๖๔.
ลำพระปลง
เมื่อมาถึงจุดนัดพบ ทหารคนสนิทก็รออยู่พร้อมกับม้าคู่ใจ ทั้งสองขี่ม้าแบบเหยาะๆ เพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังช่วงที่ออกจากพระราชวัง โดยมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเชื่อมกับอีกเมืองหนึ่งในแคว้นกัมโพชะ ซึ่งเป็นแคว้นใหญ่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปะวิทยาการขั้นสูง”
“ทั้งสองควบม้าไปเรื่อยๆ จนมาหยุดหลังจากข้ามลำน้ำเล็กๆ แห่งหนึ่งในเวลาใกล้รุ่งพอดี แสงพระอาทิตย์ยามเช้าฉาบให้เมฆบนท้องฟ้ากลายเป็นสีส้มอ่อนๆ ฟ้าที่เริ่มสางจึงทำให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดเจนขึ้น พระองค์จึงลงจากหลังม้าและจัดแจงเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย โดยถอดเครื่องประดับ สร้อยคอ แหวน กำไล เข็มขัดทองคำ ใส่ลงในหมวก แล้วจัดการรวบผมให้เป็นมวย รัดด้วยเชือกป่านธรรมดาๆ ถอดรองเท้าและเสื้อผ้าที่เป็นเครื่องทรงของเจ้าชายออกทั้งหมด มอบให้กับทหารคนสนิทนำกลับไปพระนคร”
“ท่านโภเชครับ…มาถึงตรงนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้ตัดผมอย่างที่ผมเคยเรียนมาหรือครับ เพราะดูจากภาพไม่เห็นมีการตัดผมเลย พระองค์มาที่นี่เพื่อที่จะปลงผมไม่ใช่หรือครับ” ผมถาม
“คำว่า’ปลง’ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการปลงผมหรือการตัดผม แต่การปลงตรงนี้หมายถึงการสละ การละทิ้งทรัพย์สมบัติ ละทิ้งสถานภาพต่างๆ ที่สมมุติขึ้น สถานะตอนนี้ของเขาคือผู้ไร้เครื่องผูกมัด ไร้เครื่องพันธนาการใดๆ สิ่งที่เหลืออยู่เวลานี้คือผ้าย้อมฝาดผืนใหญ่ ที่ใช้ห่มพันกายและภาชนะโลหะคล้ายขัน ที่เป็นเครื่องใช้อเนกประสงค์ ตั้งแต่ตักน้ำดื่ม ใส่อาหาร อาบน้ำหรือแม้กระทั่งใช้ล้างก้น นี่คือความหมายของคำว่าปลงในเวลานั้น” ท่านโภเชตอบ
“แสดงว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้โกนผมใช่ไหมครับ” ผมถาม
“ยังไม่มีการโกนผมใดๆ การโกนผมของนักบวชในพุทธศาสนาจะเกิดขึ้นในช่วงหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วยี่สิบกว่าวัน ซึ่งเหล่าภิกษุผู้ที่ร่วมในพิธีถวายพระเพลิงทุกคนพร้อมใจกันโกนผม เพื่อแสดงความกตัญญูและไว้อาลัยต่อการจากไปของพระองค์อย่างพร้อมเพรียงกันในวันนั้น” เขาตอบ
“…เพิ่งจะมีการโกนกันตอนหลังนี้เองหรือครับ”
“ใช่แล้ว”
“ท่านครับ…ท่านพอจะระบุตำแหน่งที่ตั้งของจุดที่พระพุทธเจ้าทรงสละทรัพย์สมบัตินี้ได้ไหมครับ” ผมถาม
“ได้สิ ในช่วงต้นคือช่วงที่พระพุทธเจ้าออกบวชแล้วนั้น ไม่มีใครมาทำสัญลักษณ์เพื่อระบุตำแหน่งนี้ไว้เลย แต่ตอนที่พระยาอโศกกับพระพุทธเจ้าเดินทางไปถึงกรุงกบิลพัสดุ์ พระยาอโศกได้ไปสร้างเจดีย์ขนาดเล็กสูงประมาณ 3-4 เมตร ทำด้วยศิลาแลง ตรงบริเวณก่อนจะข้ามลำน้ำซึ่งเป็นเขตแดนกั้นระหว่างแคว้นสักกะกับแคว้นกัมโพชะ แต่ตำแหน่งที่แท้จริงก็คือจะต้องข้ามลำน้ำนั้นไปก่อน