อารียา เมตายา เล่ม 2

อารียา เมตายา

"จักรพรรดิพันมือพันศีรษะ"

เล่ม 2

ภาษาไทย · ๔๓.

๔๓.

ระดับความยึดถือ

วันหนึ่งมีพราหมณ์วณิพกคนหนึ่งตั้งใจเดินทางรอนแรมมาจากต่างแคว้น เพื่อมาขอรับเหรียญทองจากท่านภาวรีย์ แต่ท่านได้มอบทรัพย์สินให้กับคนยากไร้ไปจนหมดแล้ว ไม่เหลือแม้สักเหรียญเดียว ท่านภาวรีย์จึงบอกให้พราหมณ์วณิพกผู้นั้นกลับไปก่อน ปีหน้าค่อยมาใหม่ แต่พราหมณ์คนนั้นคิดว่า ท่านภาวรีย์ปฏิเสธตนเพราะไม่มาในเวลาที่กำหนดจึงเกิดความไม่พอใจ เนื่องจากตนเดินทางมาไกล การจะมาอีกครั้งในปีหน้าก็ยากยิ่งนัก ท่านภาวรีย์น่าจะอนุเคราะห์เขาก่อน เขาเชื่อว่าท่านภาวรีย์ต้องมีเหรียญทองเหลือเก็บไว้บ้าง จึงแกล้งทำอุบายประกอบพิธีสาปแช่งที่เบื้องหน้าอาศรมของท่านภาวรีย์ โดยก่อกองทรายและโปรยด้วยกลีบดอกไม้ พร้อมกับสาปแช่งให้ท่านภาวรีย์มีอันเป็นไป ขอให้หัวของท่านแตกเป็นเสี่ยงๆ ภายในเจ็ดวัน เมื่อท่านภาวรีย์ได้ยินดังนั้นจึงเกิดความวิตกกังวลกับคำสาปแช่งนั้น เนื่องจากท่านไม่ได้ให้ทานตามที่เขาร้องขอจริงๆ จนกินไม่ได้นอนไม่หลับ ด้วยความหวาดหวั่นในคำสาป

“ท่านโภเชครับ ท่านภาวรีย์นี้เป็นถึงครูบาอาจารย์ เป็นถึงผู้นำทางจิตวิญญาณ มีคนนับถือเป็นจำนวนมาก ทั้งได้ชื่อว่ามีความรู้และร่ำเรียนมามาก ทำไมยังรู้สึกหวั่นไหวต่อการสาปแช่งที่ดูไร้สาระพวกนี้ได้ละครับ” ผมตั้งคำถามกับท่านโภเช ระหว่างท่องไปในความทรงจำของอชิตะ

“การมีความรู้มาก ไม่ได้หมายความว่าเขาจะมีความอิสระทางจิตนี่” เขาตอบ

“คำตอบของท่านยิ่งทำให้ผมสงสัยมากขึ้นอีก เรื่องที่ท่านพูดมามันเกี่ยวกับที่ผมถามด้วยหรือครับ”

“เกี่ยวสิ แต่เธอต้องทำความเข้าใจกระบวนการทั้งหมดก่อนนะ ถ้าจะให้พูดแบบตรงไปตรงมาเลยก็คือ การรู้มากยิ่งจะทำให้มีการยึดถือมาก เมื่อยึดถือมากโอกาสที่จะเป็นอิสระก็ยิ่งน้อยลง” เขาตอบแบบวกวนตามสไตล์รูปธรรมชั้นสูง

“…ท่านพูดอ้อมไปอ้อมมาแบบนี้ ผมไม่เข้าใจหรอกครับ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับที่ท่านภาวรีย์กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ครับ” ผมถาม

“ท่านภาวรีย์เป็นผู้ที่มีการศึกษามาก และจำความรู้ที่เรียนมาได้อย่างแม่นยำ ที่จริงความรู้ของเขาก็ลึกซึ้งถึงขนาดที่เข้าใจกลไกการกำเนิดโลก กำเนิดจักรวาล รวมถึงรู้ว่ามีรูปธรรมชั้นสูงอย่างพวกฉันดำรงอยู่ หากไปถามเขาว่ารู้จักฉันไหมเขาจะตอบว่ารู้จักดี เขาสวดมนต์สรรเสริญฉันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่เธอเชื่อไหมว่า เขาไม่เคยสื่อสารกับฉันในแบบที่เธอกำลังทำอยู่ในขณะนี้ได้เลย แม้สักครั้งเดียว เพราะว่าเขารู้จักฉันในแบบที่เป็นความรู้ ไม่ใช่รู้จักฉันในแบบของความเข้าใจ” เขาตอบ

