๒๘.
ผู้คุมกฎ
“ฉันไม่คิดว่าภาพพวกนั้นจะเป็นภาพอันซีนนะเพราะตอนนั้นสื่อทุกสื่อได้เผยแพร่อย่างกว้างขวางและจงใจให้คนทั้งโลกได้เห็นภาพการก่อวินาศกรรมนั้นแบบสดๆอยู่แล้ว ฉันจะให้เธอเห็นอีกภาพหนึ่งก็แล้วกัน ฉันว่าภาพนี้เธอไม่มีทางได้เห็นจริงๆ ” เธอเสนอ
“ดีครับๆ ” ผมตอบรับอย่างตื่นเต้น
ทันใดนั้น ก็ปรากฏภาพของสถานที่กลางแจ้งแห่งหนึ่ง บรรยากาศที่สัมผัสได้คือเป็นที่ที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้ง แต่มองไม่เห็นภาพของสิ่งแวดล้อมโดยรอบ เพราะเป็นเวลากลางคืน สถานที่แห่งนั้นมีผู้คนจำนวนมากมาชุมนุมกัน ประเมินจากที่เห็นน่าจะเป็นพันคน ทุกคนอยู่ในชุดนักรบแบบเต็มยศ ตรงกลางสถานที่แห่งนั้น ดูเหมือนกำลังประกอบพิธีกรรมอะไรบางอย่าง ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้นมีคนประมาณสิบกว่าคนยืนถือคบเพลิงล้อมรอบเป็นวงกลม โดยมีคนหนึ่งแต่งตัวด้วยชุดคลุมยาวมีผ้าโพกหัวดูคล้ายจะเป็นผู้นำทางศาสนายืนอยู่ตรงกลาง
“นี่เป็นภาพเหตุการณ์อะไรหรือครับ” ผมถาม
“กลุ่มคนที่ถือคบเพลิงยืนล้อมวงอยู่ตรงกลางในภาพนี้ กำลังเข้าพิธีพลีชีพเพื่องานของพระเจ้า มีกันทั้งสิ้น19 คน โดยพวกเขาได้รับเกียรติจากผู้นำสูงสุดในการประกอบพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของตัวเขาเองและของครอบครัว ซึ่งอีกไม่นานเขาจะต้องไปทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ โดยการจี้เครื่องบิน เพื่อไปโจมตีสัญลักษณ์ที่เป็นปฏิปักษ์กับพระเจ้า หรือการพลีชีพเพื่อทำลายอาคารที่ทำการใหญ่ของระบบการค้าโลกทุนนิยมเสรีที่เอารัดเอาเปรียบ พวกเขาต่างรู้สึกยินดีและกระตือรือร้นที่จะทำงานนี้ เพราะเขารู้ว่าเขาทำเพื่ออะไร ฉันคิดว่าพวกเขาคือคนของพระเจ้า พวกเขามีจิตใจที่บริสุทธิ์และมีความรักต่อพระเจ้า แต่เนื่องจากพวกเขาถูกกลุ่มคนที่เราเพิ่งจะพูดถึงไปเมื่อสักครู่ หลอกใช้เป็นเครื่องมือด้วยกลอุบายที่ซับซ้อนและแยบยลกว่า” ภาสุธาอธิบาย
“เดี๋ยวนะครับ ที่ท่านอธิบายมานี้ผมไม่เข้าใจเลย ท่านช่วยบอกตรงๆ เลยได้ไหมครับ” ผมท้วง
“เอาเป็นว่ากลุ่มคนที่ฉันเอาภาพมาให้เธอเห็นนี้ เป็นกลุ่มคนที่มีเป้าประสงค์ไม่เหมือนกับคนกลุ่มแรก ที่มองแต่เรื่องการกอบโกยผลประโยชน์ให้มากที่สุด และพยายามที่จะเสียผลประโยชน์ให้น้อยที่สุด แต่คนกลุ่มนี้เป็นผู้รับใช้พระเจ้า เพียงแต่วิธีดำเนินการของพวกเขาอาจอยู่ในเงื่อนไขที่พอจะทำได้ ณ เวลานั้น เขาจึงทำไปแบบนั้น” ภาสุธาอธิบายต่อ
“เออ ท่านครับ…ผมไม่เข้าใจมากกว่าเดิมอีก เรื่องนี้มันเกี่ยวกับพระเจ้าอย่างไรครับ” ผมท้วง
“เธอยังจำเรื่องของเดอกูร่าได้ไหม ว่าเขาเป็นใครและทำอะไรกับโลกไว้บ้าง” เธอถามทบทวน
“จำได้ครับ… มันเกี่ยวกับเดอกูร่าด้วยหรือครับ..!!” ผมพูดทำนองแปลกใจ
“เกี่ยวอย่างมากเสียด้วย เพราะคนที่กุมอำนาจการเงิน การธนาคารของโลกเป็นผู้ที่อนุญาตให้ผลิตเงินตราให้กับทุกๆประเทศ ซึ่งการรับรองในการผลิตก็มาจากพวกเขาเท่านั้น หรือพูดง่ายๆ ก็คือเขาสามารถผลิตเงินจากอากาศได้อย่างอิสระ ซึ่งคนเหล่านี้คือทายาทของเดอกูร่า” เธออธิบายเสริม
“ฉันขอให้เธอจินตนาการภาพแบบนี้นะ คนบนโลกของเธอตอนนี้ถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มที่หนึ่งคือกลุ่มคนที่เปรียบเสมือนเป็นผู้คุมกฎเกณฑ์ทุกอย่างบนโลก เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตว่าจะให้คนทั้งโลกเป็นอยู่อย่างไร เปรียบเสมือนเป็นนายใหญ่คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง คนกลุ่มนี้มีจำนวนเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับคนทั้งโลกแล้วมีไม่ถึง 0.01 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทั้งหมดของคนกลุ่มนี้ล้วนสืบเชื้อสายมาจากเดอกูร่า”
