๗๒.
ข้าพระเจ้า
“นี่คือหัวใจที่เธอเฝ้าตามหามาทุกภพทุกชาติ นี่คือสิ่งที่เธออุตส่าห์เดินทางหลายร้อยโยชน์เพื่อตามหามัน เมื่อเธอรู้แล้วว่าแท้ที่จริงเธอมีต้นกำเนิดเป็นจิตพุทธะและเธอก็รู้ดีว่า เธอมีความ ‘เป็น’ พุทธะอยู่แล้ว เธอก็แค่จำให้ได้ และรู้สึกถึงการ ‘เป็น’ จิตพุทธะนั้นให้ได้ และเมื่อไหร่ที่เธอตระหนักรู้ว่าเธอ ‘เป็น’พุทธะ ความเป็นพุทธะก็จะปรากฏขึ้นทันทีโดยที่เธอไม่จำเป็นผ่านด่านแห่งความทรงจำพวกนั้น จิตของเธออยู่เหนือกาลเวลา จิตของเธอไม่เคยอยู่ภายใต้เงื่อนไขใดๆ จิตของเธอมีความเป็นอิสระ ที่จะสามารถกำหนดอะไรก็ได้ภายใต้อาณาจักรทางจิตวิญญาณของเธอ เธอจงใช้ศักยภาพของจิตนี้ให้เกิดประโยชน์เถิด” พระพุทธเจ้าอธิบาย
“นับจากนี้พวกข้าฯ ขอฝากตัวเป็นศิษย์ เพื่อฝึกฝนสูตรนี้กับพระองค์ด้วยขอรับ” อชิตะพูด
“ดูก่อนอชิตะ เธอเข้าใจผิดแล้ว การเริ่มต้นนี้ไม่ต้องฝึก วิธีนี้สามารถทำได้ทันที เมื่อเธอตัดสินใจที่จะ ‘เป็น’ กระบวนการนี้ขอเพียงแค่เธอ ‘รู้สึก’ ว่า เธอเป็น เธอก็จะเป็นได้ ณ บัดนี้” พระพุทธเจ้าย้ำ
“ข้ารู้แล้วๆ…” อชิตะโพล่งขึ้นด้วยความดีใจ
“อชิตะเธอรู้แล้วหนอ นับจากนี้เธอจงเอาความเข้าใจนี้ไปพิสูจน์ก่อนที่เธอจะนำถ่ายทอดให้กับบริวารของเธอ เพราะเรื่องนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งหมด เธออาจจะได้ชื่อว่าเป็น ‘ผู้ที่รู้แล้ว’ ซึ่งเธอและทุกคนจะต้องพิสูจน์ให้เห็นแจ้งด้วยตัวตนเอง และการพิสูจน์ด้วยตนเองนี้จำเป็นจะต้องอาศัยความรู้สึกถึงการเป็นพุทธะอย่างต่อเนื่องไม่ให้ขาดสาย ต่อไปนี้ขอให้เธอระลึกไว้เสมอว่า เธอคือ จิตของพุทธะ เธอคือภาคหนึ่งขององค์พุทธะ นับจากนี้เป็นต้นไปขอให้พวกเธอใช้สรรพนามเรียกตัวเองว่า ‘ข้าพระเจ้า’ หรือ ‘ข้าพระพุทธเจ้า’ แทนการเรียกตัวเองว่า ‘ข้า’ เพียงอย่างเดียวเพื่อเป็นการย้ำเตือนไม่ให้พวกเธอหลงลืม” พระพุทธเจ้าแนะนำ
“และนับจากนี้ขอให้เรียกพวกเธอกันเองโดยลงท้ายด้วยชื่อว่า ‘พระเจ้าค่ะ’และเรียกตัวฉันว่า ‘พุทธะ เจ้า’ เพื่อที่ เมื่อเธอเรียกแล้ว เธอจะได้ระลึกถึงการเป็น ‘พุทธะ’ ในตัวเธอและในตัวฉันด้วย” พระพุทธเจ้าพูดย้ำ
“ข้าแต่ท่านสมณโคดม แล้วสิ่งที่จะเกิดกับ..ข้าๆ เออๆ..ข้าพระเจ้า หลังจากที่รู้สึกว่าตัวเอง ‘เป็น’ พุทธะแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกข้าพระเจ้าอีกบ้างขอรับ” อุปสีวดาบส หนึ่งในคณะของอชิตะดาบสตั้งคำถามแบบตะกุกตะกัก เพราะยังไม่ชินกับการเรียกตัวเองว่าพระเจ้า
“สิ่งที่ฉันบอกไปนี้ เปรียบเสมือนเป็นประตูหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางประตูนับร้อยนับพันประตู ฉันรู้ว่าพวกเธอเคยผ่านมาแล้วเกือบทุกประตู พวกเธอเข้าประตูนั้นออกประตูนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่เพราะทั้งหมดมันคือประตูที่จะพาเธอไปค้นพบความรู้จากภายนอก แต่วันนี้ฉันเพียงมาบอกว่า มีประตูสุดท้ายที่เธอไม่เคยได้รู้จัก ไม่เคยได้สัมผัส เพราะหากเธอสามารถเข้าประตูนี้ได้ มันจะเปรียบเสมือนว่า เธอจะสามารถรู้ความรู้จากทุกๆประตูทั้งหมดพร้อมๆกัน
