๒๑.
รู้ การรู้
“นี่มันสวนทางกับสิ่งที่ผมเชื่อมาตลอดชีวิตเลยนะครับ” ผมท้วงอีก
“ไม่แปลกที่เธอจะเชื่อแบบนั้น เพราะเธอเคยชินกับมัน เธอเห็นใคร ๆ เขาก็ทำกัน หากเธอไม่ทำ เธออาจถูกมองว่า เป็นคนนอกรีต เป็นคนหัวแข็ง เป็นพวกกบฏ ฉันมองเรื่องนี้เป็นเรื่องของธรรมเนียม ซึ่งที่มาของธรรมเนียมนี้ก็มาจาก ความต้องการให้เกิดระเบียบแบบแผนเพื่อจัดการ หรือควบคุมความเป็นอิสระของจิตมนุษย์”
“โอ้…ผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเครื่องแบบจะทำให้คนไม่เป็นอิสระ” ผมตั้งข้อสังเกต
“นี่คือผลที่แม้แต่ผู้ที่ทำก็ไม่รู้ว่าตนเองได้ทำอะไรลงไป สิ่งที่เขาทำนอกจากจะทำให้คนอื่นด้อยพลังอำนาจในตนเอง โดยการให้คนมาเคารพกราบไหว้แล้ว ซึ่งส่งผลทั้งต่อผู้อื่นที่ทำให้เขาสูญเสียอำนาจและส่งผลต่อตัวเอง ที่เข้าใจว่าตนนั้นดีกว่า,สูงกว่า จนนำไปสู่การแบ่งแยก ทำให้เกิดชนชั้นหรือที่สมัยหนึ่งเธอเรียกสิ่งนี้ว่าวรรณะ การแบ่งแยกทำให้เกิดความกลัว ความยำเกรง และความกลัวนี่เองที่เป็นสาเหตุสำคัญของความไม่รู้ หรือไม่รู้ในพลังอำนาจและศักยภาพของตนเอง ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่าเราต่างมีบุพการีทางจิตวิญญาณเดียวกัน”
“และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ขณะที่เขากำลังทำให้ผู้อื่นศรัทธา และเคารพกราบไหว้ตัวเขาอยู่นั้น มันจะทำให้ศักยภาพของเขาเองด้อยลงไปด้วย เขาจะขาดโอกาสในการเข้าถึงปัญญาญาณอันบริสุทธิ์ เพราะเขาได้สร้างความแบ่งแยกจากคนอื่นโดยมิได้ตั้งใจ เมื่อคนมาเคารพกราบไหว้ตัวเขา เขาจะเกิดความมีตัวตนขึ้น ซึ่งมันเป็นอำนาจปลอมที่เกิดจากขนบธรรมเนียม เกิดจากบทบัญญัติที่มีการตั้งขึ้นเพื่อไม่ให้สูญเสียอำนาจ จึงทำให้เขาขาดอำนาจที่แท้จริง ซึ่งเขาก็จะขาดปัจจัยสำคัญในการสื่อสารกับองค์ความรู้สากลที่บริสุทธิ์ เพราะเขามีความคับแคบทางจิตหรือมีตัวตนไปแล้ว ถึงแม้ว่าเขาอาจจะได้ชื่อว่า มีความรู้ที่สามารถแก้ปัญหาให้ใครต่อใครได้ แต่มันจะไม่ใช่ปัญญาบริสุทธิ์ที่มาจากจิตวิญญาณสูงสุด มันเป็นแค่ปัญญาแบบจำกัด ดังที่ฉันได้อธิบายขอบเขตของความรู้ไปแล้วในช่วงต้น ซึ่งตัวเขาเองคือผู้ได้รับผลนั้นโดยตรง” เขาเสริม
“ท่านครับ…ผมยังไม่ค่อยอยากจะเชื่อสิ่งที่ท่านพูดสักเท่าไหร่ มันจะเป็นไปได้อย่างไรว่า ธรรมะจากผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักบวชเป็นผู้ทรงศีล หรือเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ มันคือปัญญาแบบจำกัด เพราะธรรมะส่วนใหญ่นั้นมาจากศาสดาไม่ใช่หรือครับ” ผมถาม
