๖๖.
ตรัสรู้
“ท่านครับแม่น้ำเนรัญชรานี้ปัจจุบันคือแม่น้ำอะไรครับ” ผมถาม
“แม่น้ำโขง” เขาตอบ
“โอ้!…สถานที่ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อยู่ตรงไหนของริมแม่น้ำโขงหรือครับ” ผมถามด้วยความตื่นเต้น
เย็นวันอังคารขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 46 ปี อากาศวันนั้นกำลังเย็นสบายมีสายลมพัดอ่อนๆ ภาพของพระอาทิตย์กำลังจะลับขอบฟ้าปรากฏเป็นภาพสุดท้าย พระองค์รู้สึกถึงความปลอดโปร่ง เนื้อตัวเบาสบาย เหตุเพราะกำลังเดินกลับจากการอาบน้ำที่แม่น้ำเนรัญชรา ระหว่างที่เดินมาได้ครึ่งทาง หรือประมาณ 300 เมตร ก็เจอกับพราหมณ์ดาบสคนหนึ่งกำลังหอบหญ้าแห้งเพื่อใช้สำหรับปูรองนอน ซึ่งบริเวณนั้นก็มีดาบสคนอื่นๆ มาใช้เป็นพื้นที่ในการปลีกวิเวกเช่นกัน เพราะมีความสงบร่มรื่น มีต้นไม้ใหญ่ ใกล้แม่น้ำและใกล้ชุมชน แต่เมื่อพราหมณ์คนนั้นเห็นเจ้าชายสิทธัตถะ ก็เกิดความประทับใจในรูปร่างหน้าตาและผิวพรรณ ซึ่งแตกต่างจากคนทั่วไป เมื่อเห็นดังนั้น โดยไม่รู้ตัว เขาจึงนำหญ้าแห้งที่ตนหอบมาเพื่อจะใช้ปูนอน มอบแด่พระองค์ไปทั้งหมด โดยลืมไปว่าตนเองก็ต้องใช้ปูรองนอนคืนนี้เหมือนกัน เมื่อพระองค์เห็นว่าเป็นความประสงค์ของเขาจึงรับเอามาเป็นที่รองนั่ง บนเนินดินใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ ที่พระองค์ใช้พักแรม
หลังจากปูหญ้าที่ได้รับมาแล้ว พระองค์ก็นั่งลงในท่าขัดสมาธิ เนื้อตัวที่สะอาดสะอ้าน บวกกับกลิ่นหญ้าแห้งที่เพิ่งปูใหม่ๆ ผสานกับสายลมที่พัดเอื่อยๆ เสียงจิ้งหรีดเรไรที่ร้องระงม ประสาทสัมผัสของพระองค์รับรู้ถึงความเป็นธรรมชาติรอบตัวอย่างชัดเจน จนทำให้สามารถดำดิ่งสู่ความสงบ เกิดเป็นสมาธิจดจ่อได้อย่างง่ายดาย มีจิตที่ตั้งมั่นอยู่กับตนเองแบบไร้การเพ่งได้อย่างเป็นธรรมชาติแบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน จากนั้นพระองค์ก็ตั้งจิตอย่างแน่วแน่ว่า ค่ำคืนนี้จะดำรงอยู่ในสภาวะแบบนี้ตลอดทั้งคืน เพื่อเป็นปัจจัยให้พร้อมสำหรับการได้พบสัจธรรม และพระองค์ก็ตั้งคำถามขึ้นในใจเป็นครั้งแรกว่า
“ฉันจะสามารถเข้าถึงสัจธรรมได้อย่างไร”
จู่ๆ ก็มีคำตอบผุดขึ้นมาว่า
“ขอเพียงแค่เธอรู้จักฉัน เพราะฉันอยู่กับเธอมาตลอด”
