๒.
สภาวธรรม
“รากเหง้าของความคิดเหล่านี้มาจาก ‘ความกลัว’ หรือความต้องการเอาตัวรอด ซึ่งที่จริงการเอาตัวรอดก็เป็นเรื่องที่สมควร เพราะหากมนุษย์ไม่มีสิ่งนี้ โอกาสที่จะมีชีวิตอยู่ไปจนสิ้นอายุขัยนั้นก็อาจจะเหลือน้อย ซึ่งความต้องการเอาตัวรอดนี้เอง ที่มันค่อยๆ พัฒนาจนกลายเป็นอุปนิสัยที่แสดงออกมาอย่างอัตโนมัติ กลายเป็นความเห็นแก่ตัวที่ฝังอยู่กับจิตสำนึก
และเมื่ออุปนิสัยการทำเพื่อตัวเองนี้ฝังรากลึกลงเรื่อยๆ สิ่งหนึ่งที่จะเกิดขึ้นตามธรรมชาตินั่นคือการ ‘คาดการณ์’หรือ ‘คาดหวัง’ และเมื่อเธอไม่แน่ใจว่า สิ่งที่เธอคาดการณ์นั้นจะไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง มันก็จะพัฒนากลายเป็นความวิตกกังวล ซึ่งความวิตกนี้เองที่แยกคนออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน บนโลกของเธอ มีคนที่ตกอยู่ในสภาวะแห่งความวิตกกังวลนี้มากถึง 99 เปอร์เซ็นต์ จะมีเพียงไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่ปล่อยคลื่นนี้ เช่นเด็กเล็กๆ หรือคนวิกลจริตเท่านั้นที่อยู่นอกเหนือกระบวนการ และนี่คือเครื่องบ่งชี้ว่า ใครบ้างที่อยู่ในสภาวะการพ้นจากความทุกข์ เพราะความวิตกกังวลคือเครื่องพันธนาการ ที่ทำให้พวกเขามีความทุกข์”
“เดี๋ยวนะครับ… ท่านกำลังบอกผมว่าเด็กเล็กๆ และคนวิกลจริต มีสภาวะธรรมขั้นสูงกว่าพวกเราอย่างนั้นหรือครับ” ผมถามกลับ
“ถ้านับแค่เรื่องของความวิตกกังวลนั้นถือว่าใช่ เพราะใครก็ตามที่สามารถตัดเรื่องการพะวงต่อสถานภาพของตนเองออกไป เขาคนนั้นก็ถือว่าไม่อยู่ในความทุกข์ เช่นต่อให้เด็กเล็กๆ หรือคนวิกลจริตคนนั้นเกิดอยู่ในครอบครัวที่ยากจนที่สุด ลำบากยากแค้นที่สุด เขาก็จะไม่รู้สึกว่าตัวเขาทุกข์ เป็นต้น แต่ยังไม่ถือว่าคนเหล่านั้นมีสภาวะธรรมขั้นสูง เพราะเขายังต้องมีองค์ประกอบอีกสองอย่างคือ
1. ความสามารถในการควบคุมความคิด, ควบคุมการกระทำหรือที่เธอเรียกกันว่า ‘สติ’ และ
2. ความสามารถในการผลิตคลื่นความถี่ด้านบวกสูงสุดผ่านการกระทำอย่างเป็นรูปธรรม หรือที่เธอเรียกกันว่า ‘ความรัก’ ซึ่งสองอย่างหลังนี้ถือว่าสำคัญที่สุด จะมีแต่มนุษย์ที่ผ่านการฝึกฝนเป็นอย่างดี และมนุษย์ที่มีปัญญา อันประกอบด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าอะไรเป็นอะไร อะไรส่งผลต่ออะไร และอะไรไม่ส่งผลต่ออะไร จนท้ายที่สุดเกิดเป็นความปีติสุข สุขที่เกิดจากความกระจ่างแจ้ง เราถึงจะเรียกบุคคลผู้นั้นว่ามีสภาวะธรรมขั้นสูงได้”
“แล้วอย่างผมล่ะครับ ผมก็มีความวิตกกังวล… อย่างเช่นตอนนี้ ในสมองของผมมันมีความคิดวนเวียนอยู่ตลอดเวลาว่า จะทำอย่างไรให้ภารกิจที่ผมได้รับมอบหมายมานั้นสำเร็จ จะทำอย่างไรให้มนุษย์ทุกคนพ้นจากพันธนาการที่เป็นอยู่นี้” ผมตั้งข้อสังเกต
“แบบนี้ฉันไม่เรียกว่าความวิตกกังวล แต่ฉันจะเรียกมันว่า ‘เจตจำนงค์ หรือความปรารถนาอย่างแรงกล้า’ ซึ่งความปรารถนานี้ประกอบขึ้นจากความรักขั้นสูงสุด มันเป็นความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน มันเป็นความรักที่มีอานุภาพทางพลังงานสูงกว่าความรักใดๆ มันคือความรักที่จะปรากฏเฉพาะคนที่เป็นมหาบุรุษเท่านั้น” เขาตอบ