“สิ่งที่เขาพูดไม่ได้ผิด องค์ความรู้ที่เอามาสั่งสอนก็ไม่ผิด แต่มันผิดตรงกระบวนการส่งมอบองค์ความรู้” เขาพูด
“เอาอีกแล้ว… ท่านพูดให้สับสนอีกแล้วครับ”
“ฉันจะยกตัวอย่างเรื่องนี้ กับเรื่องการเรียนของพวกเธอก็แล้วกัน หากครูคณิตศาสตร์สอนนักเรียนด้วยการบอกคำตอบที่ถูกต้องแก่นักเรียนเพียงอย่างเดียวเช่น นักเรียนถามว่า 12 คูณ 12 เป็นเท่าไหร่ ครูก็ตอบนักเรียนไปว่า 144 ถึงแม้ว่าคำตอบที่ให้ไปนั้นจะเป็นคำตอบที่ถูกต้อง เป็นคำตอบที่เป็นความจริงที่สุด แต่มันผิดตรงที่ครูไม่ได้สอนกระบวนการที่ทำให้นักเรียนสามารถรู้คำตอบนั้นได้ด้วยตัวเอง ซึ่งกระบวนการเรียนแบบนี้จะทำให้นักเรียนผู้นั้นไร้ศักยภาพในตนเอง และยิ่งไปกว่านั้นการทำให้นักเรียนมองว่า ครูเป็นคนเก่ง เป็นคนที่มีปัญญาเป็นที่พึ่งให้กับนักเรียนได้ มันจะยิ่งทำให้นักเรียนไร้อำนาจในตนเองมากขึ้นไปอีก ดังนั้นเมื่อนักเรียนสงสัยในความรู้อื่นๆ อีก เช่นสงสัยว่า 12 คูณ 13 หรือ 12 คูณ 14 เป็นเท่าไหร่ เขาก็ต้องกลับมาถามครูคนนี้อีก ที่แย่ไปกว่านั้นคือ เมื่อเริ่มมีการจดบันทึกความรู้ เพื่อให้นักเรียนเอาไว้ท่องจำ โดยเริ่มตั้งแต่ 2 คูณ 2 , 2 คูณ 4 ไปเรื่อยๆ เพราะกลัวว่าความรู้จะสูญหาย หรือไม่สามารถสืบทอดให้กันในอนาคต มันจะยิ่งเป็นการตอกย้ำไม่ให้นักเรียนเป็นอิสระเลย มนุษย์โลกของเธอกำลังทำกับ ‘ความรู้’ แบบนี้ คนที่มองเห็นข้อบกพร่องในกระบวนการเรียนแบบนี้ จึงมักจะพูดว่า ความรู้ทั้งหลายในจักรวาลยังมีอีกมากมายราวกับใบไม้ในป่า เหมือนกับที่ยังมีผลคูณจากตัวเลขที่เป็นอนันต์ เราไม่จำเป็นต้องรู้หรือจำมันทั้งหมด เพียงแค่รู้หลักการว่า จะเอาความรู้ที่เป็นความจริงนั้นมาได้อย่างไรก็พอ เหมือนกับที่เรารู้หลักการคูณว่า ไม่ว่าจะเอาตัวเลขอะไรมาคูณ เราก็สามารถรู้ผลการคูณนั้นได้แบบไม่รู้จบเช่นกัน” เขาอธิบาย
“ท่านกำลังหมายความว่าการท่องจำไม่สามารถทำให้ค้นพบสัจธรรมได้อย่างนั้นใช่ไหมครับ” ผมถาม
“แล้วเธอคิดว่าเป็นอย่างนั้นไหมล่ะ หากมีคนถามเธอว่า 2 คูณ 4 เป็นเท่าไหร่ ถ้าเธอตอบออกมาทันทีว่า 8 เธอคิดว่าคำตอบนั้นเกิดจากกระบวนการคำนวณหรือจากความจำ ถ้าเกิดจากความจำแสดงว่าเธอไม่ได้คิดคำนวณ ถ้ามันไม่ได้ผ่านกระบวนการคิดคำนวณ แสดงว่าปัญญาของเธอไม่ได้ทำงานเลย ซึ่งหากเธอไม่ได้ใช้มันบ่อยๆ จนเคยชิน เธอจะไม่เชื่อว่า ตนเองสามารถสร้างความรู้ได้ ผลก็คืออะไรที่นอกเหนือจากที่เธอเคยรู้ เธอจะไม่เชื่อว่าเธอสามารถรู้ได้เอง เธอจะเที่ยวแสวงหาความรู้จากผู้รู้ จากตำราหรือคัมภีร์ เธอลองสังเกตตนเองดูก็แล้วกันว่า ความรู้ที่ได้จากตำรากับความรู้ที่ได้จากการที่เธอรู้ได้เอง หรือพูดอีกอย่างคือความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ตรงของเธอเอง อันไหนทำให้แน่ใจ มั่นใจได้มากกว่ากัน ความรู้จากตำราอาจจะทำให้เธอแค่ได้รู้ แต่ความรู้จากประสบการณ์ จะเป็นความรู้ที่ทำให้เธอกระจ่างแจ้งไม่มีวันลืม”
“อืม…ก็จริงครับ” ผมตอบรับ
“เอาละเรานอกเรื่องกันมาพอสมควรแล้ว ไปกันต่อได้หรือยัง” เขาท้วง
“เออ…จริงสิ ไปต่อเลยครับ” ผมรีบตอบรับทันที
“การเดินทางนับจากนี้ ฉันจะเร่งความเร็วให้มากกว่าปรกตินะ เพราะถ้าขืนเดินทางตามเวลาปรกติ คงต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะถึงชั้นที่สอง เพราะชั้นของหินหนืดนี้หนาราว 2,000 กิโลเมตร” เขาเสนอ
“โห!…2,000 กิโลเมตรเลยหรือครับ” ผมพูด
ทันทีที่ผมพูดจบ ร่างของเราทั้งคู่ก็แหวกเข้าไปในกระแสธารลาวาสีแดงฉานที่กำลังไหลจากซ้ายไปขวาอย่างเชี่ยวกราก ไม่นานเราก็มาหยุดยังจุดๆ หนึ่ง ที่ด้านหน้าเป็นสีเขียวมรกตที่มีสีออกเหลือบๆ คล้ายรุ้ง ส่วนด้านหลังคือธารลาวาสีแดง
“ที่นี่คือที่ไหนครับ” ผมถาม
“เรากำลังอยู่ตรงรอยต่อระหว่างวัตถุธาตุออกซิเจนบริสุทธิ์กับธารลาวา ซึ่งจุดนี้จะมีความลึกจากพื้นผิวโลกประมาณ 2,000 กิโลเมตรเศษ นับจากจุดนี้เราจะต้องเดินทางต่ออีกราว 4,000 กิโลเมตรจึงจะถึงส่วนที่เป็นแกนกลางของโลก” เขาอธิบาย
“แล้วทำไมไม่มีการระเบิดเหมือนกับที่ท่านเคยบอกไว้เลยล่ะครับ” ผมถามเพราะเห็นว่ามันนิ่งสงบ
“มีสองเหตุผลที่ทำให้เธอเห็นเป็นเช่นนี้คือหนึ่ง ตรงด้านนี้เป็นเวลากลางคืน ทุกสรรพชีวิตกำลังหลับ จึงไม่เกิดปฏิกิริยาระหว่างพลังงานด้านบวกกับก้อนธาตุออกซิเจนจนมีการระเบิด และสองไม่มีพลังงานด้านบวกถูกส่งลงมาจากพื้นผิวโลกเลย ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลากลางวัน เหตุเพราะผู้คนมีแต่ความเกลียดชัง รังเกียจเดียดฉันท์ แก่งแย่งชิงดี เอารัดเอาเปรียบกันอย่างรุนแรง ผู้คนมีแต่อารมณ์ขยะ มีอคติ, หงุดหงิด, เศร้าหมอง, ระแวง, กังวล ซึ่งฉันดูแล้วน่าจะเป็นกรณีที่สองมากกว่า เพราะฝั่งนี้กำลังเป็นเวลากลางวัน” เขาอธิบาย
“บรรยากาศสงบราบเรียบอย่างนี้ ผมว่ามันดูดีออกนะครับ” ผมแสดงความเห็นจากความรู้สึกที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า