ฉันจึงมาบอกว่า ประตูนี้มันอยู่ตรงไหน ขณะนี้ฉันพาพวกเธอมายืนอยู่ที่หน้าประตูนั้นแล้ว และมันก็ไม่ได้อยู่ไกลจากเธอ มันเป็นประตูที่อยู่ในตัวเธอ จากนี้ไปมันจะเป็นการตัดสินใจของเธอว่า เธอจะเปิดเข้าไปหรือไม่ มันเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของเธอที่จะเลือกหรือไม่เลือก เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้มันจะเป็นประสบการณ์ของเธอเอง เธอจะได้สัมผัสกับมันด้วยตนเอง ที่เธอถามฉันว่าจะเป็นอย่างไรบ้างนั้น หากฉันบอกไปมันก็จะเป็นแค่ความรู้ที่มาจากฉัน ซึ่งเธอจะไม่มีวันประจักษ์แจ้งหรอกถ้าเธอยังไม่ได้สัมผัสมันด้วยตัวเอง”
“ข้าพระเจ้า เลือกที่จะเป็นพุทธะขอรับ” อชิตะเปล่งวาจาเลือกที่เป็นคนแรก
“ข้าพระเจ้า เลือกที่จะเป็นพุทธะด้วยขอรับ” อุปสีวดาบสเปล่งวาจาเลือกเป็นคนที่สอง
“ข้าพระเจ้า เลือกขอรับๆ ๆ ๆ ๆ…” เสียงของคณะดาบสทุกคนที่ได้ยินการสนทนาต่างเปล่งวาจาออกมาพร้อมกัน
“ดูก่อน ผู้เจริญทั้งหลาย… ในเมื่อพวกเธอทุกคนมีความประสงค์เช่นนั้น ต่อไปนี้เธอไม่ต้องสนใจหรอกว่าเธอจะเห็นอะไรอยู่หลังประตู ขอให้เธอรู้เพียงว่าที่นั่นคือที่ที่เธอจากมา มันคือต้นกำเนิดดวงจิตวิญญาณของเธอทุกคน เป็นสิ่งที่มีความสมบูรณ์แบบที่สุด เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นสิ่งที่กว้างขวางที่สุด ขอเพียงให้เธอรู้ไว้ว่า มันคือจุดหมายสูงสุดของดวงจิตของเธอ ฉันจะไม่ให้คำนิยามแบบเฉพาะเจาะจงไปมากกว่านี้ เพราะมันอาจจะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อน” พระพุทธเจ้าขยายความ
“คุณสมบัติของผู้ที่เลือกนี้ ฉันจะเรียกเขาว่า “ผู้รับรู้ถึงการเป็น” ซึ่งหมายถึงผู้ที่รู้แล้วว่าเขาเป็น, การรับรู้ถึงการเป็นและเข้าใจสิ่งที่จะเป็น ด้วยการรู้จักสิ่งที่เป็น ว่าคือสิ่งสูงสุด เมื่อรับรู้และตัดสินใจที่จะ ‘เป็น’ แล้วเขาจะไม่มีวันเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นอีก เพราะเขาตระหนักรู้แล้วว่า สิ่งที่เขาเป็นนั้น คือสิ่งที่สูงที่สุดแล้ว เขาจึงไม่จำเป็นต้องแสวงหาอะไรที่สูงกว่านี้อีกแล้ว และการเป็นก็คือการเป็น ไม่ต้องออกเดินทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ไม่ต้องผ่านการเรียนรู้ฝึกฝน ทุกคนสามารถเป็นได้อย่างเท่าเทียมกัน เพราะแต่เดิมเธอทุกคน ‘เป็น’ กันอยู่แล้ว เพียงแค่เธอตระหนักรู้ให้ได้ว่าตัวเอง ‘เป็น’อยู่แล้ว ใครก็ตามที่สามารถรู้สึกได้แบบนี้ เขาผู้นั้นก็จะ ‘เป็น’ ทันที”
“แล้วถ้าหาก ข้า..พระเจ้า มีนิยามของคำว่าพระเจ้านอกเหนือจากที่พระองค์กล่าวมาล่ะขอรับจะทำอย่างไร” อชิตะถามบ้าง
“ข้อสำคัญมันอยู่ที่ การนิยามนี้เกิดขึ้นก่อนหรือหลังความรู้สึกแห่งการ ‘เป็น’ ของเธอ” พระพุทธเจ้าตอบ
“ก่อนหรือหลังอย่างไรหรือขอรับ” อชิตะถาม