“ท่านครับ…แล้วผมจะต้องทำอย่างไรบ้างครับ” ผมถาม
“นี่แหละคือภารกิจที่แท้จริงของเธอ การมาของเธอครั้งนี้จะไม่เหมือนกับใครเลยในอดีต ที่ผ่านมาศาสดาทุกพระองค์จะมาพร้อมกับการประกาศสัจธรรม จะมาพร้อมกับบทบัญญัติที่สร้างการเปลี่ยนแปลงทางจิตสำนึกให้กับผู้คนเฉพาะในบางพื้นที่หรือบางภูมิภาค ซึ่งมันก็จะค่อยๆ พัฒนากลายเป็นศาสนาที่สืบทอดต่อไป แต่น่าเสียดายที่ผู้หน้าที่สืบทอด กลับใช้คำสอนของศาสดาเหล่านั้น มาเป็นเครื่องมือในการสร้างอำนาจ โดยทำให้เกิดความกลัว จนส่งผลต่อเนื่องกลายเป็นสร้างความกังวลซ้ำเติมเข้าไปอีก ผลลัพธ์ที่ออกมาเลยดูเหมือนว่าศาสนาของเหล่าศาสดาทุกพระองค์จึงยิ่งเจริญเติบโตทางกายภาพมากขึ้น เหตุเพราะใช้ความกลัวขับเคลื่อนให้ผู้คนต้องทำอะไร แต่ไม่ได้ทำจากความปรารถนาของจิตที่อยู่เบื้องหลังหรือที่เรียกกันว่า ‘จิตวิญญาณ’ อย่างแท้จริง
ความแตกต่างในภารกิจของเธอคือ นอกจากเธอจะมีหน้าที่สร้างบทบัญญัติใหม่ เพื่อเปลี่ยนจิตสำนึกของมนุษย์โลก ซึ่งไม่ใช่แค่จำนวนหมื่นคนหรือแสนคนดังเช่นในอดีต แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงจิตระดับมหภาค ถ้านับเป็นจำนวนจะเท่ากับคนเกือบทั้งโลกเลยทีเดียว นอกจากนี้เธอยังต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพให้เกิดขึ้นบนโลกของเธอด้วย
ตอนนี้โลกของเธอกำลังเสื่อมโทรมถึงขีดสุด และกำลังเดินทางสู่ความหายนะ เธอจะต้องหน้าที่พลิกสถานการณ์จากหน้ามือให้เป็นหลังมือ และจะต้องเป็นผู้ฟื้นฟูให้มันกลับมาเป็นสวรรค์ เป็นแดนสุขาวดี เฉกเช่นครั้งแรกที่มันเคยเป็น คนในอดีตจึงสื่อภาพสัญลักษณ์ของความเป็นเธอ โดยให้เธอมาพร้อมกับอาวุธในมือ มาพร้อมกับเครื่องทรงที่วิจิตรตระการตา บางทีก็สื่อสารออกมาในรูปของคนมีพลังอำนาจ มีพันมือพันหน้า พวกเขาต้องการสื่อให้คนในอนาคตเห็นภาพแห่งอำนาจ จากเครื่องมือสมัยใหม่อันทรงประสิทธิภาพที่เธอจะนำไปใช้”
“โอ้โฮ!… แสดงว่าภาพโพธิสัตว์พันมือ นั่นหมายถึงผมอย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม
“ก็ไม่เชิงนะ ที่จริงมันมีความหมายว่า เธอจะมาพร้อมกับกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่เคยอาสาจะทำงานร่วมกับเธอ พวกเขาจะมาพร้อมกับทักษะพิเศษในทุกๆ สรรพวิชา พวกเขาจะนำมันมาประกอบเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสรรค์โลกใบนี้ขึ้นมาใหม่ เธอไม่สามารถทำได้ด้วยตัวคนเดียวหรอก เธอต้องอาศัยพวกเขา”
“พวกเขาเป็นใคร มาจากไหนครับ” ผมถาม
“เอาล่ะ..วันนี้ฉันจะให้ตัวแทนของฉัน พาเธอไปทำความรู้จักกับพวกเขาว่าเป็นใคร” เสียงพระเจ้าจากภายในตอบ
“…ไปที่ไหน ไปยังไงครับ…ผมมีงานต้องทำนะครับ เปลี่ยนเป็นวันอื่นได้ไหม วันนี้ผมมีนัดเสนองาน” ผมต่อรอง
“เธอกำลังเอาความวิตกกังวลมาใส่ในหัวเธออยู่นะ รู้ไหม…วางใจเถอะเรื่องนั้น ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนที่ฉันมอบหมาย เขาจะจัดการเรื่องนี้เอง” เสียงในความคิดตอบ
“ได้ครับ… แล้วผมจะไปเจอเขาที่ไหน และจะรู้ได้อย่างไรว่า…” ผมกำลังจะถามต่อด้วยความอยากรู้ เสียงในความคิดก็แทรกขึ้นว่า
“เดี๋ยวเธอก็รู้เอง”
