๖๕.
อิสิปตนมฤคทายวัน
“การเดินทางผ่านแคว้นนี้ของพระพุทธเจ้า จึงพบว่าบางเมืองแทบไม่มีผู้คนอาศัยอยู่เลย บางเมืองเหลือแต่คนแก่ แต่พระองค์ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะเป้าหมายปลายทางของพระองค์คือ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน หรือป่าอันเป็นที่อยู่ของเหล่าฤาษี ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของแคว้นนี้อีกที” เขาอธิบาย
“ป่าอิสิปตนะนี้อยู่ตรงไหนครับ มีสัญลักษณ์อะไรเป็นที่สังเกตไหมครับ” ผมถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันที
“เนื่องจากในสมัยนั้นแคว้นใหญ่ที่สุดคือแคว้นทวารากะ นั้นเปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลาง และถือว่าเป็นเมืองหลวงของภูมิภาคทั้งหมด ดังนั้นเวลาจะเรียกพื้นที่อื่นๆ เขาจึงใช้อาณาจักรทวารากะนี้เป็นจุดศูนย์กลาง และเรียกเมืองอื่นหรือแคว้นอื่นตามทิศที่นับจากอาณาจักรนี้ ดังนั้นสถานที่ตั้งของป่าอิสิปตนมฤคทายวันนี้ จะอยู่ทางทิศเหนือหรือทิศอุดรของแคว้นทวารากะ ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเขาสวนกวาง ก่อนถึงจังหวัดอุดรธานีราว 70 กิโลเมตร”
“แสดงว่าชื่อจังหวัดอุดรฯ นี้ก็มาจากการกำหนดทิศทางของแคว้นใหญ่นี้ใช่ไหมครับ” ผมถาม
“ใช่…มันก็เหมือนกับเวลานี้กรุงเทพฯ ของเธอเป็นศูนย์กลาง เธอจึงเรียกเชียงใหม่ว่าเมืองเหนือ ซึ่งอุดรแปลว่าทิศเหนือ” เขาตอบ
“อ้อ..เข้าใจแล้วครับ ท่านสามารถระบุตำแหน่งของป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แบบชัดๆ เลยได้ไหมครับ” ผมพูด
“ได้สิ… ในสมัยนั้นเมืองนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือ มีลักษณะเป็นชุมชนแต่ไม่ได้มีสถานะเป็นเมืองหรือมีเจ้าเมือง ลักษณะจะคล้ายกับเกาะเมืองของท่านภาวรีย์ ที่มีสภาพเป็นกึ่งชุมชนกึ่งป่า เหมือนกับเป็นเขตอภัยทาน หากใครได้เดินทางเข้าไปในเมืองนี้จะรู้สึกแปลกๆ เพราะเต็มไปด้วยต้นไม้ พืชพันธุ์ สมุนไพร รวมไปถึงสัตว์ป่าน้อยใหญ่ โดยเฉพาะกวาง ที่นี่จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า ‘สารังคะนาถ’ หรือ ‘สารนาถ’ ซึ่งหมายถึงดินแดนที่ผู้คนอาศัยอยู่ร่วมกับกวาง”
“ที่สำคัญ ที่นี่เป็นที่ชุมนุมของเหล่าฤาษีที่มีชื่อเสียงในด้านวิทยาการต่างๆ โดยเฉพาะด้านการเข้าถึงสัจธรรมหรือการหลุดพ้น และนี่คือเหตุผลว่าทำไมพระพุทธเจ้าถึงมุ่งหน้ามาที่นี่ หากจะให้ระบุตำแหน่งของสถานที่แห่งนี้แบบเฉพาะเจาะจงคือ ปัจจุบันเรียกว่าโบราณสถานดงเมืองแอม ตำบลดงเมืองแอม อำเภอเขาสวนกวาง จังหวัดขอนแก่น” เขาตอบ
