อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๙๓.

๙๓.

มหาศิวราตรี

จากนั้นภาพที่ปรากฏขึ้นต่อหน้าผม ก็กลายเป็นบรรยากาศของค่ำวันหนึ่งในนครสาวัตถีที่ผมคุ้นเคย แต่วันนี้เป็นวันพิเศษคือเป็นวันพระจันทร์เต็มดวง เพราะผมเห็นมันค่อยๆ ปรากฏขึ้นอย่างเด่นชัดทางทิศตะวันออกตั้งแต่เริ่มโพล้เพล้ มันมีแสงสีขาวนวลและดวงกลมโต ตัดกับฉากหน้า ที่เป็นยอดปราสาทเทวาลัยอันสูงตระหง่าน วันนี้ภาพของเทวาลัยดูสวยงามเป็นพิเศษกว่าทุกวัน เพราะการประดับประดาด้วยประทีป โคมไฟ แสงเทียนนับพัน นับหมื่นดวง ในทุกๆ จุดของปราสาท จนทำให้มันสว่างไสว สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล และได้ยินเสียงของกลองมโหรีประโคมดังไปทั่ว

หลังจากเสร็จภารกิจประจำวันแล้ว ค่ำวันนี้ผมและคณะอีกสองร้อยกว่าคน ได้ตั้งใจจะเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้ายังวัดบุปผารามที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงสาวัตถี

ระหว่างทางที่เดินจากวัดเชตวัน เราก็เดินสวนกับผู้คนที่ต่างแต่งกายประชันกันอย่างสวยงาม แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือทุกคนมีผ้าสีขาวเป็นผืนยาว พันสะพายเฉียงรอบหัวไหล่ข้างหนึ่ง เพื่อเป็นการบ่งบอกว่าเขาจะไปร่วมพิธีกรรมที่จะจัดขึ้นในเทวาลัย ในมือของพวกเขามีกระทงที่ทำจากใบตองบรรจุดอกไม้หลากสีสัน เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ขึ้นอยู่กับฐานะ ตรงกลางของดอกไม้มีธูปหอมสามสี่ก้านปักอยู่ อีกมือหนึ่งถือภาชนะดินเผาคล้ายจานเล็กๆ แต่มีขอบสูงขึ้นมาเล็กน้อย ภายในบรรจุไขขี้ผึ้งพร้อมไส้สำหรับจุดไฟ ตลอดสองข้างทางรอบเมืองมีการประดับประดาด้วยโคมไฟจำนวนมาก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าวันนี้คือวันพิเศษ

บริเวณรอบเทวาลัย ถูกจับจองเป็นตลาดขายสินค้าต่างๆมากมาย มีทั้งของใช้เบ็ดเตล็ด เครื่องประดับและเสื้อผ้า รวมถึงมีมหรสพ การแสดง การละเล่นต่างๆ เช่น ละครเร่ คนเล่นกล  การแสดงปาหี่ และหมอดู ฯลฯ ทำให้บรรยากาศของวันนี้ดูคึกคัก น่าตื่นตาตื่นใจเป็นพิเศษ ดูแล้วคล้ายกับบรรยากาศของงานวัดในปัจจุบัน แต่มันดูมีมนต์ขลังและดูโบราณมากๆ และสิ่งที่ต่างกันคือสถานที่จัดงานนั้น เป็นเทวาลัยในศาสนาพราหมณ์ไม่ใช่วัด

“ท่านครับ วันนี้คือวันอะไรครับ” ผมถามท่านโภเชขึ้นกลางคัน ขณะที่กำลังมองดูสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างตื่นเต้น

“วันนี้คือวัน ‘มหาศิวราตรี’ ซึ่งจัดขึ้น ในวันขึ้น 15 ค่ำเดือนสามของทุกปี  ทุกคนในเมืองนี้ จะไปประกอบพิธีบูชาพระศิวะด้วยของสามสิ่งนั่นคือ ดอกไม้ เครื่องหอม และไฟ  ซึ่งประเพณีนี้มีผู้คนยึดถือปฏิบัติกันทั่วทั้งภูมิภาคสุวรรณภูมิแห่งนี้เลย หากเธอได้เห็นพิธีกรรมนี้ในเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของศาสนาพราหมณ์ หรือที่เรียกว่าอาณาจักรทวาราวดี จะดูยิ่งใหญ่อลังการมากกว่านี้เป็นร้อยเป็นพันเท่า” ท่านโภเชอธิบาย

