อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๔๔.

๔๔.

ทรงประทับ

“เธอลองกำหนดความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องราวที่ท่านภาวรีย์ถูกพราหมณ์วนิพกสาปแช่งเขาครั้งนี้ไปยังอชิตะดูสิ” ท่านโภเชแนะนำผมระหว่างเฝ้าดูเหตุการณ์

“เอาอย่างนั้นหรือครับ” ผมถามเพื่อความแน่ใจ

จากนั้นผมจึงลองกำหนดภาพเรื่องราวทั้งหมดที่รับรู้มารวมถึง มอบความปรารถนาดีเข้าไปในความคิดของอชิตะ วินาทีนั้นเองโดยไม่ได้ตั้งตัว ผมก็มีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับอชิตะรวมทั้งท่านโภเชด้วย ซึ่งมีอชิตะเป็นคนพูดออกไป อชิตะเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไร รู้เพียงแค่ขณะนี้เรามีความปรารถนาดีต่อท่านภาวรีย์ร่วมกัน

“ท่านอาจารย์ถูกพราหมณ์วนิพกสาปแช่งมาใช่ไหมขอรับ” อชิตะถามตามที่ผมแสดงความรู้สึกไปยังเขา

“เธอรู้ได้อย่างไร ฉันยังไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเลย” ภาวรีย์ถาม

“ศิษย์รับรู้ด้วยญาณจากมหาเทพองค์หนึ่งซึ่งขณะนี้พระองค์กำลังประทับอยู่กับศิษย์ เขาบอกให้ศิษย์พูดกับท่านอาจารย์อย่างนี้” อชิตะเล่าเกี่ยวกับท่านโภเชตามที่เขารู้สึก

“เธออยู่กับมหาเทพองค์ไหนหรือ” ท่านภาวรีย์ถาม

“องค์นารายณ์ขอรับ..” อชิตะตอบจากความรู้สึกที่ผมส่งไปหาเขา

“เธอกล่าวจริงอย่างนั้นรึ” ท่านภาวรีย์ผุดลุกขึ้นนั่งในท่าพับเพียบ พร้อมกับประนมมือไว้ที่หน้าอกทันทีและพูดมนต์สั้นๆ ออกมาว่า “นโม นาราโย อัญชลีกะระณีโย”

“พระองค์มาเพื่อเตือนท่านอาจารย์เพราะเห็นว่า ท่านอาจารย์กำลังตกอยู่ในความทุกข์ จึงฝากให้ศิษย์มาบอกว่าให้คลายจากการยึดถือนั้นเสีย มันเป็นแค่กลอุบายของคนเจ้าเล่ห์หวังลาภ ท่านโปรดอย่าได้ใส่ใจเลย” อชิตะพูด

“โอ้…องค์มหาเทพทรงเมตตาข้าเหลือเกิน ข้าขอนอบน้อมต่อพระองค์” พูดจบท่านก็พนมมือและกำลังจะก้มลงกราบ

“ท่านอาจารย์โปรดอย่าทำเยี่ยงนั้นเลยขอรับ…ศิษย์จะผิดบาป” อชิตะพูดพร้อมกับประคองมือของท่านภาวรีย์มิให้กราบลงกับพื้น

“อชิตะ…ขณะนี้เธอเปรียบเหมือนเป็นตัวแทนขององค์นารายณ์ ที่ข้าจักสามารถไต่ถามข้อธรรมกับพระองค์ ขอเธอจงเป็นสื่อกลาง ให้ข้าได้ถามหัวข้อธรรมที่ข้าแสวงหามาทั้งชีวิตด้วยเถิด” ท่านภาวรีย์ ไม่ลังเลที่จะใช้โอกาสสำคัญนี้ให้เกิดประโชน์สูงสุด

 

“ท่านดาบส บัดนี้มหาบุรุษที่จะสามารถชี้แจงสิ่งที่ท่านต้องการ ได้อุบัติขึ้นบนโลกนี้แล้ว ท่านจงไปไต่ถามผู้นั้นเถิด ถึงแม้ว่าข้าจะสามารถไขข้อข้องใจให้กับท่านได้ แต่ข้าก็ไม่อยู่ในบทบาทที่จะทำเช่นนั้น มีเรื่องอัศจรรย์หลายอย่างที่ตรงกันระหว่างท่านกับมหาบุรุษผู้นั้น” ท่านโภเชพูดโดยใช้ร่างของอชิตะเป็นสื่อ