“ก่อน…นั้นหมายถึง หากเธอแค่รู้ว่าเธอ ‘เป็น’ จากการบอกเล่าของใครสักคน แต่เธอยังไม่รู้สึกถึงการเป็นนั้นจริงๆ การพยายามอธิบายอะไรก็ตาม โดยที่เธอยังไม่ได้สัมผัสมันด้วยตนเอง มันจึงเป็นเพียงการจดจำความรู้ของคนอื่นมาอธิบาย ความรู้ลักษณะนี้มันจึงเป็นแค่ความรู้ที่ไม่ลึกซึ้งหรือเป็นความรู้ที่คับแคบ เพราะเขาไม่มีวันที่จะสาธยายความหมายของมันได้อย่างกว้างขวางครบถ้วนหรอก เพราะมันมิได้เป็นความรู้ที่เกิดจากความประจักษ์แจ้ง หรือความรู้สึกถึงการ ‘เป็น’ นั้นด้วยตนเอง”
“ส่วนคำว่าหลังนั้นหมายถึง เมื่อเธอรู้ว่าเธอเป็นสิ่งนั้นและเธอก็รู้สึกถึงการเป็นสิ่งนั้นได้จริงๆ สภาวะนี้จะมีความแตกต่างกันอย่างมากมาย เพราะสายตา มุมมอง ทัศนคติ ความรู้ความเข้าใจของเธอจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะเธอจะไม่เผลอตัดสินสิ่งใดว่าผิดหรือถูกเพราะเธอรู้ว่าทุกคนคือหนึ่งเดียวกัน มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน เธอจะไม่เผลอพูดจาส่อเสียด ล่วงเกินอาฆาตพยาบาทต่อใครๆ เพราะเธอเข้าใจว่า เราทั้งหมดคือพี่น้องที่มาจากที่เดียวกัน เธอจะไม่มองว่าใครด้อยกว่าหรือเหนือกว่า
เธอจะกลายเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์ไปโดยปริยาย เพราะเธอกำลังมองด้วยสายตาของพระเจ้าหรือผู้ให้กำเนิด
เธอจะค้นพบความเข้าใจในกลไกต่างๆ ว่า มันมีไว้เพื่ออะไรและมีไว้ทำไม เพราะเธอมองด้วยสายตาของผู้สร้าง
เธอจะนิยามคำว่าพระเจ้าจากที่เธอสามารถ ‘เป็น’ พระเจ้าได้แล้ว มันก็จะเป็นคำนิยามที่มาจากผลลัพธ์หลังจากที่เธอเป็น และมาจากความปรารถนาจะให้ผู้อื่นได้รู้สึกเช่นเดียวกับที่เธอเป็น” พระพุทธเจ้าอธิบายเพิ่ม
“ขอรับ” อชิตะดาบสตอบรับ
“สรุปง่ายๆ คือเธอทุกคนจะต้องประจักษ์แจ้งหรือรู้ด้วยตนเองให้ได้ก่อน เพราะการอธิบายสิ่งที่ตนได้ประจักษ์มาด้วยตนเองนั้น มันจะเปี่ยมด้วยความเข้าใจ ความปรารถนาที่จะแบ่งปัน และความปรารถนาที่จะให้คนอื่นมีประสบการณ์อย่างเดียวกับตัวเอง”
“แสดงว่า มันยังมีขั้นตอนอะไรอีกใช่ไหมขอรับ ที่จะนำไปสู่การประจักษ์แจ้ง” อชิตะถาม
“ถ้าจะบอกว่ามีก็ได้ จะบอกว่าไม่มีก็ได้ เพราะขั้นตอนที่ฉันจะบอกเธอต่อไปนี้ มันคือกลไกที่จะเกิดระหว่างที่เธอตัดสินใจ ‘เป็น’พระเจ้าแล้ว โดยที่เธอไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับ แต่ที่ฉันต้องเรียงลำดับเพราะ จะทำให้สมองของเธอสามารถทำความเข้าใจได้”
“หลังจากที่เธอ ‘รับรู้ถึงการเป็น’ และเธอก็ ‘รู้สึกถึงการเป็นพระเจ้า’ ได้อย่างแท้จริงแล้ว เธอจะต้องดำเนินการต่อด้วยการ ‘รักษาการเป็น’ ไว้อย่างมั่นคงถาวร ไม่ให้เสื่อมคลาย ถึงแม้ว่าเธอจะสามารถรู้สึกถึงการเป็นจิตพระเจ้าได้แล้วก็ตาม เธอสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปแล้ว มีความเข้าใจสิ่งต่างๆ จากมุมมองของพระเจ้าแล้ว แต่บางครั้งในชีวิตของเธอ อาจจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ท้าทายอีกมากมาย ประกอบกับความเคยชินที่สั่งสมมาเป็นหมื่น เป็นแสนภพชาติ มันอาจจะเผลอไผลไปบ้าง อาจจะหลงลืมไปบ้าง ขอให้เธออย่าได้กังวล นั่นคือเรื่องปรกติ”
“แล้วเราต้องทำอย่างไรหรือขอรับ” อชิตะถาม