“เอ…ผมไม่แน่ใจว่า วันนี้จะตรงกับวันสำคัญทางพุทธศาสนาวันหนึ่งรึเปล่า รู้สึกจะเป็นวันมาฆบูชานะครับ” ผมถาม

“ใช่แล้วเป็นวันเดียวกัน แต่เรื่องของวันมาฆบูชาที่เธอกำลังพูดถึงนี้ เพิ่งจะมีการกำหนดขึ้นหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วสองพันกว่าปี หรือในราว พ.ศ. 2300 นี่เอง” ท่านโภเชตอบ

“มันมีความเกี่ยวข้องกับวันศิวะราตรีนี้ไหม ทำไมถึงเป็นวันเดียวกันเลยครับ” ผมถาม

“ไม่เกี่ยวกับวันศิวะราตรี แต่ช่วงเวลามันตรงกับตำนานของเธอและเพื่อนๆ ของเธอ”

“เรื่องราวในตำนานของผมหรือครับ น่าตื่นเต้นจัง ท่านเล่าให้ฟังได้ไหมครับ” ผมร้องขอ

“เธอสัมผัสมันด้วยตนเองต่อเถอะ เธอจะได้เข้าใจทุกอย่างว่ามันมีความเป็นมาอย่างไร” ท่านโภเชตอบ

“ได้ครับ” ผมตอบ

คณะของอชิตะภิกขุ ใช้เวลาเดินทางจากวัดเชตวันไปกว่า 2 ชั่วโมงคือ ตั้งแต่ก่อนค่ำและไปถึงวัดบุปผารามราวทุ่มครึ่ง  ตลอดการเดินทาง ผมรู้สึกถึงความกระตือรือร้นที่เกิดขึ้นในใจของอชิตะ เขาเร่งฝีเท้าให้ถึงโดยเร็วที่สุด ปรกติค่ำคืนนี้ตามประเพณีของศาสนาพราหมณ์ ผู้ที่ไปเข้าร่วมพิธีศิวราตรีทุกคนจะไม่นอนกันตลอดทั้งคืน สำหรับประชาชนทั่วไป พวกเขาจะเดินทางไปร่วมพิธียังเทวาลัย หรือสถานที่ที่ประดิษฐานองค์พระศิวะ หรือศิวลึงค์ โดยจะทยอยนำน้ำสะอาดไปสรงที่ศิวลึงค์ พร้อมกับนำตะเกียงน้ำมันเครื่องหอมหรือธูปหอม ไปจุดไว้รอบเทวาลัย และถวายดอกไม้เป็นเครื่องบูชา หลังจากนั้นต่างคนต่างก็ไปหาที่นั่งบริเวณรอบๆ เทวาลัย ซึ่งจะมีการแบ่งพื้นที่อย่างชัดเจนตามชนชั้นและฐานะ เพื่อฟังบทสวดที่จะดังออกมาจากข้างในจนถึงเช้า ส่วนพราหมณ์จะทำหน้าที่สวดมนต์บทสรรเสริญพระศิวะ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่ภายในเทวาลัย โดยจะหมุนเวียนสับเปลี่ยนกันตลอดทั้งคืน ภาพบรรยากาศของพิธีกรรมนี้จึงดูศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่มีโอกาสได้เข้าร่วมพิธีจะถือว่าตนเองได้รับบุญกุศลอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีฐานะดี ผู้ที่บริจาคทรัพย์สินให้กับเทวสถานของพราหมณ์มาก ก็จะได้รับการยกย่องและได้นั่งในตำแหน่งที่พิเศษกว่าใคร