“มีสิ่งใดที่ตรงกับข้าหรือขอรับ” ท่านภาวรีย์ถาม

“คืนที่มหาบุรุษผู้นั้นตัดสินใจออกบวชโดยหนีออกจากพระราชวัง และได้ตัดสินใจปลงสถานะจากเจ้าชาย เพื่อเข้าสู่เพศนักบวชผู้แสวงหาสัจธรรมนั้น คือคืนเดียวกันกับที่ท่านได้ย้ายไปเริ่มต้นชีวิตดาบส ณ อาศรมใหม่ใกล้กรุงสาวัตถี ความตั้งใจของท่านในคืนนั้น ตรงกับมหาบุรุษผู้นี้” ท่านโภเชอธิบาย

“ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่น่ายินดีเหลือเกิน” ภาวรีย์แสดงความปราบปลื้ม

“ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง หลังจากนั้นอีก 6 ปี ในค่ำคืนแห่งการบรรลุสัมโพธิญาณ ค่ำคืนแห่งการแจ้งในโลกธาตุ จนทำให้ท่านผู้นั้นได้ชื่อว่าเป็นมหาบุรุษ ก็คือวันเดียวกันกับที่ท่านตัดสินใจออกไปค้นหาสถานที่พำนักใหม่” ท่านโภเชอธิบายเพิ่มเติม

“น่าอัศจรรย์ใจจริงๆ มหาบุรุษท่านนี้คงจะมีนัยพิเศษที่เกี่ยวข้องกับข้าพระองค์เป็นแน่ ขอพระองค์โปรดไขข้อข้องใจนี้ให้ข้าด้วยเถิด” ท่านภาวรีย์ร้องขอ

“มีแน่นอน แต่จะมีอย่างไรท่านจงพิจารณาด้วยตนเอง จากแต่เดิมถิ่นฐานของท่านอยู่ทางเหนือ แต่ท่านกลับเดินทางลงมาอยู่ดินแดนทางใต้ ซึ่งขณะนี้ท่านก็ได้มาอยู่ใกล้ๆ กับแคว้นสักกะ ซึ่งเป็นแคว้นบ้านเกิดของมหาบุรุษ ส่วนมหาบุรุษนั้นมีถิ่นพำนักอยู่ทางใต้ แต่เขากลับมุ่งหน้าขึ้นไปทางเหนือ ซึ่งที่ผ่านมา ท่านทั้งคู่จะเดินสวนทางกันในช่วงเวลาเดียวกัน นับตั้งแต่ที่ท่านได้มาอยู่ ณ ดินแดนแห่งนี้ ตั้งสำนักจนเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วไปว่า ท่านมีความเมตตา แจกทรัพย์เพื่อเหลือช่วยเหลือคนจร คนยาก จึงมีผู้คนหลั่งไหลมาเพื่อให้ท่านสงเคราะห์เป็นจำนวนมาก

มหาบุรุษผู้นั้นก็ได้ออกแสวงหาสัจธรรมไปในแคว้นทางเหนือ จนบัดนี้ก็ได้ไปพำนักอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ซึ่งเป็นเมืองเกิดของท่าน โดยมีเศรษฐีผู้หนึ่งซื้อที่ดินและสร้างเป็นอารามขนาดใหญ่ให้ และท่านก็ได้พำนักอยู่ที่นั่นมานานพอสมควรแล้ว บัดนี้มีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศเดินทางไปพบมหาบุรุษเพื่อรับอมตธรรม จนเมืองสาวัตถีขณะนี้ถูกขนานนามใหม่ว่า ‘เมืองแพร่ธรรม’ ไปแล้วท่านรู้ไหม” ท่านโภเชอธิบาย

