อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๘๐.

๘๐.

ผู้ได้พบ

“ทุกอย่างล้วนมีความเหมาะสม ขอให้ท่านอาจารย์โปรดวางใจเถิด” อชิตะพูด

“เหมาะสมอย่างไรรึ” ท่านภาวรีย์ถาม

“นับจากนี้ท่านจะได้ชื่อว่าคือ ‘ผู้ได้พบ’ เมื่อพบแล้วท่านจะไม่มีวันกลับไปเป็นผู้ไม่พบอีก ถัดจากนี้ไปท่านจะสามารถเข้าสู่สภาวะของ ‘ผู้ได้ประจักษ์’ เนื่องจากสภาวะนี้ต้องทำด้วยตนเอง พิสูจน์ด้วยตนเอง หากเข้าสู่สภาวะนี้ได้แล้ว ท่านจะเกิดอีกแค่หนึ่งชาติเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก”

“แต่ข้าปรารถนานิพพานในชาตินี้ ปรารถนาที่จะไม่เกิดอีก ข้าเบื่อหน่ายการเกิดนี้เต็มที” ท่านภาวรีย์พูด

“ความเบื่อหน่ายนี้มีที่มาจากความมีตัวตน ถึงแม้ว่าสิ่งที่ท่านอาจารย์ปรารถนาจะคือเป้าหมายสูงสุด แต่ความมีตัวตนก็เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเข้าถึงปัญญาของจิตวิญญาณด้วยเช่นกัน เพราะการรับรู้ถึงการมีอยู่ของจิตวิญญาณ จะต้องไม่มีตัวตน หากมีตัวตนเพียงเศษเสี้ยวธุลี มันจะเปลี่ยนกระแสธารแห่งปัญญา ให้กลายเป็นด้านตรงกันข้ามไปอย่างน่าเสียดาย” อชิตะอธิบาย

“และเหตุที่ศิษย์บอกท่านอาจารย์ว่า ทุกอย่างล้วนมีความเหมาะสมนั้น เพราะว่าเมื่อท่านสามารถเข้าสู่สภาวะของ ‘ผู้ประจักษ์’ ได้แล้วจิตท่านจะอุดมไปด้วยความเมตตาเหลือที่จะประมาณ ซึ่งมันจะผลักดันให้ท่านต้องลงมือทำอะไรบางอย่างให้ปรากฏออกมาเป็นรูปธรรม มิเช่นนั้นสภาวะทางจิตวิญญาณของท่านจะยังไม่สมบูรณ์ นี่คือเหตุผลว่าทำไมท่านถึงต้องมาเกิดอีกหนึ่งชาติ เพราะท่านต้องมาทำบางสิ่งบางอย่าง ที่จิตวิญญาณของท่านตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกให้สำเร็จ เมื่อท่านเข้าสู่สภาวะแห่งการกระทำ ท่านก็จะได้ชื่อว่าคือ ‘ผู้ปฏิบัติ’ และเมื่อผลลัพธ์ที่ได้เป็นที่พอใจต่อจิตวิญญาณ ตรงตามที่เคยตั้งเจตจำนงเอาไว้ จิตของท่านก็จะเข้าสู่สภาวะ ‘ผู้สำเร็จ’ ซึ่งตรงนี้คือสภาวะสูงสุดที่ทุกคนปรารถนา”

“ข้าสามารถจะทำให้จบในชาตินี้ได้หรือไม่” ท่านภาวรีย์ถาม

“ได้.. หากท่านอาจารย์ยังมีกำลังเพราะการเป็น ‘ผู้ปฏิบัติ’ นั้นจำเป็นจะต้องแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น การ ‘สำเร็จ’ ไม่ใช่เพียงแค่รู้สึกถึงความ ‘สำเร็จ’ แต่มันต้องพิสูจน์ให้ปรากฏก่อนว่า มัน ‘สำเร็จ’ จริงๆ ในเมื่อท่านไร้เรี่ยวแรงเสียแล้ว ท่านจงตั้งเจตจำนงเพื่อขอโอกาสใหม่ในภพชาติถัดไปเถิด”

“และความเหมาะสมของท่านอีกอย่างคือ เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของท่าน ท่านจะได้กลับมาเกิดใหม่ ท่านจะเป็นเด็กน้อยที่สามารถบรรลุสัจธรรมได้ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ซึ่งศิษย์เห็นว่า ท่านอาจารย์จะมีเวลามากพอที่จะเป็น ‘ผู้ปฏิบัติ’ และจะมีเวลาสร้างสรรค์สิ่งดีงามได้อย่างมากมายมหาศาล”

