๑๒.
ปัจจัยที่เอื้ออำนวย
“ขอแค่เธอมีหัวใจที่เป็นแบบเดียวกับพระเจ้า จงให้หัวใจแบบพระเจ้านี้สถิตแนบอยู่กับตัวเธอ จากนั้นพระเจ้าจะบอกเองว่าเธอต้องทำอะไรและอย่างไร เรื่องนี้จะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับพระเจ้าในตัวเธอ ผ่านจิตวิญญาณที่เป็นเจ้าของจิตสำนึกของเธออีกที กระบวนการนี้จะไม่เป็นความลับอีกต่อไป ทักษะนี้ทุกคนจะต้องทำให้ได้ ถึงแม้ว่าจะมีบางคนที่ดื้อด้านไม่พยายามทำความเข้าใจ แต่เชื่อเถอะสถานการณ์หรือสภาพแวดล้อมจะบีบบังคับให้ทุกคนทำได้ ซึ่งตัวเลขที่พระเจ้าตั้งความประสงค์ไว้คือ 2 ใน 3 ของประชากรที่อยู่บนโลก หรือไม่ก็ทั้งหมดขึ้นอยู่กับความสามารถของเธอ และนี่คือหน้าที่ของเธอ เธอจะต้องเป็นคนบอกวิธีการและพากันไปสร้างปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้มนุษย์ที่มีจิตใจหยาบกระด้างได้รับโอกาสปรับเปลี่ยน” เขาอธิบาย
“สร้างปัจจัยที่เอื้ออำนวยอย่างนั้นหรือครับ” ผมอุทาน
“ที่จริงการสร้างสถานการณ์ที่เป็นเงื่อนไขแบบมวลรวม ฉันและเพื่อนๆ ของฉันได้ทำหน้าที่นี้อยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะที่มนุษย์โลกส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อม คือมนุษย์ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจและไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ทันทีทันใด เราจึงจำเป็นต้องสร้างสถานการณ์ที่เป็นเงื่อนไข เพื่อชะลอไม่ให้มันทำงานได้อย่างเต็มที่”
“ท่านพูดอะไรผมไม่เข้าใจเลยครับ” ผมท้วง
“เอาอย่างนี้ เธอรู้ใช่ไหมว่า ระบบเศรษฐกิจ, ระบบการค้า, การลงทุน, การผลิตสินค้า, การเงิน, การธนาคาร ทั้งหมดนี้มันคือกลไกที่ทำลายโลก” เขาถาม
“เออ… คงงั้นมั้งครับ” ผมตอบแบบไม่ค่อยแน่ใจ
“เธอลองนึกดูดีๆ จะเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วว่า ตั้งแต่มีระบบพวกนี้เกิดขึ้นมา ดัชนีความเสื่อมโทรมของโลกมันพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ถ้าไม่มีอะไรสักอย่างไปทำให้มันสะดุด วันเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงระหว่างโลกทางกายภาพ กับวันเวลาแห่งการยกระดับทางจิตสำนึกของมนุษย์อาจจะไม่สัมพันธ์กัน และนี่คือที่มาของสิ่งที่พวกฉันทำ นั่นคือการสร้างสถานการณ์ที่ทำให้ระบบพวกนี้สะดุดหรือชะลอตัว”
“ด้วยอะไรครับ” ผมถาม
“ฉันรู้ว่า เธอรู้เรื่องนี้ดีอยู่แล้ว” เขาตอบ
“เรื่องภัยพิบัติต่างๆ ที่เกิดขึ้นใช่ไหมครับ” ผมตอบจากการประเมิน
“นั่นเป็นแค่หนึ่งในแผนการระหว่างทาง ที่เราต้องคำนวณให้แม่นยำว่า มันจะสามารถชะลอการบ่อนทำลายโลกได้มากน้อยแค่ไหน เหตุการณ์พวกนี้ไม่ได้อยู่ในแผนการหลัก แต่เป็นแผนระหว่างทางที่เกิดจากการประเมินแล้วว่า ถ้าขืนปล่อยให้มนุษย์ที่ไร้จิตสำนึกดำเนินต่อไป เวลาแห่งความเสื่อมจะแซงหน้าเวลาแห่งการปรับ
