อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๑๘.

๑๘.

สมาธิจิต

“แต่ก่อนอื่นฉันต้องบอกวิธีการบางอย่างกับเธอ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดอันตรายกับร่างกายของเธอ”

“บอกมาได้เลยครับ” ผมทำท่าเตรียมพร้อม

“ถึงแม้ว่าเราจะเดินทางกันด้วยจิต แต่เธอก็จะยังรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างคือของจริง เธอจะสัมผัสกับมันได้ประดุจว่า มันตั้งอยู่ตรงนั้นจริงๆ ทั้งอากาศ น้ำ ต้นไม้และสิ่งอื่นๆ แต่เมื่อเธอรู้อย่างแน่ชัดว่าทุกอย่างคือของจริง ผนวกกับขณะนี้เธอยังมีร่างกายที่เป็นกายภาพซึ่งกำลังอยู่บนโลก ดังนั้นหากเธอรู้สึกอะไรขณะอยู่ที่นี่ ร่างกายของเธอที่อยู่ทางโน้นก็จะเกิดสภาวะนั้นตามไปด้วย” เขาอธิบาย

“ไม่ต้องห่วงครับ ที่ผ่านมาผมสบายมาก” ผมตอบ

“มันจะไม่ใช่อย่างที่เธอเข้าใจน่ะสิ ที่ผ่านมาทุกๆ ที่ ที่เธอไปจะมีสภาวะทั้งอากาศและอุณหภูมิที่เกือบจะเป็นปกติ เป็นที่ที่อุดมไปด้วยชีวิต แต่ที่ที่ฉันกำลังจะพาเธอไปนับจากนี้ มันจะเป็นสถานที่ ที่สิ่งมีชีวิตไม่สามารถดำรงอยู่ได้ มันมีสภาวะสุดขั้วมากที่สุด ซึ่งถ้าเธอไม่มีความสามารถในการเตือนตัวเองว่า ขณะนี้เธอเหลือแต่จิตล้วนๆ แล้ว ร่างกายของเธอทีก่อาจจะได้รับอันตราย ซึ่งกระบวนการนี้เธอจะต้องมีทักษะทางจิตที่แน่วแน่ และระลึกให้ได้อย่างต่อเนื่อง หรือที่เธอเรียกกระบวนการนี้ว่า การมีสติและสมาธิ ซึ่งเธอจะได้รู้เสียทีว่าสมาธิกับสตินั้นมีประโยชน์อย่างไร” เขาอธิบาย

“มันเกี่ยวอะไรกับสมาธิและสติครับ ผมไม่เข้าใจ” ผมถาม

“ขณะนี้ฉันกำลังจะพาเธอลงไปยังแกนโลก แต่ก่อนที่จะถึงแกนที่ลึกที่สุด เธอจะต้องผ่านธารหินหนืดที่ร้อนระอุ และนี่คือความจริง ซึ่งความร้อนระดับนั้นมันร้อนมากจนสามารถหลอมละลายทุกๆ วัตถุธาตุที่อยู่บนโลก และเมื่อเธอลงไปอยู่ในธารหินหนืดที่หลอมละลายเหล่านั้น จิตของเธอก็จะสัมผัสกับความร้อนถึงขีดสุด ร้อนเกินกว่าที่วัตถุธาตุใดจะดำรงสถานภาพเดิมไว้ได้ หากเธอไม่มีทักษะด้านสติและสมาธิ วินาทีนั้นร่างกายที่อยู่ทางโน้นก็จะเกิดความร้อนแบบนั้นตามไปด้วย ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นคือ ร่างกายจริงๆ ของเธอก็จะถูกเผาไหม้เป็นเถ้าถ่านไปในทันที เพราะจิตกับกายเธอเชื่อมโยงกันโดยตรง ในอดีต บนโลกของเธอเคยมีคนเดินทางด้วยจิตแล้วเผลอเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่ร้อนจัดและถูกเผาเป็นเถ้าถ่านแบบนี้มาแล้ว” เขาตอบ

