๗๔.
รู้ด้วยตนเอง
“เรื่องทั้งหมดที่ฉันอธิบายมานี้ ล้วนเป็นประสบการณ์ของฉัน ฉันบอกได้เท่าที่ฉันมีความสามารถในการบอก เพื่อให้เธอรู้ว่ามันเป็นอย่างไร จากนี้ไปเธอจะต้องหาวิธีไปสัมผัสกับมันด้วยตนเอง ความรู้ที่สมบูรณ์ที่สุดคือความรู้ที่เกิดจากการได้ไปสัมผัสด้วยตนเอง ความรู้ที่เกิดจากการบอกเล่าของคนอื่นนั้นยังไม่ใช่ความรู้ที่แท้จริง” พระพุทธเจ้าตอบ
“แต่ถ้าไม่มีความรู้จากท่าน ข้าพระเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ข้าพระเจ้าไปสัมผัสนั้นมันถูกต้องหรือไม่ถูกต้องล่ะขอรับ” อชิตะถามต่อ
“ฉันจะเปรียบเทียบเรื่องนี้กับการเล่นกีฬา ที่กำลังดำเนินอยู่ในสนามแข่งขันสักแห่งหนึ่ง ความสุขนับตั้งแต่ลำดับที่หนึ่งถึงลำดับที่สามนั้นเปรียบเสมือนเป็นคะแนน หรือรางวัลที่พวกเธอทำได้ในระหว่างที่เธอร่วมเล่นกัน เพราะพวกเธอผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ เมื่อเธอทำคะแนนได้เธอก็ดีใจ ในขณะเดียวกันเธอก็ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งเสียใจที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ แต่ก็จะมีผู้เล่นบางพวกเกิดฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ทำไมฉันต้องเล่นกีฬานี้ด้วย เพราะเขาเริ่มรู้แล้วว่า ความสุขที่ได้มานั้นมันกำลังอยู่บนความทุกข์ของคนอื่น พวกเขาจึงตัดสินใจหยุดเล่นและไปนั่งพักอยู่ที่มุมหนึ่งของสนาม นี่คือสันติสุขที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นเขาจึงตระหนักรู้อีกว่า มีผู้คนมากมายที่พ่ายแพ้และขาดแคลน เขาจึงสละบางสิ่งบางอย่างให้เขาเหล่านั้นไป และเมื่อเขาค้นพบว่านอกจากความสุขที่เกิดจากการสละให้แล้ว ยังมีความสุขที่เกิดจากการมองดูตัวเองนั่งอยู่ที่มุมสนามอีกด้วย”
“แต่ถึงอย่างไรเธอก็ยังเป็นหนึ่งในผู้เล่นกีฬาในสนามนั้นอยู่ดี เพียงแต่ขณะนี้เธอหยุดเล่นและเห็นตัวเองหยุดเล่นไปเท่านั้น แต่วันหนึ่งที่เธอเกิดค้นพบว่า แท้ที่จริงตัวเธอเองยังมีอีกคนหนึ่งที่อยู่นอกสนามและกำลังมองลงมายังสนามที่มีเธอเป็นผู้เล่นอยู่ เขาเป็นผู้ที่อยู่นอกเหนือกฎกติกาใดๆ ของสนาม ถ้าเขารู้และเข้าใจว่าทั้งหมดมันเป็นแค่การเล่นกีฬา ที่ ที่เขานั่งอยู่นอกสนามนั้นคือสภาวะที่แท้จริง เมื่อใดที่เธอสามารถสื่อสารกับตัวของเธอที่อยู่นอกสนามได้ และสามารถมองเห็นตนเองว่าเป็นใครจากมุมมองของเขาที่อยู่นอกสนาม เขาก็จะกลายเป็นผู้ที่ ‘รู้’ ว่าตนเองมาจากไหน และสามารถออกจากกฎเกณฑ์ต่างๆ ได้อย่างไร”
“และความสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวงก็จะบังเกิดขึ้นกับเธอ
ณ เวลานี้ ฉันปรารถนาให้เธอไปพิสูจน์ด้วยตนเองจากการตระหนักรู้ว่าเธอคือพุทธะ ว่าเธอคือพระเจ้านั้นเป็นอย่างไร การได้ยินได้ฟังการอธิบายของฉัน มันเป็นแค่ความรู้ของฉัน ถึงอย่างไรมันก็ไม่กระจ่างชัดเท่ากับที่เธอได้เห็นหรือประจักษ์ด้วยตัวเอง” พระพุทธเจ้าอธิบาย
“แล้วพวกข้าพระเจ้าจะมีสภาวะบรมสุขเช่นนี้ ได้เมื่อไหร่หรือขอรับ” อชิตะถาม
“ได้เดี๋ยวนี้… ทันทีที่เธอตัดสินใจเป็นพุทธะหรือเป็นจิตพระเจ้า” พระพุทธเจ้าตอบ
“มันง่ายขนาดนั้นเลยหรือขอรับ ข้าพระเจ้าอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางตามหาพระองค์มาแรมปี เพื่อจะได้ค้นพบสัจธรรมที่ล้ำลึก ข้าพเจ้าคิดว่าพระองค์จะต้องมีวิธีการอะไร ที่สามารถพาพวกข้าฯ เข้าสู่สภาวะนี้ได้ใช่ไหมขอรับ” อุปสีวดาบสถาม
“ตราบใดที่เธอยังมีความเชื่อแบบนี้เธอจะไม่มีวันเข้าใจสิ่งนี้”
“ความเชื่ออะไรหรือขอรับ” อุปสีวดาบสถามต่อ
“เธอมีสองความเชื่อคือ หนึ่งเธอเชื่อว่าสิ่งที่เธอแสวงหานี้จะต้องไม่ง่ายและจะต้องมีกรรมวิธีที่สลับซับซ้อน ซึ่งเป็นผลมาจากวิธีการเรียนรู้, จากการสั่งสอนแบบเป็นขั้นเป็นตอน หรือการรู้จากภายนอก ซึ่งนั่นเป็นกรรมวิธีที่เหล่าครูอาจารย์ ที่ยังไม่ประจักษ์แจ้งใช้สอนพวกเธอ เพื่อที่จะทำให้เธอรู้สึกว่า ที่เธอยังทำไม่ได้นั้นเป็นเพราะเธอยังใช้ความพยายามไม่มากพอ เธอยังอดทนไม่มากพอ เธอจึงยังไม่สัมฤทธิ์ผล ซึ่งที่จริงคนที่สอนเธอนั้น เขาก็ยังไม่สัมฤทธิ์ผลเหมือนกัน ที่ฉันรู้เพราะฉันได้ประจักษ์มาแล้วว่ามันไม่ได้ผล ฉันทดลองทำทุกสิ่งที่ฉันต้องทำจนหมดแล้ว จนฉันรู้ว่านั่นไม่ใช่วิถีทางที่ทำให้ฉันบรรลุเป้าหมาย”
“ความเชื่อที่สองคือ เธอเชื่อว่าจะต้องมีใครสักคนจูงมือเธอไปทำ เรื่องนี้เป็นความเชื่อแบบขั้วตรงข้ามกับสิ่งที่ฉันพยายามจะบอกกับเธอ ตราบใดที่เธอยังมีความเชื่อแบบนี้ เธอจะยังห่างไกลจากเป้าหมาย ที่ฉันบอกว่าเธอต้องทำด้วยตนเอง เธอต้องสัมผัสด้วยตนเอง และที่สำคัญเธอต้องตัดสินใจด้วยตนเอง เพียงแค่เธอตัดสินใจว่า เธอเป็นพุทธะด้วยตนเอง นั่นคือสิ่งเธอต้องเป็นผู้กำหนด ฉันไม่สามารถกำหนดหรือตัดสินใจแทนเธอได้ ฉันไม่สามารถไปจับมือให้เธอเป็นพุทธะได้ เธอต้องเป็นผู้กำหนดที่จะ ‘เป็น’ ด้วยตัวเอง นี่คือความหมายของคำว่า เธอต้องพึ่งพาตนเอง”
“ข้ารู้แล้วๆ ” เสียงของพราหมณ์หนุ่มรูปงามวัยประมาณ 25 ปีกล่าวขึ้นมาท่ามกลางการสนทนา