พระองค์รู้สึกแปลกใจกับคำตอบที่ผุดขึ้น เพราะปรกติจะทรงจดจ่ออยู่กับลมหายใจจนนิ่งสงบ และพยายามข่มไม่ให้ความคิดในเรื่องราวต่างๆที่จะมาปรุงแต่งเกิดขึ้น และที่ผ่านมาก็ไม่เคยตั้งคำถามอะไร เพราะไม่รู้จะถามไปทำไม เนื่องจากอยู่คนเดียว แต่วันนี้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรกับพระองค์ ทำไมพระองค์ถึงตั้งคำถามนั้นขึ้นมา แล้วจู่ๆก็มีคำตอบผุดขึ้นมาจากที่ไหนก็ไม่รู้
พระองค์จึงตั้งคำถามต่อไปอีกว่า “สิ่งที่ปรากฏในความคิดของฉันนี้คือสิ่งใด”
คำตอบก็ผุดกลับมาทันทีว่า
“ฉันคือจิตพุทธะ ฉันคือต้นกำเนิดดวงจิตของเธอ หากเธอสงสัยสิ่งใด เพียงถามฉัน ฉันก็จะมีคำตอบให้เธอเสมอ” เสียงในความคิดผุดขึ้นอีก
“จิตพุทธะอย่างนั้นหรือ แล้วจิตนี้อยู่ที่ไหน” พระองค์ถาม
“ฉันอยู่ในจิตของเธอ ฉันอยู่ในตัวเธอ ฉันคือเธอ” จิตพุทธะตอบ
“ถ้าจิตนี้อยู่ในตัวข้าแล้ว ทำไมที่ผ่านมาข้าถึงไม่เคยรู้จักมาก่อน” พระองค์ถาม
“เธอเคยตั้งใจที่จะรู้จักฉันไหมล่ะ เธอมัวแต่มุ่งหาจากสิ่งภายนอกค้นหาว่ามันต้องอยู่ที่ไหนสักแห่ง เธอรู้ไหม ตราบใดที่เธอยังพยายามเสาะแสวงหาจากภายนอก เธอจะไม่มีวันรู้จักฉัน เพราะฉันอยู่ในจิตของเธอ เพียงแค่เธอตระหนักรู้ว่าเธอ ‘เป็น’ ฉัน เพียงแค่เธอหวนกลับมาหาฉัน เธอก็จะรู้ทุกสิ่ง” จิตพุทธะตอบ
“จะให้ข้าเชื่อได้อย่างไรว่า นี่ไม่ใช่ความคิดที่ข้ามโนขึ้นมาเอง” พระองค์ถาม
“เธอลองถามในสิ่งที่เธอสงสัยและไม่เคยได้คำตอบมาก่อนดูสิ หากคำตอบที่ได้ เป็นที่พอใจสำหรับเธอ แสดงว่าคำตอบนั้นไม่ได้มาจากเธอ” จิตพุทธะตอบ
จากนั้นพระพุทธเจ้าก็เริ่มตั้งคำถามทีละคำถาม และได้รับคำตอบกลับมาทีละคำตอบเช่น
“อะไรคือปัจจัยที่ทำให้สามารถสื่อสารกับจิตพุทธะนี้ได้”
“อะไรคืออุปสรรคที่ทำให้มนุษย์ไม่สามารถสื่อสารกับจิตพุทธะนี้”
“ทำไมถึงมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย”
“กรรมเกิดขึ้นได้อย่างไรและมีกระบวนการทำงานอย่างไร”
“ฉันเป็นใคร มาจากไหน มาทำไม และจะต้องไปไหน ฯลฯ เมื่อพระองค์ได้คำตอบแล้ว ก็เกิดคำถามใหม่ที่มาจากคำตอบต่างๆ ที่ได้รับมานั้น เช่น เมื่อรู้ว่ากรรมเกิดขึ้นได้อย่างไรและมีกระบวนการทำงานอย่างไร จึงเกิดคำถามต่อไปอีกว่า
“ถ้ากรรมทำให้มีการเวียนว่ายตายเกิด แล้วมีภพชาติ แสดงว่าเราสามารถรู้อดีตชาติของตนเองได้ใช่ไหม”
“แล้วอดีตชาติของเราเคยเป็นใครมาบ้าง” “ทำอย่างไรเราถึงจะออกจากวงจรแห่งกรรมนี้ได้” ฯลฯ