“มันไม่น่าจะเป็นไปได้ ฟังดูเหลือเชื่อมากๆ เลยครับ” ผมตั้งข้อสังเกต

“เหลือเชื่อหรือไม่ ฉันไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ นี่คือการทำงานที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นระหว่างจิตกับร่างกายของเธอ ขณะที่เธอยังมีชีวิตอยู่ หากเธอตายไปแล้วกระบวนการลักษณะนี้ก็ยังคงทำงานอยู่ ถ้าเธอตายแต่จิตของเธอยังไม่มีทักษะด้านสติและสมาธิ คือยังไม่สามารถเตือนตัวเอง ยังไม่สามารถรักษาความรู้สึกตัวว่า ขณะนี้เธอเหลือแต่จิตแล้ว เธอยังคิดว่า นี่คือชีวิตจริง เธอก็จะตกอยู่ในสภาวะความสับสนหรือหลง ซึ่งความหลงนี้เองคือความไม่เป็นอิสระ หากจิตสุดท้ายอยู่ที่ไหนจิตเธอก็จะยังวนเวียนอยู่ที่นั่นหรืออยู่กับเหตุการณ์นั้น หากเธอตายที่บ้าน จิตก็จะอยู่ที่บ้าน หากเธอตายที่ถนน จิตของเธอก็จะอยู่ที่ถนน จนกว่าจะมีใครสักคนพาเธอออกไปจากสถานที่และสถานการณ์เหล่านั้น ซึ่งหน้าที่ในการพาเธอออกไปจากที่นั่น จะมีรูปธรรมที่รับผิดชอบเรื่องนี้ โดยนำพาให้ดวงจิตนั้นๆ ไปพักในที่ที่เหมาะสม เพื่อรอเวลาการได้กลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้ จิตส่วนมากที่ยังไม่รู้ตัวหรือไม่สามารถมีความเป็นอิสระก็จะจมอยู่กับเรื่องราวที่ตัวเองเคยสร้างขึ้น ผ่านความทรงจำที่เก็บไว้ในดวงจิตของตนเองและในพื้นที่สำรองข้อมูลของกายา หากเธอเคยทำเรื่องดีๆ จิตของเธอจะได้อยู่กับเรื่องราวดีๆ แต่หากเคยทำเรื่องไม่ดี จิตของเธอก็จะจมอยู่กับเรื่องราวที่ไม่ดีเหล่านั้น” เขาอธิบายเพิ่มเติม

“ฟังดูน่ากลัวจังเลยครับ” ผมพูด

“ใช่…ที่จริงนี่คือเรื่องที่น่ากลัวที่สุด ขณะนี้คนทั้งโลกของเธอกำลังตกอยู่ในสภาวะแห่งการไม่รู้สึกตัวและไม่สามารถเตือนตัวเองได้ว่า สิ่งต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่นั้น ล้วนเป็นเรื่องสมมุติที่จิตสำนึกของเธอกำหนดขึ้นมาทั้งสิ้น ทำให้เขาเหล่านั้นติดอยู่ในพันธนาการทางกายภาพ จนทำให้จิตวิญญาณไม่สามารถเป็นอิสระได้ และการที่เธอจะเป็นอิสระได้ เธอต้องรู้ว่า เรื่องราวต่างๆ นั้นมันไม่ได้มีอยู่จริงสำหรับจิตวิญญาณ และรู้ว่าไม่มีอะไรจะมีอิทธิพลต่อจิตวิญญาณของเธอได้

