อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๕๖.

๕๖.

สมมุติสงฆ์

“เรื่องนี้มันเกี่ยวกับความกลัว” เขาตอบ

“เอาอีกแล้ว…เกี่ยวกับความกลัวอีกแล้ว มันเกี่ยวกันอย่างไรครับ” ผมถาม

“ในช่วงต้นๆ ของการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า ผู้คนก็เกิดสภาวะการเป็นพุทธะได้อย่างมากมายมหาศาล เมื่อเขามีความเป็นพุทธะที่สมบูรณ์แบบแล้ว เขาจึงปวรนาตนที่จะทำหน้าที่บอกวิธีการเป็นพุทธะนี้ต่อๆ ไป พระพุทธเจ้าจึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า อริยสังฆะ หรืออริยสงฆ์ อันหมายถึงสังคมหรือกลุ่มคนที่สามารถเข้าถึงความรู้อันเป็นอริยะ เป็นสังคมของผู้ที่ทำสิ่งประเสริฐ และทำหน้าที่เผยแผ่แนวคิดการ ‘เป็นพุทธะ’ สืบต่อไปอย่างไม่รู้จบ แต่หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว เหล่าประชาชนและกษัตริย์ผู้มีความเลื่อมใสพระพุทธเจ้าต่างเกรงว่า วิธีการของพระองค์จะหายไป จึงมีมติให้จดบันทึกวิธีการทั้งหมดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งช่วงแรกของการบันทึกนั้นจะเน้นเฉพาะหลักการสำคัญๆ และประวัติความเป็นมาของพระพุทธเจ้า แต่ต่อมาภายหลังได้มีการเพิ่มเติมเนื้อหาให้ละเอียดมากขึ้นๆ เกิดการจำแนกข้อธรรมมากขึ้นๆ ผ่านการประชุมหรือที่เธอเรียกว่าการ ‘สังคายนา’เพื่อเพิ่มเติมเนื้อให้มากขึ้นๆ  ผ่านกาลเวลาหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะการประชุมเพื่อปรับปรุงเนื้อหาในราว200 ปีหลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ซึ่งเป็นครั้งที่ทำให้เนื้อหาถูกบิดเบือนจากหน้ามือเป็นหลังมือ

และเนื่องจากเวลานั้นชื่อเสียงของพระพุทธเจ้าได้ขจรขจายไปยังดินแดนอันไกลโพ้น และมีสมาชิกสงฆ์เกิดขึ้นมากมาย แต่สงฆ์เหล่านั้นยังไม่มีคุณสมบัติของการเป็นพุทธะอย่างแท้จริง จึงเรียกสงฆ์กลุ่มที่เกิดขึ้นจากเพียงแค่ผ่านพิธีการบวชนี้ว่า ‘สมมุติสงฆ์’ โดยคนกลุ่มนี้จะทำหน้าเอาความรู้ในคัมภีห์ที่บันทึกไว้นั้นไปสั่งสอน นับจากนั้นเป็นต้นมา กลุ่มคนที่เป็นอริยสงฆ์ก็เริ่มลดน้อยลงๆ จนหายไปในที่สุด” เขาอธิบาย

“เรื่องมันซับซ้อนเข้าใจยากจังเลยนะครับ” ผมเริ่มตัดพ้อ

“ฉันขอเปรียบเทียบกับเรื่องราวหนึ่งก็แล้วกัน สมมุติว่ามีครูสอนดนตรีคนหนึ่งสอนนักเรียนที่ประสงค์จะเป็นนักดนตรี โดยครูคนนั้นก็มีความสามารถเล่นเครื่องดนตรีได้ และสามารถประพันธ์เพลงใหม่ที่ไพเราะขึ้นมาได้ จนเขาถูกเรียกว่าเป็น ‘ศิลปิน’ เขาจึงนำวิธีการทั้งหมดมาสอน ทุกครั้งที่สอน เขาสามารถแนะนำวิธีการเล่นเครื่องดนตรีได้ทุกขั้นตอน เพราะเขามีความเชี่ยวชาญและมีความเป็นศิลปินอย่างเต็มตัว จนสามารถฝึกนักเรียนทุกคนให้สามารถเล่นเครื่องดนตรีนั้นๆ ได้ และนำไปต่อยอดโดยแต่ละคนก็สามารถประพันธ์สร้างสรรค์เพลงขึ้นมาใหม่อย่างไม่รู้จบ พูดง่ายๆ คือ ครูที่เป็นศิลปินจะสามารถสอนลูกศิษย์ให้เป็นศิลปินได้และศิลปินใหม่ก็สามารถสอนคนอื่นๆ ให้เป็นศิลปินต่อๆ ไปได้