“ความเหมาะสมประการสุดท้าย เมื่อท่านสามารถเป็น ‘ผู้สำเร็จ’ ในภพชาติถัดไปได้แล้ว ท่านอาจจะเปลี่ยนใจเลือกที่จะไม่กลับคืนสู่นิพพานเพียงลำพังก็ได้ หากท่านเห็นพี่ๆ น้องๆ ของท่าน ที่ยังอยู่ในความไม่รู้ และกำลังตกอยู่ในมหาสมุทรแห่งการเวียนว่ายตายเกิดกันอีกมากมาย ท่านอาจเลือกที่จะอยู่ช่วยเหลือพวกเขาให้พ้นก่อนก็เป็นได้”

“ที่เจ้าพูดมามันทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้น มันทำให้ข้าเห็นว่าหากเป็นผู้สำเร็จแล้วจะเลือกนิพพานเมื่อไหร่ก็ได้ ใช่หรือไม่” ท่านภาวรีย์ถาม

“ใช่ขอรับ” อชิตะตอบ

“คำพูดของเจ้า ทำให้ข้าไม่รู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้พบกับมหาบุรุษคนนั้น เพราะคำพูดของเจ้าคือผลลัพธ์ที่ทำให้ข้าได้ประจักษ์ในความมีอยู่จริงของเขา เสมือนว่าเขาได้มายืนอยู่ตรงหน้าข้า ข้าเชื่อมั่นเหลือเกินว่าเขาคือมหาบุรุษ ที่มาโปรดเวไนยสัตว์ในยุคสมัยนี้ ถึงแม้บัดนี้ร่างกายของข้าจะอ่อนล้า ไร้เรี่ยวแรง ไม่แม้กระทั่งจะยกมือขึ้นมาพนม เพื่อกล่าวสาธุการ แต่ข้าดีใจที่ยังมีโอกาสได้สดับธรรมะอันประเสริฐนี้จากปากของเจ้า หากข้ายังมีเรี่ยวแรง ข้าคงจะลุกขึ้นมาและกราบเจ้า ในฐานะที่เจ้าเป็นตัวแทนของมหาบุรุษผู้นั้น”

“ท่านอาจารย์มิต้องทำเช่นนั้นหรอกขอรับ เพราะพระพุทธเจ้าไม่ต้องการให้ใครมาศรัทธาตัวพระองค์ วิธีการแสดงความเคารพต่อพระองค์อย่างแท้จริงคือการศรัทธาในตนเอง, ศรัทธาจิตวิญญาณที่อยู่ภายในตนเอง นั่นจึงจะถือว่าเป็นการแสดงความกตัญญูต่อพระองค์ เพราะหัวใจของการเป็นพุทธะคือการพึ่งพาตนเอง ถ้าเมื่อไหร่ที่เรามอบความศรัทธานั้นให้แก่ผู้อื่น รวมถึงมอบให้กับพระพุทธเจ้าด้วย นั่นเท่ากับเราไม่ศรัทธาต่อพุทธะในตัวเรา นั่นเท่ากับเราไม่เคารพพระองค์” อชิตะพูด

“ข้าขอประกาศต่อหน้าเจ้าทั้งสองว่า นับจากนี้เป็นต้นไปข้าจะอุทิศตัวเพื่อการเผยแผ่การเป็นพุทธะ ข้าจะอาสานำพาพี่น้องที่อยู่บนโลกนี้ให้พ้นจากความไม่รู้ แต่อนิจจาบัดนี้กายเนื้อของข้าหมดเวลาในการใช้งานลงเสียแล้ว ข้าจึงขอตั้งความปรารถนา ที่จะมาเกิดในพระศาสนาของพระพุทธองค์ เพื่อสืบทอดความเป็นพุทธะ ให้ดำรงอยู่คู่กับโลกในภพชาติถัดไปของข้า”

“อชิตะ…ข้าขอบใจเจ้ามาก ที่เจ้ามาพบข้าในค่ำคืนนี้ มิเช่นนั้นข้าคงจะต้องอยู่กับความไม่รู้นี้ ไปอีกไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ ข้าไม่รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อยกับวาระสุดท้ายนี้ของข้า เพราะข้าได้มีโอกาสตั้งปณิธานว่า จะทำอะไรในภพชาติต่อไป ข้าขอตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าเจ้าทั้งสอง ขอให้อำนาจแห่งบุญกุศลที่ข้าสั่งสมมาทั้งชีวิต จงส่งผลให้ข้าได้มาเกิดใหม่ภายใต้บวรพุทธศาสนาโดยเร็ว และทันได้พบกับพระพุทธเจ้าด้วยเถิด…สาธุๆ ๆ ” ท่านภาวรีย์พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น อันแสดงถึงความตั้งใจจริง ก่อนที่ท่านจะหลับตาลงอย่างอ่อนล้า