เมื่อคณะของอชิตะที่เคยเป็นพราหมณ์ มาบวชเป็นพระกับพระพุทธเจ้าแล้ว ประเพณีเหล่านั้นก็ถูกยกเลิกไปในหมู่สงฆ์ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะทำอะไรบางอย่างตามประเพณี โดยเฉพาะกับครูบาอาจารย์หรือผู้ที่ตนให้ความเคารพ ดังนั้นคืนวันนี้เขาจึงตั้งใจที่จะไม่นอนและพร้อมใจกันเดินทางไปพบพระพุทธเจ้า

ในใจของอชิตะเวลานี้รู้สึกว่ามีคนกำลังรอเขาอยู่ และเมื่อก้าวพ้นบันไดขั้นสุดท้ายขึ้นมาบนลานหน้าวัดบุปผาราม ก็พบว่าไม่ใช่มีแค่คณะของอชิตะเท่านั้นที่มาเฝ้าพระพุทธเจ้า ภาพที่เห็นคือมีผู้คนจำนวนมาก นั่งในท่าขัดสมาธิล้อมเป็นวงกลมบนลานกว้าง มีทั้งพระ มีทั้งกษัตริย์ คหบดี ประชาชนทั่วไป และแต่ละคนจะมีภาชนะดินเผาใส่ขี้ผึ้ง เพื่อให้แสงสว่างดวงเล็กๆ คนละหนึ่งดวงตั้งอยู่ตรงหน้า  เนื่องจากผู้ที่บริจาคทรัพย์เพื่อสร้างวัดบุปผารามแห่งนี้เป็นผู้หญิง ดังนั้นที่นี่ จึงเป็นที่พักของภิกษุณี และฆราวาสที่เป็นผู้หญิง ที่เลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้า เช่นเดียวกับผู้ที่มาเฝ้าพระพุทธเจ้าในวันนี้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

“ว้าว…เกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมมีผู้คนมากมาย พวกเขาเป็นใครครับ” ผมถามท่านโภเช

“เป็นการชุมนุมโดยไม่ได้นัดหมาย ของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นอรหันต์จำนวน 1,250 คน” ท่านโภเชตอบ

“ท่านครับ เรื่องการประชุมของพระอรหันต์จำนวน 1,250 รูปโดยไม่ได้นัดหมายอย่างนั้นหรือครับ งั้น… แสดงว่านี่คือที่มาของตำนานวันมาฆบูชาใช่ไหมครับ” ผมถามต่อ

“ใช่” เขาตอบ

“แต่เท่าที่ผมเคยรู้มา เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นในช่วงต้นๆ หลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ไม่นาน และมันก็เกิดขึ้นที่วัดเวฬุวันเมืองราชคฤห์โน้น ไม่ใช่หรือครับ อีกอย่างภาพที่ผมเห็นเวลานี้ไม่เห็นเหมือนกับภาพที่เคยจินตนาการไว้เลย นั่นคือมีพระพุทธเจ้านั่งอยู่บนแท่น และมีพระภิกษุผู้ชายล้วนหัวโล้นนั่งฟังพระพุทธเจ้าเทศนา” ผมถามพร้อมกับตั้งข้อสังเกต เพื่อเทียบเคียงกับภาพวาดที่เคยเห็นในประวัติวันมาฆบูชา

“ข้อมูลที่เธอรับรู้มานั้นไม่ผิดหรอก ในช่วงแรกของการตรัสรู้ และออกเดินทางเผยแผ่วิธีการเป็นพุทธะ จนทำให้ผู้คนสามารถเป็นพุทธะได้จำนวนมาก ซึ่งในเวลานั้นส่วนใหญ่จะเป็นเหล่าชฎิลดาบสและพราหมณ์ เพราะพวกเขาต่างแสวงหาวิธีการบรรลุสัจธรรมกันอยู่แล้ว เมื่อมีคนมาบอกทางลัด เขาจึงพร้อมและสามารถบรรลุได้ทันที ดังนั้นในปีแรกของการตรัสรู้ เมื่อถึงวันศิวะราตรีเหล่าพราหมณ์ที่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ต่างสำนึกในพระคุณของครูบาอาจารย์ จึงพากันเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า”เขาตอบ