แต่ภายหลังได้มีการจดบันทึกเป็นหลักสูตรเพื่อนำไปใช้ในการเรียน  ซึ่งครูที่นำไปสอนไม่มีคุณสมบัติของศิลปิน ไม่สามารถเล่นเครื่องดนตรีได้ ไม่สามารถสร้างสรรค์บทเพลงใหม่ๆ ที่ไพเราะได้ สิ่งที่เขาสอนคือความรู้ของครูอาจารย์ที่บันทึกเอาไว้ ไม่ใช่ความรู้ของตนเอง สิ่งที่ได้คือคนที่สามารถจำความรู้ได้และนำไปสอนคนอื่นให้จำความรู้ต่อๆ ไป คนที่เป็นศิลปินจึงหายไปในที่สุด เพราะทั้งครูทั้งศิษย์ต่างไม่มีใครเป็นศิลปิน” เขาอธิบาย

“อ้าว…ตำราไม่สามารถทำให้คนเป็นศิลปินได้หรือครับ” ผมถาม

“เป็นได้…ถ้าเขานำความรู้ที่ได้ไปลงมือปฏิบัติ โดยจับเครื่องดนตรีขึ้นมาเล่น ฝึกสร้างสรรค์ประพันธ์เพลงใหม่ๆ แต่สิ่งที่ปรากฏ ณ เวลานั้นคือ เขาทำแค่ท่องจำความรู้เก่าๆ นั้น และประกวดกันว่าใครจำได้มากกว่ากัน โดยจัดลำดับความจำว่าใครอยู่ลำดับไหนชั้นไหน โดยไม่ได้ลงมือปฏิบัติอะไรเลย เรื่องการลงมือปฏิบัตินี้แท้ที่จริงแล้ว ศิลปินบางคนอาจจะไม่จำเป็นต้องมาร่ำเรียนจากหลักสูตรที่ครูสอนเลยก็ได้ เพียงแค่เขาลงมือเอาเครื่องดนตรีชิ้นนั้นมาฝึกหัดด้วยตนเอง ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง หากเขามีความพยายามมากพอ มีความมุ่งมั่น มีความรักความใส่ใจ มีความละเอียดละเมียดลไม มีความอดทน เขาก็จะสามารถเพิ่มพูนทักษะที่จะทำให้ไปสู่เป้าหมายการเป็นศิลปินได้เช่นกัน” เขาตอบ

“ผมเข้าใจนะครับว่า ถ้าเป็นนักดนตรีหรือศิลปินต้องผ่านการลงมือปฏิบัติ แต่สำหรับเรื่องของพระพุทธเจ้า เรื่องของสภาวะการหลุดพ้นทางจิตวิญญาณนั้น การปฏิบัติคืออะไรละครับ” ผมถาม

“ฉันคิดว่า เธอควรเก็บคำถามนี้ไปถามพระพุทธเจ้าดีกว่า” เขาตอบพร้อมกับทิ้งปริศนาให้ผมได้ติดตาม

“ถามพระพุทธเจ้า…!! แสดงว่าตัวผมที่เป็นปัจจุบันนี้จะได้ไปสนทนากับพระพุทธเจ้าในอดีตอย่างนั้นหรือครับ” ผมถามต่อทันที

“ใช่สิ” เขาตอบ

“ตอนแรกผมคิดว่าจะเป็นแค่การได้เห็นพระองค์ผ่านสายตาของอชิตดาบสเท่านั้น ผมสามารถสนทนากับพระพุทธเจ้าได้ด้วยหรือครับ… ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นได้ล่ะครับ” ผมถาม