และนี่เป็นการหลับครั้งสุดท้ายของเขา ท่านภาวรีย์สิ้นลมหายใจด้วยอาการสงบในค่ำคืนนั้น ท่านมีอายุรวมทั้งสิ้น 98 ปี 11 เดือน ข่าวการเสียชีวิตของท่านภาวรีย์ถูกส่งตรงไปยังเมืองสาวัตถี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของท่านด้วยม้าเร็ว และแพร่กระจายไปถึงเหล่าบรรดาลูกศิษย์ และผู้คนที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากท่าน พวกเขาต่างเดินทางมาเคารพ และไว้อาลัยด้วยความกตัญญูกันอย่างเนืองแน่น พิธีศพของท่านจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย โดยพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเดินทางมาร่วมด้วยพระองค์เอง ภายในเกาะเมือง ที่ไม่มีสถานะเป็นเมืองแห่งนั้น ซึ่งผู้มาเยือนส่วนใหญ่มักเรียกขานนามสถานที่แห่งนี้ ตามวัตถุประสงค์ที่พวกเขามานั่นคือ มาเพื่อขอรับเหรียญทองจากท่านภาวรีย์ในทุกๆ ปี เกาะเมืองนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่ง อย่างไม่เป็นทางการว่า “อู่ทอง” ซึ่งแปลว่าแหล่งรับทอง

“ท่านโภเชครับ เท่าที่ผมรู้มาคำว่าอู่ทองนี้ คือชื่อของราชวงค์หนึ่งในประวัติศาสตร์ชนชาติไทยนี่ครับ” ผมถามแทรก

“ใช่…เมื่อเวลาผ่านไปหลายร้อยปี ที่นั่นก็มีประชากรหนาแน่นมากขึ้น มีการค้าขายมากขึ้น เกาะเมืองแห่งนี้จึงจำเป็นต้องมีการจัดการให้เป็นระเบียบเรียบร้อย จึงเกิดมีผู้ปกครองขึ้น โดยมีรัชทายาทของพระเจ้าปเสนทิโกศลเข้ามาบริหารในเวลาต่อมา และมีการสถาปนาเป็นเมืองหลังจากท่านภาวรีย์เสียชีวิตไปเกือบพันปี และด้วยชัยภูมิที่เหมาะสมกับการค้า เมืองนี้จึงมีรายได้จากการเก็บภาษีมาก ต่อมาก็มีอิทธิพลมากขึ้น มีการขยายอำนาจไปยึดครองดินแดนใกล้เคียง ซึ่งบริเวณแถบนั้นทั้งหมดก็อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ที่มีชื่อว่าอู่ทอง เมื่อมีการรุกรานจากหัวเมืองต่างๆ หลายครั้ง ราชวงศ์อู่ทองจึงย้ายไปตั้งรกรากอยู่ทางทิศตะวันตก จนเป็นที่ตั้งของเมืองอู่ทอง ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดสุพรรณบุรีในปัจจุบัน”

“แสดงว่าเรื่องราวของท่านภาวรีย์นี้ คือที่มาของราชวงศ์อู่ทองใช่ไหมขอรับ…” อชิตะถาม

“ใช่แล้ว แต่ช่วงต้น ชื่อนี้ใช้เรียกเป็นชื่อเมืองก่อน อันเนื่องมาจากกิจวัตรพิเศษของท่านภาวรีย์ แทนการใช้ชื่อของท่าน ซึ่งต่างจากประวัติการตั้งชื่อเมืองอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่จะมาจากชื่อของบุคคลที่มีความน่าเคารพ หรือผู้ทรงศีลที่เคยอาศัยอยู่บริเวณนั้นมาก่อน เช่นเมืองสาวัตถี ก็มาจากฤาษีตนหนึ่งที่ชื่อสาวัตถดาบส หรือเมืองกบิลพัสดุ์ ก็มาจากชื่อของท่านกบิลดาบสที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นเป็นต้น” ท่านโภเชตอบ

“แล้วเรื่องราวนับจากนี้มีอะไรที่น่าสนใจอีกครับ” ผมถามท่านโภเชเพื่อดูว่าผมต้องรู้อะไรเพิ่มอีก