“แล้วที่นั่นมีอะไรเป็นจุดสังเกตไหมครับ” ผมถาม
“หากเธอไปที่นั่น จะเห็นซากของเมืองโบราณประกอบด้วย คูเมืองที่ยึดเอาลำน้ำธรรมชาติเป็นเขตแดน มีเส้นผ่านศูนย์กลางด้านละประมาณ 1.5 กิโลเมตร ตรงกลางมีเกาะเล็กๆ มีคูน้ำล้อมรอบอีกชั้น ภายในเมืองมีลักษณะเป็นชุมชนที่อยู่ร่วมกับธรรมชาติ คือมีลักษณะเป็นบ้านเรือนที่มีสัตว์ป่า โดยเฉพาะกวาง ภายในเกาะชั้นในมีซากเจดีย์เก่า ที่พระยาอโศกและพระพุทธเจ้าเดินทางไปทำเอาไว้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ที่นี่คือสถานที่ที่พระองค์แสดงปฐมเทศนาให้กับพราหมณ์ทั้งห้าคน จนได้ดวงตาเห็นธรรมและเกิดเป็นคณะสงฆ์กลุ่มแรกในพุทธศาสนา” เขาอธิบาย
“โอ้…ว้าว!… เรื่องนี้มีใครรู้บ้างครับ ว่าที่นี่คือหนึ่งในสังเวชนียสถานนะครับ” ผมถาม
“ไม่มีใครรู้หรอก แม้กระทั่งพระที่ประจำอยู่ที่สำนักสงฆ์แห่งนั้นก็ยังไม่รู้เลย ปัจจุบันที่นั่นมีเพียงพิพิธภัณท์ท้องถิ่นเล็กๆ ที่ใช้เก็บรักษาวัตถุโบราณที่ขุดได้จากละแวกนั้น แต่ไม่มีประวัติเกี่ยวกับเรื่องนี้แม้สักบรรทัดเดียว” เขาตอบ
“ตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะออกเดินทาง เพื่อไปเรียนรู้สัจธรรมกับเหล่าฤาษี ท่านใช้เวลาอยู่ที่นี่ถึง 6 ปี เรียนรู้จนครบทุกวิชา เรียนจนครูไม่มีอะไรจะสอน แต่พระองค์ก็ยังไม่พึงพอใจ ยังมีคำถามมากมายที่เหล่าครูบาอาจารย์ไม่สามารถตอบได้ แต่กลับบอกว่าให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็รู้เอง พระองค์จึงคิดว่าที่นั่นไม่ใช่คำตอบแล้ว เพราะหากอาจารย์เหล่านั้นรู้ว่าสุดท้ายมันเป็นอย่างไร ก็ต้องรู้สิว่า จะไปถึงจุดหมายปลายทางนั้นเมื่อไหร่ และยังขาดอะไร หรือยังต้องใช้ความสามารถอีกขนาดไหน” ท่านโภเชอธิบาย
“หมายความว่าอย่างไรครับ การเรียนรู้ก็ต้องเรียนไปเรื่อยๆ ไม่ใช่หรือครับ” ผมถามแทรก
“ตอนนั้นเจ้าชายสิทธัตถะแค่สงสัยว่า เป้าหมายแห่งการเรียนหรือกรรมวิธีที่ใช้ปฏิบัตินั้น สามารถทำให้ไปถึงจุดหมายได้อย่างไร ต้องทำอีกเท่าไหร่ถึงจะสำเร็จ คำว่าสำเร็จนั้นมันมีสภาวะอย่างไร และที่สำคัญที่สุดคือเขาต้องการรู้ว่าตอนนี้เขาเรียนถึงตรงไหนแล้ว
เปรียบเสมือนว่าเธอกำลังลงเรียนวิชาอะไรสักอย่างในมหาวิทยาลัย เธอย่อมต้องการรู้ว่า สิ่งที่เรียนนั้นจะไปถึงจุดที่เป็นปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกได้เมื่อไหร่อย่างไร
สิ่งที่เรียนตรงกับความต้องการหรือไม่ ผลสำเร็จเมื่อจบปริญญาเอกแล้วจะต้องมีคุณสมบัติแบบไหน และที่สำคัญคือตอนนี้เขากำลังเรียนอยู่ชั้นอะไรและจะต้องเรียนอีกเท่าไหร่”
“อ้าว…แล้วครูบาอาจารย์ไม่ได้บอกหรือครับ” ผมถาม