พระองค์ใช้เวลาในการถามตอบกับจิตพุทธะภายในของตัวเองอย่างเพลิดเพลิน และจิตนั้นก็ตอบคำถามทุกคำถามได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ถามจนไม่รู้จะถามอะไรอีกแล้ว พระองค์คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่ายังสงสัยเรื่องอะไรอีก เวลาล่วงเลยไปถึงประมาณตีสี่กว่า และในความเงียบสงัดนั้นจิตพุทธะก็ตั้งคำถามกลับพระองค์บ้าง
“เธอแน่ใจหรือยังว่าคำตอบที่ได้มานั้น ไม่ใช่มาจากความคิดของเธอ” จิตพุทธะถาม
“ข้าแน่ใจ เพราะบัดนี้ข้าไม่มีอะไรจะถามอีกแล้ว เมื่อไหร่ที่ข้าจะตั้งคำถาม เมื่อนั้นข้าก็รู้คำตอบ ข้าจึงไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามอีก” พระพุทธเจ้าตอบ
“เธอรู้ไหมว่าขณะนี้เธอคือใคร” จิตพุทธะเริ่มตั้งคำถามกลับพระพุทธเจ้า
“เออๆ ๆ… ข้าคือผู้รู้แจ้ง” ตอบ
“ใช่แล้ว… แล้วเธอคิดว่าบนโลกนี้มีผู้ที่รู้แจ้งอย่างเธออีกไหม” จิตพุทธะถามต่อ
“ข้าไม่แน่ใจ… แต่คิดว่าต้องมีคนอื่นอีกแน่นอน” พระพุทธเจ้าตอบ
“ถูกต้องแล้ว มีผู้คนมากมาย ที่สามารถสื่อสารกับฉันได้ จนเขาได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้แจ้ง นับจากนี้เธอปรารถนาที่จะเป็นมากกว่าผู้รู้แจ้งไหม” จิตพุทธะถาม
“นี่ยังไม่ใช่สภาวะสูงสุดอีกหรือ” พระพุทธเจ้าถาม
“สูงสุดแล้วแต่ไม่ถึงที่สุด… ส่วนใหญ่ผู้ที่เข้าถึงสภาวะแห่งการรู้แจ้งนี้ คือสามารถเข้าถึงปัญญาของฉัน สามารถไขปัญหาจากความสงสัยได้ สามารถเขียนตำราสอนศาสตร์ความรู้ต่างๆได้ สามารถสร้างความรู้ที่เป็นประโยชน์กับการดำเนินชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรมได้ และเมื่อเขามีสภาวะเช่นนี้แล้ว ผู้คนรอบข้างก็จะยกย่องสรรเสริญว่าเขาคือผู้มีปัญญาหรือผู้รู้แจ้ง แต่เมื่อฉันถามเขาว่า ต้องการจะเป็นมากกว่าผู้รู้แจ้งไหม คือให้เขาช่วยบอกวิธีการเข้าถึงการรู้แจ้งนี้กับผู้คน เขากลับปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น เนื่องจากเมื่อเขาสอนให้ผู้คนเข้าสู่สภาวะการรู้แจ้งเช่นนี้แล้ว ผู้คนก็จะรู้ความจริงว่า ทุกคนสามารถเป็นเหมือนเขาได้อย่างง่ายดาย ซึ่งจะทำให้เขาสูญเสียการยกย่องสรรเสริญและไม่มีใครศรัทธาเขาอีกต่อไป” จิตพุทธะตอบ
“ข้าขอเลือกที่จะเป็นมากกว่าผู้รู้แจ้ง” พระพุทธเจ้าตอบทันทีโดยไม่ลังเล