หรือดีที่สุดคือการเป็นอิสระจากเงื่อนไขใดๆ อย่างสิ้นเชิง เพียงแค่เธอรู้สึกตัวว่า เธอคือจิตวิญญาณ เหมือนที่เธอกำลังจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่อไปนี้ มันคือแบบฝึกหัดที่เธอจะต้องเตือนตัวเองตลอดเวลาว่า ขณะนี้เธอกำลังเดินทางไปด้วยจิต ทุกสิ่งทุกอย่างโดยเฉพาะความร้อนที่เกิดขึ้นกับเธอนั้น ถึงแม้จะเป็นของจริงแต่มันไม่สามารถทำอะไรเธอได้ เมื่อไหร่ที่เธอเผลอคิดว่า มันคือความร้อนจริงตามที่เธอเคยมีประสบการณ์ตอนที่เป็นรูปธรรม ร่างกายจริงๆ ของเธอก็จะถูกเผาตามไปด้วยทันที แต่ถ้าเธอมีสมาธิและสติที่ตั้งมั่น นอกจากเธอจะไม่ได้รับอันตรายจากความร้อนเหล่านั้นแล้ว เธอยังสามารถกำหนดให้ความร้อนที่เธอกำลังสัมผัสอยู่นั้นเป็นเช่นไรก็ได้ จะใหเป็นอุณหภูมิปกติสบายๆ หรือจะให้หนาวเย็นจนกลายเป็นน้ำแข็งเลยก็ย่อมทำได้ อันนี้คือทักษะความเป็นอิสระทางจิตที่เธอจะต้องเรียนรู้” เขาอธิบาย

“โห!…ผมจะเสี่ยงดีไหมนี่” ผมตอบ

“ไม่เป็นไร ฉันจะคอยช่วยเหลือเธอเองในช่วงต้น แต่หลังจากนั้นฉันจะค่อยๆ ปล่อยให้เธอทดลองทำด้วยตนเอง ตกลงไหม” เขาพูดเพื่อให้เกิดความอุ่นใจ

“ดีครับ” ผมตอบรับ

“งั้นไปกันเลย เธอจับมือฉันไว้นะ” เขาพูด

พอพูดจบท่านโภเซก็หงายมือขวาขึ้นแล้วยื่นให้ผมจับช้าๆ ทันทีที่ผมจับมือเขา ก็ปรากฏว่าเราทั้งคู่กำลังลอยตัวอยู่ในน้ำที่มืดมิด

“ที่นี่คือที่ไหนครับ” ผมถาม

“ที่นี่คือก้นมหาสมุทรในส่วนที่ลึกที่สุด จากนี้ไปฉันจะค่อยๆ พาเธอไปช้าๆ ตามความเป็นจริงนะ”

“ครับ” ผมตอบ

เราสองคนค่อยๆ ดำดิ่งลงๆ จนเห็นบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ด้านล่าง ลักษณะของมันเป็นฟองสีขาวพวยพุ่งขึ้นมา ผมรู้สึกได้จากการที่มันกระทบกับฝ่าเท้า จากนั้นก็เห็นเป็นเหมือนรอยแยกสีแดงขนาดใหญ่กว้างหลายร้อยเมตรทอดยาวไปสุดสายตา มันเป็นรอยแยกที่เกิดจากการปริแตกและม้วนตัวไปมาของหินลาวา ผมรู้สึกถึงความน่าสะพรึงกลัวที่ผุดขึ้น หลังจากที่กระทบกับความร้อนและรอยแยกสีแดงบนฉากสีดำ มันทำให้ผมคิดว่า ผมกำลังลอยตัวอยู่เหนือนรกอันร้อนระอุ

“ที่เห็นนี้เป็นแค่จุดเล็กๆ ของรอยแยกนะ เราจะลงไปยังแกนโลกจากจุดนี้” เขาพูด

ถึงตอนนี้ในใจผมรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที ถึงแม้ว่าท่านโภเซได้บอกไว้แล้วว่า ขณะนี้เรากำลังเดินทางด้วยจิต แต่ความรู้สึกที่สัมผัสอยู่นั้น มันกลับเหมือนจริงมากๆ เหมือนจนทำให้ผมเกิดความลังเลขึ้นมาว่า หรือจะเปลี่ยนใจไม่ไปดีกว่า

“เนื่องจากเธอยังไม่มีทักษะมากพอ นับจากนี้ฉันจะสร้างเกราะป้องกันไว้รอบๆ ตัวของเราทั้งสองคนให้นะ เธอจะได้ไม่รู้สึกถึงความร้อนที่อยู่รอบตัว” ท่านโภเซบอกกรรมวิธี