“เรื่องนี้ยิ่งไม่เกี่ยวกับที่ผมถามมากกว่าเดิมอีกครับ” ผมแสดงความเห็น

“ฉันเปรียบเทียบให้เห็นภาพอย่างนี้ดีกว่า หากเธอถือลูกแอปเปิ้ลอยู่ในมือ เธอจะมองว่า ไม่มีแอปเปิ้ลอยู่ในมือได้ไหม” เขาถาม

“อืม…” ผม ยังลังเลไม่กล้าตอบเพราะไม่รู้ว่าท่านโภเชจะมาไม้ไหน

“ถ้าเธอเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง เธอเคยกินแอปเปิ้ลที่มีลักษณะแบบนี้แล้ว ภาพจำในอดีตจึงทำให้เธอเชื่อมั่นว่ามันมีอยู่จริงแน่ๆ เพราะเธอเคยสัมผัสกับรสชาติที่หวานกรอบของมัน เธอจะไม่มีวันมองว่ามันไม่มีอยู่จริงได้ ในทางกลับกัน ใครที่บอกว่ามันไม่มีจริง เธอก็จะแย้งเขาว่าไม่จริง เพราะมันกำลังวางอยู่บนมือของเธอ”

“แต่ถ้าเธอเป็นนักวิทยาศาสตร์ระดับปริญญาเอก เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเคมี เธอจะเห็นแอปเปิ้ลที่วางอยู่บนมือของเธอ เป็นเพียงสารประกอบทางเคมีที่เกิดจากการรวมตัวของธาตุต่างๆ โดยผ่านกระบวนการก่อเป็นรูปร่างทางพันธุกรรมของต้นแอปเปิ้ลที่เป็นแม่แบบคงที่ ขณะนี้ลูกแอปเปิ้ลเป็นเพียงจุดรวมของกระบวนการ กระบวนการหนึ่งเท่านั้น เธออาจจะไม่เห็นแอปเปิ้ลแล้ว แต่เธอจะเห็นสารประกอบทางเคมีแทน ซึ่งยากที่เธอจะไม่เชื่อว่าสารประกอบเหล่านั้นไม่มีอยู่จริง เพราะเขาพิสูจน์แล้วว่ามันมี”

“แต่ถ้าเธอเป็นพระเจ้า เธอเป็นผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง เป็นผู้สร้างโลก สร้างจักรวาล และเป็นผู้สร้างกระบวนการทั้งหมดให้เกิดเป็นลูกแอปเปิ้ลลูกนี้ขึ้นมา เธอจะเห็นว่า แอปเปิ้ลลูกนี้ เป็นเพียงปรากฏการณ์แค่เสี้ยวของเสี้ยววินาที ถ้าเทียบกับเวลาทั้งหมดของจักรวาล ดังนั้นพระเจ้าจะไม่มีวันยึดถือว่ามันมีอยู่ เพราะทั้งหมดมันมาจากความว่างเปล่าและมันก็จะกลับคืนสู่ความว่างเปล่าอย่างรวดเร็ว ในเมื่อเธอรู้ว่าทุกสรรพสิ่งล้วนไม่มีอยู่จริง และถ้าเธอไม่ยึดถือสิ่งใดเลย สิ่งนั้นย่อมไม่มี”

“ท่านครับผมว่าท่านตอบไม่ตรงกับคำถาม ไปไกลมากเลยนะครับ” ผมท้วง

“ตรงสิ เพราะสิ่งที่เป็นความรู้ของภาวรีย์ดาบสนั้น คือความรู้ที่เขายึดถือ เขายึดถือว่ามันมีอยู่ เขาเชื่อว่าคำสาปแช่งนั้นมีอยู่จริง มีอำนาจที่จะดลบันดาลให้เขามีอันเป็นไปได้จริง เขาจึงหวาดกลัวว่ามันจะเกิดขึ้นจริง คำสาปแช่งนี้จะมีจริงก็เฉพาะกับคนที่คิดว่ามันมี และมันก็จะไม่มีกับคนที่ไม่ยึดถือว่ามี และระดับของความยึดถือนี่เองที่เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าบุคคลนั้นมีอิสระทางจิตมากแค่ไหน ที่ฉันพูดว่า ‘ระดับความยึดถือ’ นั้น ที่จริงมันไม่ได้มีระดับขั้นจริงๆหรอกนะ แต่ขณะนี้ภาวรีย์ดาบสมีความยึดถือที่ไม่แตกต่างจากนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีเลย ถ้าเมื่อไหร่ที่เขาคลายความยึดถือได้ สามารถมองเห็นความไม่มีอยู่จริงของทุกสรรพสิ่ง หรือสามารถมองมันเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์ได้ เขาก็จะเป็นอิสระจากการยึดถือนั้นได้ทันที ซึ่งการจะเป็นอิสระทางจิตนี้ ไม่จำเป็นต้องมีการผ่านด่านหนึ่งด่านสองจนครบทุกด่านแล้ว จึงจะสามารถคลายความยึดถือ ในทางกลับกันหากเธอจะใช้วิธีไต่ลำดับ ด้วยการคลายความยึดถือหนึ่งเพื่อไปยึดถืออีกสิ่งหนึ่งที่มองว่าสูงกว่าถูกต้องกว่า มันจะทำให้เกิดความยึดถือใหม่ที่ยากกว่าเดิม เพราะการยึดถือว่าความรู้ที่ตนรู้นั้น ถูกต้องที่สุด มันจะยิ่งยากต่อการคลายให้เป็นอิสระ” เขาอธิบาย