แผนการพวกนี้จึงมีความยืดหยุ่นไม่ตายตัว พวกเราพร้อมที่จะปรับลดหรือเพิ่มความรุนแรงได้ทุกเมื่อ ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ที่ได้ ถ้ามันได้ผลเป็นที่น่าพอใจแล้วเราก็จะปรับลด แต่ถ้ามันไม่ได้ผลตามที่คาดการณ์ไว้เราก็จะเพิ่มความรุนแรงจนกว่าจะได้ค่าที่เหมาะสม เหมือนการปรับจูนเครื่องยนต์กลไกที่พวกเธอใช้อยู่
แต่หน้าที่ของเธอจะต้องไปสร้างปัจจัยที่เอื้ออำนวยให้มนุษย์ทั้งโลกได้เข้าสู่ค่าพลังงาน 4 และ 5 ลำพังแค่การพูดการสื่อสารด้วยภาษาอาจจะไม่เพียงพอที่จะทำให้เขาปรับเปลี่ยน มันจะต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ ที่นำพาให้เขาเข้าสู่วิถีทางนั้นๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัว และนี่คือหน้าที่ของเธอ เอาละเราพูดกันนอกเรื่องมาพอสมควรแล้ว ฉันจะอธิบายเรื่องที่สำคัญสำหรับภารกิจของเธอเสียที” เขาขัดจังหวะ
“เดี๋ยวก่อนครับ ท่านช่วยสรุปเรื่องค่าพลังงาน 4 กับ 5 และ 6 ให้ผมฟังก่อนได้ไหมครับว่าที่จริงมันคืออะไรกันแน่” ผมเสนอ
“ระดับที่ 4 คือ ทุกคนบนโลกจะต้องมีความรักต่อทุกสรรพสิ่งดุจเดียวกับพระเจ้า และรู้สึกว่าเขาคือพระเจ้าเพื่อปรากฏเป็นมุมมองของจิตพระเจ้าให้ได้ และเมื่อเขาทำได้แล้ว สายตาของเขาก็จะเปลี่ยนไปตลอดกาล เขาจะไม่หวนกลับไปเห็นเหมือนเดิมอีกเด็ดขาด สิ่งที่เขาจะเห็นเป็นอันดับแรกคือ “คุณค่า” ของทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ พืช ท้องฟ้า อากาศ แม่น้ำ ป่าไม้ มด แมลง กรวด หิน ดิน ฯลฯ การเห็นคุณค่าไม่ใช่เห็นว่ามันเอาไปทำอะไร หรือเอาไปสร้างประโยชน์อะไรได้นะ แต่มันคือการเห็นถึงความสำคัญ เห็นความเชื่อมโยงและเห็นความรักที่สิ่งต่างๆ เหล่านั้นมอบให้กันและกัน เมื่อเขาเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนแล้ว ปรากฏการณ์ที่ตามมาคือ เขาจะมองทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเข้าใจ เมื่อเขาเข้าใจเขาก็จะไม่ตัดสินสิ่งใดทั้งสิ้น เขาจะไม่มีการแบ่งแยกว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด คนนั้นชั่วคนนั้นดี สัตว์ตัวไหนร้ายสัตว์ตัวไหนดี แมลงตัวไหนร้ายแมลงตัวไหนดี พืชชนิดไหนมีประโยชน์ พืชชนิดไหนต้องกำจัด เป็นต้น