“เธออย่าลืมสิว่า ขณะนี้เธอกำลังเดินทางด้วยจิต และคุณสมบัติที่สำคัญของจิตคืออยู่เหนือกาลเวลา ในหนึ่งห้วงขณะจิตที่เป็นห้วงเวลาของโลก มันสามารถแบ่งเป็นห้วงเวลาที่อยู่ระหว่างกลางนั้นได้อีกมากมาย เปรียบเสมือนเวลาที่อยู่บนโลกของเธอนั้นมีลักษณะเป็นแนวระนาบ ส่วนเวลาของจิตนั้นมีลักษณะเป็นแนวดิ่งที่สามารถแทรกอยู่ระหว่างแนวระนาบได้อย่างเป็นอนันต์” เขาพยายามขยายความ

“ท่านคิดว่าผมจะเข้าใจภาษาที่ท่านพูดไหมครับ” ผมถาม

“ฉันไม่รู้ ฉันแค่บอกไปตามสิ่งที่ฉันเข้าใจ” เขาตอบ

“บอกตามตรงนะครับ…มันไม่เข้าหัวผมเลยสักนิด” ผมพูด

“ไม่สำคัญหรอกว่า เธอจะเข้าใจมันไหม เพราะถึงเธอจะเข้าใจ แต่ถ้าเธอยังไม่มีประสบการณ์หรือไม่ได้ทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง เธอก็ยังไม่ประจักษ์ต่อสิ่งที่ฉันบอกนั้นหรอก วันหนึ่งที่เธอได้ลงมือทำบางสิ่งบางอย่าง และเธอได้เจอกับประสบการณ์แบบที่ฉันพูด เธอจะนึกออกเองว่า เธอเคยรู้เรื่องนี้แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมามันเป็นแค่ความรู้ และเวลานั้นเธอจะรู้อย่างถ่องแท้ รู้อย่างเข้าใจ รู้อย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะเธอได้ประจักษ์แจ้งด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆ ” เขาอธิบายเสริม

“ผมรู้สึกได้ถึงความเข้าใจนั้นนะครับ เพียงแต่ว่าผมยังไม่เข้าใจเท่านั้น” ผมแกล้งเย้า

“ฉันคิดว่า เธอเริ่มมีคุณสมบัติเหมือนพวกเราแล้ว เพราะเธอเริ่มพูดจา ‘วกวน’ ได้เหมือนเรา เอาละ ขณะนี้เธอกำลังกลับมาที่เมืองสาวัตถีซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอแล้ว เธอลองไปสำรวจให้ชัดๆ อีกครั้งสิ” เขาพูด

 

“ได้ครับ ผมจำได้ว่า ตั้งแต่อดีต ที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก แต่มาครั้งนี้เมืองสาวัตถีมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก มันดูเจริญขึ้นจนผิดหูผิดตา มีบ้านเรือนปลูกใหม่ผุดขึ้นมากมาย มีร้านรวงเปิดขายสินค้ากันอย่างคึกคัก มีกองคาราวานของผู้คนต่างถิ่นที่เดินทางมาปักหลักค้างแรมนอกเขตพระนครและเข้ามาเดินปะปนกันในตลาด สังเกตได้จากการแต่งตัวและเครื่องประดับที่สวมใส่”

“สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน จากครั้งที่ผมเคยเป็นปุโรหิตหลวงของเมืองนี้คือ ตัวพระนครสาวัตถีดูมีสีสันสดใสขึ้น กำแพงเมืองที่แต่เดิมก่อด้วยอิฐเท่านั้น และมีความสูงตระหง่านประมาณตึกสามชั้น บัดนี้ถูกฉาบด้วยปูนขาวผสมน้ำอ้อยและยางไม้ตลอดทั้งกำแพง จนทำให้ดูสะอาดเรียบร้อย และดูสูงใหญ่ยิ่งกว่าเดิม อีกทั้งตลอดแนวกำแพงทั้งด้านบนและด้านล่าง มีการประดับธงทิวและโคมกระดาษหลากสีที่ใช้บรรจุตะเกียงน้ำมันเพื่อส่องสว่าง ทำให้นึกถึงภาพเวลาค่ำคืน บริเวณรอบกำแพงคงจะสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากโคมเหล่านี้” ผมตั้งข้อสังเกต

“ท่านคิดว่าเป็นเพราะพระพุทธเจ้าหรือเปล่าครับ ที่ทำให้เมืองนี้เจริญขึ้นอย่างผิดหูผิดตาขนาดนี้” ผมถาม