“โอ้…ข้าพระองค์รู้นัยสำคัญนั้นแล้วว่าคืออะไร ข้าพระองค์เห็นว่า นี่คงเป็นความอับโชคของข้าโดยแท้ที่ไม่มีโอกาสได้พบกับมหาบุรุษท่านนี้ ในขณะที่ข้าเที่ยวเสาะแสวงหาสถานที่อันสงัด ซึ่งวันนี้ข้าก็ได้ประจักษ์แล้วว่า สถานที่แบบนั้นไม่มีจริง ยิ่งข้าหนีความวุ่นวายมากเท่าไหร่ มันยิ่งมีความวุ่นวายมากเท่านั้น ข้าดั้นด้นเดินทางแสวงหาสัจธรรมมายังดินแดนอันไกลโพ้น แต่ท้ายที่สุดผู้ได้ชื่อว่าเป็นมหาบุรุษ เป็นสัพพัญญู เป็นผู้แจ้งในสัจธรรม เป็นผู้สั่งสอนแก่สัตว์โลกให้พ้นจากกองทุกข์ กลับไปปรากฏขึ้น ณ ดินแดนที่ข้าจากมา มันช่างเป็นความอดสูของข้ายิ่งนัก เวลานี้ข้ามีอายุเกือบจะ 100 ปีแล้ว ถึงแม้จะรู้ว่ามีมหาบุรุษอุบัติขึ้น แต่ข้าก็มิอาจจะเดินทางไปได้ ข้าคงจะตายตั้งแต่ยังเดินทางไปไม่ถึงครึ่งโยชน์ด้วยซ้ำ มันคือความไร้วาสนาของข้าโดยแท้” ท่านภาวรีย์พูด

“ต่อหน้าองค์นารายณ์ ข้ารู้แล้วว่านี่คือการสั่งสอนให้ข้ารู้สำนึก ว่ามันช่างน่าเสียดายเวลาที่ผ่านไป และสายเกินกว่าที่จะหวนกลับ ข้าพระองค์สำนึกแล้วว่า ความสงบนั้นข้าต้องสร้างมันด้วยตัวเอง ไม่มีสถานที่แห่งไหนจะให้ได้ ไม่มีใครจะหยิบยื่นให้ได้ ความสงบที่ว่านั้นไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก แต่มันจะต้องเกิดจากภายใน ข้าขออภัยต่อพระองค์ที่ข้าช่างโง่เขลา โง่จนวาระสุดท้าย” ท่านภาวรีย์พูดด้วยความรู้สึกเสียใจ

“เท่าที่ท่านเกิดการสำนึกรู้ในขณะนี้ ก็ถือว่าท่านได้เข้าสู่สภาวธรรมขั้นสูงแล้ว นับจากนี้เป็นต้นไปท่านจะไม่มีวันหวนกลับไปเป็นเช่นเดิมอีก จากนี้ไปเรื่องที่ท่านต้องทำคือ ค้นหาให้เจอว่า ท่านยังยึดถือเรื่องใดอยู่อีกบ้าง นอกจากเรื่องของความสงบที่ท่านยึดถือมาตลอด หากท่านค้นพบและพิจารณาจนสามารถคลายความยึดถือเหล่านั้นลง คลายจนท่านไม่หลงความยึดถือใดๆ อีกแล้ว ไม่ยึดถือแม้กระทั่งการไม่ยึดถือ หากท่านสามารถเข้าใจมันได้ก่อนวาระสุดท้าย จิตของท่านก็จะเป็นอิสระ ท่านจะเลือกไปหรือไม่ไป เป็นหรือไม่เป็น อยู่หรือไม่อยู่ อย่างไรก็ได้ เพราะท่านไม่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่เกิดจากการยึดถือของท่านอีกแล้ว ท่านเองเท่านั้นที่จะเป็นผู้กำหนด มิใช่ใครหรือมีสิ่งใดกำหนด” ท่านโภเชอธิบาย

จากนั้นผมก็เห็นท่านภาวรีย์ร้องไห้โฮออกมาอย่างหนัก เสียงร้องไห้ของเขาดังราวกับเด็กที่ถูกทำโทษด้วยการเฆี่ยนตี ผมในคราบของอชิตดาบส ได้แต่มองด้วยความประหลาดใจกับการแสดงออกของท่านภาวรีย์ เขาร้องไห้อยู่พักใหญ่จนดูเหมือนว่าได้ปลดปล่อยความเศร้าโศกจนหมดแล้ว เขาก็ลุกขึ้นนั่งในท่าขัดสมาธิพร้อมกับสูดลมหายใจยาวๆ สามครั้ง