ค่าทางพลังงานที่ 4 กับที่ 5 นี้จะมาคู่กัน ถ้าคน คนนั้นมีความรักแบบบริสุทธิ์ใจต่อทุกสรรพสิ่งได้แล้ว เห็นคุณค่าโดยไม่ตัดสินอะไรแล้ว เขาจะเริ่มค้นพบความหมายที่แท้จริงของชีวิต ซึ่งคำว่า ‘ความหมาย’ นี่เองที่ภาษาของเธอยังไม่มีคำจำกัดความที่ชัดเจน เอาเป็นว่าการที่เธออาสามาเกิดบนโลกใบนี้ หน้าที่ของเธอจะไม่ใช่เพียงแค่การถือพันธสัญญาติดตัวมากันคนละข้อสองข้อ เพียงเพื่อจะได้มาเผชิญและแก้ไขมันแล้วจะสามารถกลับบ้านได้ เธอยังมีหน้าที่ที่เป็นอัตลักษณ์ และเป็นสิ่งที่เธอตั้งใจที่จะทำอีก ซึ่งการจะรู้ ‘ความหมาย’ ที่แท้จริงของตนเองว่าคืออะไรนี่แหละ สำหรับมนุษย์สายพันธุ์เก่า จะไม่ค่อยมีโอกาสค้นพบมันสักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะแค่เฉียดๆ คนที่จะหามันเจอจะต้องผ่านการยกระดับจิตสำนึกให้เป็นระดับที่ 4 แล้วเท่านั้น โดยมันจะเป็นสภาวะที่ต่อยอดกันไป คือเธอจะสามารถเข้าถึงองค์ความรู้วากลหรือองค์ความรู้ของพระเจ้า เมื่อเธอมีความสามารถตรงนี้แล้ว เธอจะค้นพบอัตลักษณ์ของตนเอง หรือที่เธอเรียกว่าพรสวรรค์ได้อย่างง่ายดาย แต่คราวนี้เธอจะได้ใช้พรสวรรค์นั้นเพื่อประโยชน์สุข ต่อมนุษย์ ต่อโลก ต่อทุกสรรพสิ่งในจักรวาล ซึ่งมันจะต่างกับพรสวรรค์ที่เธอเคยค้นพบหรือเฉียดๆ ตอนที่เธอยังใช้จิตสำนึกแค่ระดับที่ 3 อย่างสิ้นเชิง ถึงแม้จะมีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้าง แต่มันจะต่างกันตรงที่ตอนนั้นเธอทำเพื่อตนเอง
“ระดับที่ 6 นี้ก็ดูไม่ค่อยจะมีความแตกต่างกับ 4-5 เท่าไหร่เลยนะครับ” ผมตั้งข้อสังเกต
“ระดับที่ 6 นี้ถ้าจะระบุแบบชัดๆคือ ‘อิสรภาพทางจิตวิญญาณ’ ระบบการเห็นระดับขั้นนี้ของพวกเธอคือ เธอมักจะมองแบบมีระดับขั้นที่ให้ความรู้สึกแบบยกระดับแบบสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งที่จริงมันไม่เคยแยกกันเป็นชั้นแบบนั้นหรอก แต่ที่ฉันพูดแบบนี้เพียงเพื่อให้เธอเข้าใจ ฉันจึงต้องเรียบเรียงมันเป็นทีละขั้นทีละลำดับ ถ้าคิดแบบสมองของเธอ ภาพที่เธอเห็นมันจึงเรียงเป็นชั้นๆ สูงขึ้นไปเรื่อยๆ จาก 1 ขึ้นไปเป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 และเป็น 6 แต่ที่จริงภาพที่ฉันต้องการให้เธอเห็นคือ จะมีคุณสมบัติสามอย่างวางอยู่ที่ระนาบหนึ่ง และเมื่อเธอต้องการปรับระดับค่าพลังงาน ก็ให้เอาคุณสมบัติอีกสามอย่างมาวางให้มันอยู่ในระนาบเดียวกันเพิ่มเข้าไป มันเป็นเหมือนกับการเติมคุณสมบัติเข้าไป เหมือนกับเอาภาพวงกลมสามวงมาวาง และเอาอีกสามวงมาเติมเข้าไป มันจึงไม่มีระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ แต่จะกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน” เขาตอบ
“อ๋อ…ครับ…แล้วที่ผมเคยได้ยินมาว่าที่ดาวทีงร่ามีค่าพลังงานถึง 12 แต่มนุษย์โลกที่ผ่านการปรับระดับแล้ว ซึ่งมีค่าทางพลังงานแค่ 6 เขาจะไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไรครับ” ผมถาม