“จากปณิธานที่แน่วแน่ของท่านภาวรีย์ ทำให้เขาได้ไปเกิดในครอบครัวมหาเศรษฐีผู้มั่งคั่ง ณ เมืองไพศาลี ในปีถัดไปนับจากที่เสียชีวิต โดยก่อนจะตั้งครรภ์ฝ่ายภรรยาเศรษฐีฝันว่ามีผู้ทรงศีลมาบอกให้เธอถือศีลห้าให้บริสุทธิ์ เขาจะมาเกิดเป็นลูกของเธอ นางจึงรับปากและเมื่อคลอดลูกออกมาเป็นผู้หญิง นางจึงตั้งชื่อว่าเบญจศีลา แปดปีให้หลังพระพุทธเจ้าได้เดินทางมาจำพรรษาในช่วงฤดูฝน ณ วัดแห่งหนึ่งในเมืองไพศาลี พ่อและแม่ของเบญจสีลาได้ไปเข้าเฝ้าสนทนาและถวายอาหาร ระหว่างที่เบญจสีลานั่งฟังธรรมอย่างตั้งใจ อยู่ๆ เธอก็บรรลุธรรม และขอปวารณาตัวบวชเป็นสามเณรีที่วัดแห่งนั้นกับพระพุทธเจ้า ขณะที่เธอมีอายุเพียง 7 ขวบ ทำให้ชาวบ้านโจษจันกันว่า เบญจสีลาคือเด็กที่บรรลุอรหันต์ที่อายุน้อยที่สุด ซึ่งต่อมานางก็ได้มาเป็นผู้ช่วยของเธอ และมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พุทธศาสนาร่วมกัน” ท่านโภเชอธิบาย

“ทำไมจิตของท่านภาวรีย์ถึงไปเกิดเป็นผู้หญิงล่ะครับ”

“ที่จริงดวงจิตไม่มีเพศ มันขึ้นอยู่กับบทบาทที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่มาเกิดในภพชาติแรก ว่าเลือกไว้อย่างไร ซึ่งแต่เดิมเขาเลือกเป็นผู้หญิงมาตลอด ยกเว้นภพชาติที่มาเกิดเป็นภาวรีย์ดาบสเท่านั้น เนื่องจากภพชาติก่อนหน้านั้นเขาได้ตั้งเจตจำนงเอาไว้ว่า ขอมาเกิดเป็นผู้ชายจะได้ออกบวชเพื่อแสวงหาสัจธรรม เพราะในช่วงเวลานั้นมีความเชื่อว่า เพศหญิงเป็นเพศที่ไม่มีโอกาสบรรลุธรรม และมักถูกปิดกั้นไม่ให้เป็นนักบวช ซึ่งเขาก็ได้มามีประสบกาณ์การเป็นผู้ชายสมใจ และได้เป็นนักบวชอย่างที่ตั้งใจไว้  เมื่อดวงจิตนี้คลายความมุ่งหมายนั้นแล้ว เขาเลยกลับคืนสู่รหัสเดิม”

“แล้วที่ท่านบอกว่า ท่านภาวรีย์จะมาเป็นผู้ช่วยของผม เรื่องราวมันเป็นอย่างไรครับ” ผมถาม

“เรื่องราวการมีภพชาตินั้น มีความซับซ้อนจนยากจะอธิบายให้เธอฟังในระยะเวลาอันสั้น เพราะมันผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน ซึ่งทุกเรื่องราวล้วนมีเหตุผลต่อการเกิดในภพชาติต่อๆ ไปทั้งสิ้น ถ้าฉันต้องพาเธอไปรู้รายละเอียดทั้งหมด คงจะใช้เวลาเป็นพันๆ ปีกันเลย  แต่หากเอาเฉพาะเรื่องสำคัญๆ เพื่อทำให้เธอเข้าใจแผนการที่กำหนดไว้ และเพื่อให้รู้อนาคตว่า พวกเธอทั้งหลายจะบรรลุวัตถุประสงค์ที่เคยตั้งไว้ได้อย่างไรเท่านั้น ซึ่งหากดูผิวเผินอาจจะเหมือนว่าทุกคนเลือกกำหนดเอง แต่แท้ที่จริงทุกเรื่องราวล้วนมีเบื้องหลัง หรือที่เธอมักจะเรียกกันว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญทั้งสิ้น” ท่านโภเชอธิบาย

“ท่านพูดอะไรที่ผมไม่เข้าใจอีกแล้ว แผนการอะไรฟังแล้วงงจังครับ” ผมถาม

“หากเธอย้อนกลับไปดูภพชาติก่อนหน้าของทั้งเธอและของภาวรีย์ ต่างคนต่างผลัดกันมาเป็นผู้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่ตลอด”

“อย่างนี้ค่อยน่าสนใจหน่อย ผมชักอยากรู้แล้วสิครับว่าอดีตดวงจิตของเราทั้งสองเคยตกลงกันว่าอย่างไร” ผมถาม