“มีเป็นหลักสูตรอยู่ว่า จะต้องผ่านการฝึกอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เมื่อพระพุทธเจ้าทำได้ครบตามนั้นแล้ว พระองค์ก็ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงในตนเอง พระองค์จึงตั้งคำถาม แต่คำตอบที่ได้คือทำไปเรื่อยๆ แล้วจะรู้เอง” เขาตอบ
“แล้วพระองค์ทำอย่างไรต่อครับ” ผมถาม
“พระองค์จึงออกเดินทางเพื่อไปศึกษาด้วยตนเอง โดยนำเอาหลักการทั้งหมดที่ได้ร่ำเรียนไปพิสูจน์ทดลองอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะกระบวนการบำเพ็ญทุกข์กิริยา ที่พระองค์ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องทำให้ถึงที่สุด เวลานั้นเหล่าพราหมณ์ที่เคยทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะจะสำเร็จบรรลุสัจธรรม จึงออกติดตามไปด้วย โดยหวังว่า หากพระองค์สำเร็จแล้ว จะได้เอามาสอนพวกตนบ้าง พระองค์จึงออกเดินทางไปทิศตะวันออกจนไปถึงตำบลหนึ่งซึ่งเป็นชายแดนของแคว้นกาสีต่อกับแคว้นอังคะ ที่นั่นมีแม่น้ำใหญ่ชื่อว่าแม่น้ำเนรัญชรากั้นอยู่”
“เจ้าชายสิทธัตถะปักหลักที่ริมฝั่งแม่น้ำนั้นนานเกือบหกเดือน เขาบำเพ็ญทุกขกิริยา ด้วยการอดอาหาร และดื่มเพียงน้ำเพื่อประทังชีวิต จนร่างกายผ่ายผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก แต่สุดท้ายก็ยังไม่สามารถค้นพบสิ่งใด มีแต่เพียงร่างกายที่ทรุดโทรมไม่มีเรี่ยวแรง พระองค์พิจารณาว่าเวลานี้น่าจะเป็นวาระสุดท้ายแล้ว นี่คือจุดที่พระองค์ต้องเลือก เพราะหากทำเช่นนี้ต่อไป นอกจากพระองค์จะไม่สามารถค้นพบสัจธรรมที่ปรารถนาแล้ว เขาก็อาจจะตายไปโดยไร้ความหมายและเปล่าประโยชน์ เขาจึงตัดสินใจเลิกบำเพ็ญเพียรด้วยการอดอาหารนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา”
“เมื่อเหล่าพราหมณ์ที่ติดตามเห็นว่าเจ้าชายสิทธัตถะเลิกล้มความตั้งใจ หันมากินอาหาร พวกเขาจึงหมดความศรัทธาและกลับไปอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวันตามเดิม ทิ้งให้พระองค์อยู่ตามลำพัง พระองค์จึงตัดสินใจเปลี่ยนสถานที่ภาวนาใหม่ โดยเข้าไปใกล้กับชุมชนมากขึ้น เพื่อที่จะได้เดินไปบิณฑบาตรับอาหารดูแลร่างกายได้บ้าง พระองค์เดินเลียบแม่น้ำใหญ่นั้นขึ้นไปอีกประมาณ 20 กิโลเมตร เข้ามาใกล้กับชุมชนที่ติดแม่น้ำเนรัญชราแห่งหนึ่ง จุดที่ชุมชนนี้ตั้งอยู่ เป็นจุดที่มีแม่น้ำอีกสายหนึ่งไหลมาบรรจบ แม่น้ำนี้มีชื่อว่าแม่น้ำจัมปา ที่นี่จึงมีลักษณะพิเศษคือมีหาดทรายสีเหลืองนวลขนาดใหญ่ ช่วงหน้าแล้งจะเห็นเป็นสันดอนทรายกลางแม่น้ำปรากฏขึ้น ชุมชนนี้จึงเรียกตัวเองว่า อุรุเวลาเสนานิคม ซึ่งหมายถึงหมู่บ้านที่มีทรายงาม”