แต่ที่พระยาอโศกเลือกตรงนี้เพราะเห็นว่าเป็นเขตแดนของแคว้นสักกะ ไม่ต้องขออนุญาตใดๆ ชาวบ้านจึงเรียกสถานที่แห่งนั้นว่า ‘เจดีย์พระปลง’ และลำน้ำนั้นก็ถูกเรียกว่าลำน้ำพระปลงไปด้วยตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กาลเวลาที่ยาวนานจึงทำให้เจดีย์แห่งนี้ชำรุดผุพังไป แต่ชาวบ้านก็ยังมาเคารพกราบไหว้กัน และมีการสร้างศาลเพียงตาขึ้นไว้แทน และเรียกชื่อศาลแห่งนี้ว่า ‘ศาลพระปลง’ ปัจจุบันมีเพียงเรื่องราวที่เล่าขานต่อๆ กันมาว่า เคยมีมหาบุรุษผู้เสียสละอันยิ่งใหญ่คนหนึ่งเคยมาที่นี่ แต่ไม่มีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการออกบวชของพระพุทธเจ้าเลย”
“จากตรงนี้พระพุทธเจ้าได้เดินเท้าไปยังแคว้นใหญ่ที่อยู่ทางทิศตะวันออก ซึ่งแคว้นนี้จะกินอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลมาก นับตั้งแต่ นครโคราปุระ นครเสมา หรือที่เป็นตำแหน่งของจังหวัดนครราชราชสีมาในปัจจุบัน ครอบคลุมไปถึงจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ด รวมไปถึงทั้งหมดของประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน แคว้นนี้ถือว่าเป็นแคว้นใหญ่ มีความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมขั้นสูง มีเทวาลัยเป็นหมื่นๆแห่ง จนพวกเขาถือว่า ที่นี่คือประตูสู่สวรรค์หรือประตูสู่โลกของเทพเจ้า คำว่า‘ทวาร’หมายถึงประตู ที่นี่จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ทวารากะนคร หรืออาณาจักรทวาราวดี โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่บริเวณตอนบนของเทือกเขาพนมดงรัก หรือบริเวณจังหวัดร้อยเอ็ดและบุรีรัมย์ในปัจจุบัน”
“ในช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าสละสมบัติเพื่อออกบวชนี้ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มหานครทวารากะนี้เจริญและเรืองอำนาจเหนือทุกแคว้นในภูมิภาคทั้งหมด
เจ้าผู้ครองมหานครทวารากะนี้ทรงอิทธิพลและสืบทอดความยิ่งใหญ่จากรุ่นสู่รุ่น นับตั้งแต่รุ่นปู่ในอดีต ที่สร้างเทวาลัยขนาดใหญ่เพื่อเป็นประตูเชื่อมระหว่างมนุษย์กับเทพเจ้า ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขา ปัจจุบันเธอเรียกที่นี่ว่า เขา ‘พนมรุ้ง’ ซึ่งเวลานั้นกษัตริย์รุ่นปู่คนนี้ได้แสดงแสนยานุภาพไว้มากพอสมควร เพราะกระบวนการก่อสร้างปราสาทหินขนาดใหญ่บนยอดเขานั้น จะต้องใช้งบประมาณและแรงงานจำนวนมหาศาล”
“แต่พอตกมาถึงรุ่นพ่อ ที่ต้องการแสดงให้โลกเห็นถึงความยิ่งใหญ่และมีอำนาจมากกว่ารุ่นปู่ เขาจึงสร้างเทวาลัยที่ใหญ่กว่าขึ้นบนเทือกเขาพนมดงรัก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเกิด
เทวาลัยแห่งนี้เปรียบเสมือนเป็นศูนย์กลางของจักรวาล หรือที่เรียกว่าเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่อยู่ของเทพเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่มีความศรัทธาในคติแบบศาสนาพราหมณ์ได้เดินทางมาสักการะ ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องเดินทางมาประกอบพิธี เพื่อที่จะไปสู่สรวงสวรรค์หรือพูดง่ายๆ ที่นี่คือประตูที่จะนำพาผู้คนเข้าสู่โลกของเทพเจ้า ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางของผู้แสวงบุญทุกคน เทวาลัยแห่งนี้ยาวถึงแปดร้อยเมตร ตั้งอยู่ยอดเขาโดยมีบันไดทางขึ้นตั้งแต่ตีนเขาถึงยอดเขาจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ ทั้งหมดแบ่งออกเป็นช่วงๆ ถึงห้าช่วงห้าชั้น ทุกช่วงจะมีพิธีกรรมที่ต่างกัน โดยชั้นที่หนึ่ง จะเป็นสัญลักษณ์ว่าได้เดินทางผ่านเขตของโลกมนุษย์มาแล้ว เป็นเหมือนขอบจักรวาลที่ประกอบด้วยโลกธาตุทั้งสี่ โดยมีพยานาคราช สิงห์ และทวารบาลคอยดูแลอยู่
ชั้นที่สอง เป็นช่วงที่มนุษย์เข้าสู่ประตูจักรวาลทั้งสี่ทิศ ตรงนี้ทุกคนจะต้องมาชำระล้างบาปให้บริสุทธิ์ก่อน ด้วยการชำระล้างเนื้อตัวให้สะอาด เปลี่ยนชุดเป็นสีขาวและบริจาคทรัพย์สินที่เป็นเครื่องผูกมัดทางโลก ก่อนที่จะเข้าเฝ้าทวยเทพ
ชั้นที่สาม เป็นห้องประกอบพิธีกรรมของพราหมณ์ เพื่อปราวารณาตัวเองโดยเปล่งวาจาว่าจะถืออุโบสถศีลให้บริสุทธิ์ เพื่อความเป็นศิริมงคล จากนั้นก็มีพิธีประพรมน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์
ชั้นที่สี่ จะเข้าสู่เขาพระสุเมรุที่มีทวยเทพต่างๆ ตั้งแต่พระอินทร์ พระวิษณุ พระอิศวรหรือพระศิวะ พระคเณศ ร่วมถึงตัวฉันที่เขาเรียกกันว่าพระนารายณ์ด้วย
และชั้นที่ห้า คือส่วนที่อยู่ขององค์เทพสูงสุดนั่นคือพระพรหมที่เป็นพระผู้สร้างหรือผู้ให้กำเนิดดวงจิตวิญญาณและทุกสรรพสิ่งในจักรวาล” ท่านโภเชพาไปเห็นภาพของเทวาลัยอันยิ่งใหญ่ของกษัตริย์รุ่นพ่อ
“ส่วนทายาทรุ่นลูกของอาณาจักรทวาราวดี ซึ่งได้ขึ้นครองราชเป็นมหากษัตริย์ ในช่วงเวลาเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าออกบวชพอดี กษัตริย์องค์นี้มีความทะเยอทะยานสูงสุด เขาต้องการแยกตัวเองออกจากความยิ่งใหญ่ที่ปู่และพ่อเคยสร้างไว้ จึงดำริที่จะสร้างเมืองใหม่และต้องการสร้างเทวาลัยที่มีความยิ่งใหญ่มากกว่าของพ่อและของปู่เป็นร้อยเท่า จึงเกณฑ์ผู้คนจำนวนมากออกเดินทางไปยังดินแดนทางใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของนครวัดในปัจจุบัน ที่นั่นเป็นที่ราบลุ่มที่อุดมสมบูรณ์มีทะเลสาบขนาดใหญ่ ประกอบกับพระองค์มีมหาปุโรหิตเฒ่าซึ่งเป็นพราหมณ์ที่เก่งเรื่องโหราศาสตร์ ปุโรหิตคนนี้ทำนายว่า พระองค์จะต้องเป็นมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อเสียงของพระองค์จะต้องขจรขจายไปถึงดินแดนตะวันตก ดังนั้นจึงมีการเกณฑ์ผู้คนจำนวนมากเพื่อไปก่อสร้างเมือง ดังนั้นบางเมืองที่อยู่ในเขตการปกครองเดิมของกษัตริย์ผู้พ่อ ถึงกับถูกปล่อยทิ้งร้าง ปราสาทหินเทวาลัยบางแห่งถูกรื้อ เพื่อขนเอาไปเป็นวัตถุดิบสำหรับสร้างที่ใหม่ ดังนั้นเทวาลัยที่เคยปรากฏเป็นหมื่นๆ แห่งในดินแดนตอนเหนือของเทือกเขาพนมดงรัก จึงถูกรื้อเหลือแต่ฐานราก”