“กลุ่มที่สองคือ ผู้รับใช้หรือผู้ที่เป็นเครื่องมือให้กับคนกลุ่มที่หนึ่ง ที่ฉันพูดว่ารับใช้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนรับใช้ในบ้านนะ เพราะบางคนก็เป็นทายาทในตระกูลของเดอกูร่าเอง ที่จริงภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะของคนกลุ่มนี้คือเป็นบุคคลระดับสูงในสังคม เป็นชนชั้นหัวกะทิ เช่น ผู้นำประเทศ เจ้าของธุรกิจที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่ เจ้าของเครือข่ายการเงินและธนาคาร เจ้าของสถาบันกองทุน เจ้าของตลาดตราสารหนี้ หรือสรุปว่าคนกลุ่มนี้จัดอยู่ในอับดับต้นๆ ของบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
ซึ่งอันดับความร่ำรวยทั้งหมดนี้ จะไม่มีรายชื่อของคนกลุ่มแรกปรากฏอยู่เลย เพราะเขาเปรียบเสมือนเป็นบุคคลลึกลับ ส่วนจำนวนของคนกลุ่มที่สองนี้ก็มีน้อยมากเช่นกัน คือไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งโลก แต่หากนำทรัพย์สินของคนกลุ่มที่หนึ่งและกลุ่มที่สองมารวมกันจะมีมูลค่ามากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดบนโลก”
“โห!..ทำไมมันมากมายขนาดนั้นล่ะครับ” ผมทำท่าตกใจ
“ไม่เห็นต้องแปลกใจเลย ระบบถูกออกแบบมาให้เป็นอย่างนี้อยู่แล้ว คนที่มีโอกาสก็ยิ่งมีโอกาส คนที่ไม่มีโอกาสก็ยิ่งด้อยโอกาส ดัชนีของความเหลื่อมล้ำมันจึงชัดเจนอย่างที่เห็น”
“แล้วคนกลุ่มที่สามคือใครครับ” ผมถามต่อ
“คนกลุ่มที่สามนี้เปรียบเสมือนเป็นเบี้ยที่อยู่ในกระดานหมากรุก เปรียบเสมือนเป็นผู้ใช้งาน ที่ใครออกแบบอะไรมาให้ใช้เขาก็ใช้ ใครกำหนดอะไรมาเขาก็พร้อมที่จะอยู่ในข้อกำหนดนั้น ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นประชากรส่วนใหญ่ของกระดานนี้ หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็จะมีราว95 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว”
“โห!..นี่เท่ากับประชากรเกือบทั้งโลกเลยใช่ไหมครับ” ผมแสดงความเห็น
“ถูกต้อง”
“แล้วพวกเขาเป็นใครกันบ้างล่ะครับ” ผมถาม
“พูดง่ายๆ คือทุกคนที่อยู่นอกเหนือจากที่ฉันพูดมา ล้วนเป็นคนกลุ่มที่สามทั้งสิ้น นับตั้งแต่เจ้าของกิจการทุกประเภท เป็นคนทำงานตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงจนไปถึงพนักงานทั่วไป บุคคลในทุกๆ สาขาอาชีพทั้งของภาครัฐและเอกชน เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ลูกจ้าง รวมไปถึงคนจรจัด คนยาจก คนขอทาน ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย ไร้สัญชาติ สรุปคือทุกคนที่ใช้เงินหรือเป็นผู้ที่ได้รับผลจากระบบการเงิน ทั้งที่สุขสบาย, พอกินพอใช้ไปจนถึงลำบากยากแค้น ถือว่าใช่ทั้งหมด”
“คนกลุ่มนี้คือคนธรรมดาๆ ที่ยอมรับการทำงานหนักเพื่อหาเงิน ยอมรับที่จะมีสุขบ้างทุกข์บ้างปนๆ กันไป อย่างนั้นใช่ไหมครับ” ผมแสดงความเห็น
“คำว่าคนธรรมดาในที่นี้ ถ้าหมายรวมถึงคนที่รวยเป็นพันล้านหมื่นล้านไปจนถึงคนจรจัดก็ถือว่าใช่
ในสายตาของเธอ เธออาจจะมองว่าก็สังคมมันเป็นอย่างนั้น พวกเขาก็ต้องยอมรับมัน แต่ถ้าเธอวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่แท้จริง เธออาจจะไม่คิดอย่างนี้ก็ได้นะ” ภาสุธาเปิดประเด็น
“แล้วอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงหรือครับ” ผมถามทันที