“ดีครับๆ” ผมรีบตอบรับข้อเสนอทันที

จากนั้นท่านโภเซจึงใช้มือข้างซ้าย วาดจากด้านซ้ายของตัวผมขึ้นมาที่เหนือศีรษะ และอ้อมลงไปด้านขวาจนเกือบจะจรดปลายเท้าด้านล่าง ทันใดนั้นผมก็เห็นเหมือนมีฟิล์มบางๆ ห่อหุ้มเราทั้งสองไว้ ความรู้สึกที่ปรากฏขึ้นทันทีหลังจากที่มีฟิล์มนี้หุ้มตัวอยู่ คือไม่มีความรู้สึกร้อนเลย

“โอ้…ค่อยยังชั่วหน่อย” ผมพูด จากความรู้สึกที่ปลอดภัยขึ้น

“ไปกันได้แล้ว จากนี้แม้ว่าอุณหภูมิจะร้อนแค่ไหนมันก็ไม่มีผลอะไรกับเรา” พอพูดจบ เราทั้งคู่ก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวต่ำลง

ผมเพ่งมองทุกวินาทีแบบไม่กะพริบตา เรากำลังจะจมลงสู่ธารลาวาที่ร้อนระอุทีละน้อยๆ ยิ่งใกล้เข้าไป ยิ่งรู้สึกถึงความน่าสะพรึงกลัวที่เกิดจากปฏิกิริยาของมัน เศษลาวาสีแดงฉานแตกกระจายแบบไร้ทิศทางเหมือนสะเก็ดระเบิดที่กระเด็นข้ามหัวไปมา มันทำให้ผมจินตนาการว่า หากไม่ได้เดินทางด้วยจิต เราคงจะเหมือนเศษปุยนุ่นที่บางเบาปลิวไปตกในกองไฟ มันคงมลายหายวับไปในพริบตา

เราค่อยๆ จมลงในสายธารลาวา ที่มีลักษณะคล้ายกับการมุดลงไปตามรอยแยกของโพรงถ้ำที่มีธารน้ำใต้ดิน แต่แค่เปลี่ยนจากน้ำใสๆ มาเป็นหินที่หลอมละลาย จากนั้นเราก็โผล่ออกมาที่จุดจุดหนึ่ง จากที่ความรู้สึกกลัวอยู่ปริมาณหนึ่ง แต่ตอนนี้มันทวีขึ้นเป็นร้อยเท่า เพราะสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่ตรงหน้ามันคือกำแพงธารลาวาที่สูงตระหง่าน มันเป็นกำแพงที่เชี่ยวกรากขนาดมหึมา มันไหลไปในทิศทางเดียวกันจากซ้ายไปขวาอย่างรุนแรง

“เราถึงไหนแล้วครับ” ผมถามหลังจากที่เดินทางมาถึงจุดที่ว่านี้

“ตรงที่เราสองคนยืนอยู่นี้ คือรอยต่อระหว่างแผ่นเปลือกโลกกับกระแสลาวาที่หลอมละลาย นี่คือจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของมวลวัตถุที่อยู่บนโลกทั้งหมด” เขาอธิบาย

“จุดเริ่มต้นและสิ้นสุดอย่างไรครับ” ผมถาม

“ก็ไม่ว่าวัตถุธาตุที่อยู่บนเปลือกโลกนั้นจะเป็นอะไร ถูกสร้างเป็นวัตถุประเภทไหน เป็นของแข็ง ของเหลวหรือเป็นก๊าซ เมื่อมันผ่านกาลเวลาไปเป็นแสนเป็นล้านปี แล้วย้อนกลับมาสู่เตาหลอมแห่งนี้ มันก็จะกลับคืนสู่มวลธาตุเริ่มต้นที่หลอมละลายก้อนนี้ ที่นี่คือที่ที่เราไมอาจจะระบุธาตุได้ว่า มันคือธาตุอะไรบนตารางธาตุของเธอ เพราะทุกๆ ธาตุถูกหลอมรวมกันหมด” เขาตอบ

“แล้วทำไมมันถึงเหมือนเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงมากเลยล่ะครับ” ผมถามจากปรากฏการณ์ที่เห็น