชั้นนำที่อยู่ต่างถิ่น และมีโอกาสบวชเป็นพระเมื่อถึงวัยอันควร ณ วัดที่บิดาเป็นผู้สร้างขึ้น ยังความปลาบปลื้มยินดีให้กับสิงหพาหุและมเหสีเป็นอันมาก โดยเฉพาะกับผู้เป็นพ่อที่ต้องการทำบุญเพื่อไถ่บาปให้มากที่สุด และมีความเชื่อว่าหากลูกของตนได้บวชเป็นพระ จะทำให้พ่อแม่เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ไปด้วย”
“จักรสีหราชบุตรได้เห็นกิจวัตรที่พ่อของตนทำมาโดยตลอด นั่นคือการทำบุญสร้างวัด ซึ่งขณะนั้นเขาสร้างไปแล้วกว่า 60 วัดในเขตเมืองของตนเอง ไม่รวมกับวัดอื่นๆ ที่อยู่ต่างเมืองอีกเป็นร้อยๆ วัด รวมถึงการบริจาคทรัพย์สินเพื่อทำนุบำรุงวัด และอุปัฏฐากพระทุกรูปอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง โดยเฉพาะเรื่องการสร้างพระพุทธรูป หากบิดาของเขาทราบว่าเมืองไหนตำบลไหน จะสร้างวัดเขาก็จะส่งคนไปจอง เพื่อสร้างพระประธานทันที บางครั้งถึงกับเกิดเป็นกรณีพิพาทระหว่างเจ้าถิ่นที่ต้องการสร้างพระพุทธรูปเช่นเดียวกัน เกิดการแย่งกันเป็นเจ้าภาพในการสร้างแต่เพียงผู้เดียว ประกอบกับเมื่อจักรสีหราชบุตรได้บวชเป็นพระและได้เห็นพฤติกรรมของเหล่าเดียรถีย์ที่เข้ามาแอบแฝงเป็นพระ มาใช้ศาสนาเป็นช่องทางทำมาหากิน ตั้งเป็นสำนักดูดวงทำนายทายทัก ประกอบพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ ร่ายมนต์ เสริมดวงชะตา ทำเสน่ห์และสร้างวัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง และทำตัวทุศีลเสพเมถุน จึงเกิดคำถามเกี่ยวกับพิธีกรรมต่างๆ โดยเฉพาะต่อสิ่งที่พ่อของตนกำลังยึดถือ”
“หลายครั้งที่จักรสีหราชบุตรได้เล่าเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในวัดให้ผู้เป็นพ่อฟัง เพราะเขาได้เห็นเบื้องหลังอย่างใกล้ชิดขณะที่บวชเป็นพระ ภายในวัดจะมีกระบวนการต่างๆ มากมายแอบแฝงอยู่ พระบางรูปจงใจมาบวชเพื่อแสวงหาทรัพย์ เมื่อได้ทรัพย์ก็นำไปซื้อหาความสุขบำรุงบำเรอตัวเอง ซึ่งไม่ใช่วิถีของบรรพชิต บางคนเคยเป็นนักเลงหัวไม้แต่แค่ได้บวชเป็นพระ ก็มีคนเคารพกราบไหว้แล้ว
โดยเฉพาะเรื่องสำคัญที่สุดคือ เรื่องแก่นธรรมที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ซึ่งขณะนี้ไม่มีใครให้ความสนใจเลย นั่นคือเรื่องของการเข้าถึงปัญญาจากพุทธะภายในด้วยตนเอง การเข้าถึงสภาวะหนึ่งที่ตรงกันข้ามกับการพึ่งพาสิ่งภายนอก นั่นคือศักยภาพที่แท้จริงที่เกิดจากภายใน หรือเรื่องของ’ปัญญาญาณ’ เขาตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการที่เกิดขึ้น และสิ่งที่พ่อกำลังทำนั้น ล้วนส่งเสริมให้ผู้คนพึ่งพาสิ่งภายนอก โดยเฉพาะเรื่องการแข่งกันสร้างพระพุทธรูปเพื่อที่จะได้บุญนั้น เป็นการทำลายศักยภาพของผู้คน เป็นอุปสรรคที่ปิดกั้นไม่ให้พวกเขาพึ่งพาตัวเอง ขณะที่พวกเขาอยู่ต่อหน้าพระพุทธรูป เขาจะลืมศักยภาพ ความศรัทธาต่อตนเองหรือพุทธะที่อยู่ภายใน และกลายเป็นความยำเกรงที่มาจากความกลัว เมื่อมีความกลัว ความรู้สึกลึกๆ ก็จะสั่งการโดยปริยายว่า ตัวเขานั้นด้อยกว่า ตัวเขานั้นมีศักยภาพที่น้อยกว่า จนแสดงออกเชิงพฤติกรรมปลายทาง ที่ทำให้เขาต้องพึ่งพาบางสิ่งบางอย่าง และสิ่งนั้นก็คือพระพุทธเจ้า ซึ่งนั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า”
“เอาล่ะ นี่คือชนวนของความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่าง จักรสีหราชบุตร กับ สิงหพาหุผู้เป็นพ่อ ต่อให้อธิบายอย่างไรเขาก็ไม่มีวันเข้าใจ เขายังคงยืนยันที่จะสร้างวัด สร้างพระพุทธรูปต่อไป ซึ่งตอนนั้นเขาแอบรู้มาว่า พ่อของเขาได้ตั้งเป้าไว้ว่า จะต้องสร้างวัดให้ได้หนึ่งพันแห่งก่อนตาย ซึ่งผลของการตั้งเป้าหมายเช่นนี้ ทำให้มีความจำเป็นจะต้องเก็บภาษีราษฎรให้มากขึ้น หรือไม่ก็ต้องทำสงครามกับเมืองอื่นๆ ให้มาเป็นเมืองขึ้น เพื่อจะได้เก็บส่วยบรรณาการมากขึ้น จักรสีหราชบุตรเฝ้าครุ่นคิดอยู่นานว่าจะทำอย่างไร ซึ่งการจะเปลี่ยนความคิดของพ่อนั้นคงยาก เพราะเขามีบาดแผลในเรื่องของบาปที่ทำไว้กับปู่ แล้ววันหนึ่งจักรสีหราชบุตรก็เกิดความคิดดีๆ ขึ้นมา” ท่านโภเชเล่าโดยละเอียด