“กัจจายนะ เจ้ารู้แล้วอย่างนั้นหรือ รู้ว่าอย่างไร ไหนลองบอกกับพวกข้าหน่อยสิ” อุปสีวะหันไปถามพราหมณ์หนุ่มซึ่งติดตามขบวนของอชิตะมาตั้งแต่เมืองอุชเชนี โดยพระเจ้าจัณฑปัชโชตกษัตริย์แห่งอุชเชนีสั่งให้มาอัญเชิญพระพุทธเจ้าไปโปรดพระองค์บ้าง
“ไม่เห็นจะยากเลยขอรับ มันยากตรงไหนกับแค่การรู้สึกว่าตัวเองเป็นพุทธะ ข้ากลับรู้สึกแปลกใจมากกว่าว่า ทำไมพวกท่านถึงยังไม่รู้สึก” กัจจายนะพูด
“ทำไมเจ้าถึงแน่ใจว่าเจ้าสามารถเป็นพุทธะได้แล้ว มีอะไรเป็นเครื่องบ่งบอกหรือ” อุปสีวะถามซ้ำ
“สิ่งที่บังเกิดแก่ข้า ณ บัดนี้คือ สภาวะแห่งความแน่ใจว่าข้าคือพุทธะ มันจึงทำให้ข้ามองเห็นสิ่งต่างๆ เปลี่ยนไป บัดนี้ข้าไม่เห็นท่านอุปสีวดาบสเป็นท่านอุปสีวดาบสอีกแล้ว ข้าไม่เห็นท่านปุณณกดาบสเป็นท่านปุณณกดาบสอีกแล้ว ข้าไม่เห็นคนรับใช้ของข้าเป็นคนรับใช้อีกแล้ว ข้าไม่เห็นคนที่เคยทำร้ายข้าเป็นศัตรูอีกแล้ว
สิ่งที่ข้าเห็นตอนนี้คือทุกคนเป็นจิตวิญญาณ ที่จะมามีประสบการณ์ร่วมกัน เราทุกคนเป็นพี่เป็นน้อง เราทุกคนคือจิตพุทธะเหมือนๆกัน
ข้าพระเจ้าเห็นคนที่เคยทำชั่วกับข้าเป็นผู้ที่มีพระคุณ และเสียสละมาเพื่อแสดงสิ่งชั่วร้ายนั้นต่อข้า
บัดนี้ข้าไม่เห็นใครสูงกว่า ไม่เห็นใครต่ำกว่า ไม่เห็นใครดีกว่า ไม่เห็นใครเลวกว่า เพราะบัดนี้สายตาของข้าได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะข้าได้กลายเป็นพุทธะ เป็นจิตพระเจ้าไปแล้ว” กัจจายนะพูด
“กัจจายนะเธอรู้แล้วหนอ…” พระพุทธเจ้าพูด
“ข้ารู้แล้ว…” อชิตดาบสโพล่งขึ้นมาเหมือนกัน
“อชิตะเธอรู้แล้วหนอ” พระพุทธเจ้าพูด
“ข้าแต่สมณะผู้เจริญ ข้าฯ ขอถามว่า สิ่งที่พระองค์นำมาบอกแก่พวกข้าฯนี้ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์บนโลกนี้ มนุษย์บนโลกอื่นๆ รวมถึงวิญญาณบนพรหมโลก เขาจะรู้เรื่องราวเหล่านี้กันไหม พระองค์เป็นผู้มีพระปรีชาสามารถไขปัญหานี้ได้ ถ้าการบรรลุสัจธรรมมันง่ายดายอย่างนี้ อีกหน่อยคงจะมีเด็กน้อยบรรลุอรหันต์กันได้ใช่ไหมขอรับ” โมฆราชดาบสผู้มีอาวุโสที่สุดในกลุ่มของอชิตะตั้งข้อสังเกต
“ใครก็ตามที่มีสติรู้ตัว สามารถบอกกับตนเองได้ ใช้จินตภาพกำหนดความรู้สึกได้ เขาผู้นั้นย่อมสามารถเข้าสู่สภาวะสัจธรรมสูงสุดนี้ได้อย่างทัดเทียม แต่เขาจะต้องใช้จิตหยาบหรือจิตมนุษย์มาทำงานร่วมกับจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ที่เรียกว่า ‘วิญญาณพุทธะ’ ให้ได้เท่านั้น” พระพุทธเจ้าอธิบายเพิ่มเติม
“ถ้าอย่างนั้นผู้ที่เป็นวิญญาณเปรต อสุรกาย จิตวิญญาณที่ล่องลอยเป็นสัมภเวสี หรือวิญญาณเทพเทวดา ก็ไม่สามารถบรรลุสัจธรรมนี้ได้ใช่ไหมขอรับ”