“เราจะบอกเรื่องนี้แก่เขาได้ไหมครับ เพราะผมเห็นความมุ่งมั่นและความปรารถนาที่จะหลุดพ้นของเขาจริงๆ ” ผมถาม

“ได้สิ แต่เขาจะเข้าใจสิ่งที่เราพูดเท่าไหร่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับเขานะ” เขาตอบ

“เราสามารถเข้าไปแทรกแซง เรื่องราวประวัติศาสตร์ที่เคยเกิดขึ้นไปแล้วได้ด้วยหรือครับ” ผมถาม

“ที่จริงเราไม่ได้เพิ่งจะมาแทรกแซง แต่การแทรกแซงนี้มันได้เกิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่ต้น เพียงแต่สิ่งที่เธอจะได้เห็นนับจากนี้มันคือการแทรกแซงระหว่างเรา ณ เวลานี้” เขาตอบ

“หมายความว่าการแทรกแซงที่เรากำลังจะทำนี้ มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วงั้นหรือครับ ดูมันไม่น่าจะเป็นไปได้เลยนะครับ” ผมแสดงความเห็น

“ที่เธอถามฉันว่า เราสามารถเข้าไปบอกเขาเกี่ยวกับการยึดถือเรื่องการสาปแช่งนี้ได้หรือไม่นั้น มันคือความประสงค์ของเธอ ณ ปัจจุบัน แต่มันก็เป็นความประสงค์ของเธอ ณ อดีตด้วย ซึ่งความประสงค์ ณ ปัจจุบันของเธอตอนนี้มันก็เป็นความประสงค์ที่เป็นอนาคตของจิตวิญญาณของเธอในอดีตด้วย” เขาอธิบาย

“อย่างไรนะครับ” ผมถาม เพราะรู้สึกงง

“ช่างเถอะนะ เธอไม่ต้องเข้าใจทั้งหมดก็ได้ ที่ฉันย้ำเสมอว่าเรื่องคุณสมบัติของจิต มันจะอยู่เหนือกฎของพื้นที่และกาลเวลา ขอแค่เธอตระหนักรู้ว่า เรื่องของความรักความปรารถนาดีนี้คืออนุภาพทางจิตวิญญาณไว้เสมอก็พอ ซึ่งสิ่งที่เราจะทำนับจากนี้ก็คือความรักความปรารถนาดีที่เธอมีต่อภาวรีย์” เขาพูด

“แล้วเราจะไปมอบความปรารถนาดีนี้ให้เขาอย่างไรครับ” ผมสงสัยเรื่องวิธีการ

“ขอให้เธอรอดูเรื่องราวต่อไปก็แล้วกัน” เขาเสนอ

“ได้ครับ”

เช้าวันต่อมาขณะที่อชิตดาบสยกภัตตาหาร ที่ชาวบ้านนำมาถวายขึ้นไปยังอาศรมของท่านภาวรีย์ เมื่อมาถึงก็ไม่เห็นท่านภาวรีย์นั่งอยู่ในที่ประจำ มองไปรอบอาศรมก็ไม่เห็นใคร เขาจึงเรียกชื่อท่านเบาๆ ด้วยความเคารพ

“ท่านอาจารย์ขอรับ ท่านอยู่แห่งไหนขอรับ” อชิตะเรียกขณะที่กำลังก้าวขึ้นไปบนชานอาศรม

“…อชิตะใช่ไหม ข้าอยู่ในห้อง” เสียงอ่อยๆ ของท่านภาวรีย์ดังออกมาจากห้องนอน

“ท่านอาจารย์ไม่สบายหรือขอรับ ศิษย์จะได้ไปนำโอสถมาถวาย” อชิตะถาม

“ข้าสบายดี ข้าเพียงต้องการพักผ่อน” เขาตอบ

เมื่ออชิตะเข้าไปในห้องนอน ก็เห็นท่านภาวรีย์อยู่ในสภาพที่ไม่ปรกติ ท่านนอนคุดคู้คล้ายกับทารกในครรภ์ แววตามีความหวาดกลัว สีหน้าดูวิตกกังวล

“เกิดอะไรขึ้นกับท่านอาจารย์หรือขอรับ” อชิตะรีบนั่งคุกเข่าลงและคลานเข้าไปใกล้ๆ ท่านภาวรีย์

“เอ่อๆ ๆ ๆ” ท่านภาวรีย์อ้ำอึ้ง