หลังจากที่รถโดยสารประจำทางจอดที่จุดหมายแล้ว ผมใช้เวลาอีกไม่กี่นาทีก็มาถึงตึกที่ทำงาน ภายในตึกมีห้องโถงใหญ่ ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ก่อนทางเข้าลิฟต์จะต้องผ่านประตูอัตโนมัติที่ใช้การสแกนบัตร ระหว่างที่ผมกำลังง่วนอยู่กับการหาบัตรพนักงานในกระเป๋าเป้อยู่นั้น หางตาผมก็เหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งรูปร่างผอมสูง ใส่กางเกงยีนส์สีดำ สวมเสื้อคล้ายเสื้อกันหนาวแขนยาว แบบมีหมวกคลุมหัวสีเทา ยืนต่อคิวจะเข้าช่องสแกนบัตรถัดจากผมไปสามช่อง ผมมองเขาหน่อยหนึ่งเพราะสงสัยว่าคนๆ นี้ทำไมต้องเอาหมวกผ้านั้นมาคลุมหัวด้วย
เมื่อเจอบัตรแล้วผมก็สแกน แล้วเดินผ่านประตูตรงเข้าไปยังลิฟต์ที่มีผู้คนยืนรอกันเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อผมมาถึงหน้าลิฟต์ ผมกลับเห็นชายคนที่ใส่เสื้อกันหนาวแบบมีหมวกคลุมหัวมายืนอยู่ในกลุ่มคนที่รอลิฟต์เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ผมกำลังมองเขาอย่างเพ่งพินิจว่าเขาเป็นใคร ประตูลิฟต์ตัวที่ผมรออยู่ก็เปิดออก ผมจึงรีบเดินเข้าไปทันที
ผมกดลิฟต์ชั้น 12 ซึ่งเป็นชั้นที่ทำงานของผม แล้วเดินเข้าไปยืนด้านในสุดพร้อมกับคนอื่นๆ ที่กำลังเบียดเสียดกัน ก่อนที่ประตูลิฟต์จะปิดลงเพราะคนเต็มแล้ว ผมก็ชะเง้อมองหาชายน่าสงสัยคนดังกล่าวว่า เขาอยู่ตรงไหน แต่ก็ไม่เห็นเขาแล้ว
“เธอมองหาฉันอยู่หรือ” มีเสียงพูดเบาๆ จากผู้ชายที่อยู่ด้านหลัง
ผมรีบหันไปมองเขาในระยะประชิด เขาคือชายคนที่ใส่เสื้อแขนยาวสีเทา มีหมวกคลุมหัวจริงๆ เขายืนอยู่ข้างหลังเยื้องไปทางขวาเล็กน้อย เมื่อผมเห็นหน้าตาเขาในระยะประชิด เขาเป็นคนผิวขาวหน้าตาดี จมูกโด่ง ตาโต นัยน์ตาสีฟ้า ปากของเขามีลักษณะกว้างและหนากว่าของคนทั่วๆ ไปแต่ก็ดูสมส่วน
“คะ..คะ..ครับ” ผมตอบเขาแบบติดๆ ขัดๆ เพราะเป็นช่วงที่ตกใจกึ่งประหลาดใจว่า เพราะก่อนที่ผมจะเดินเข้ามาในลิฟต์ ผมยังเห็นเขายืนอยู่ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากห่างออกไปตั้งไกล และเพียงแค่เสี้ยววินาทีที่เดินเข้ามาในลิฟต์ ผมก็แน่ใจว่าตนเองเป็นคนกลุ่มแรกๆ ที่เข้ามา มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ ชายคนนี้จะเดินแทรกผู้คนที่แออัดยัดเยียดมายืนอยู่ข้างหลังผมได้
หลังจากนั้นความคิดก็ผุดขึ้นทันทีว่า นี่คงจะเป็นตัวแทนที่พระเจ้าส่งมาหาผมกระมัง
“คุณคือคนที่พระเจ้าส่งมาใช่ไหมครับ” ผมลองถามเขาด้วยความคิดเพื่อพิสูจน์ว่า เขาจะใช่คนที่พระเจ้าบอกหรือไม่ และไม่อยากถามด้วยการออกเสียง เนื่องจากมีคนอื่นอยู่กันแน่นลิฟต์
“ใช่แล้ว” เขาตอบกลับในความคิดเช่นกัน
“คุณกำลังจะพาผมไปไหนหรือครับ” ผมถาม
“เธอจงวางใจเถอะ ทุกอย่างจะเรียบร้อย” เสียงเขาตอบกลับ
“ไปกันได้แล้ว…จับมือฉันไว้” เขากระซิบเบาๆ ขณะที่ผมกำลังมองตัวเลขที่บอกว่าตอนนี้เราอยู่ชั้นไหน มันกำลังเลื่อนขึ้นไปเรื่อยๆ 9…10…11
ผมทำตามที่เขาบอกโดยดี วินาทีที่มือผมสัมผัสกับเขา มันเหมือนมีกระแสไฟอ่อนๆ แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย มือเขานุ่มเหมือนมือของเด็กแรกเกิด หลังจากนั้นดูเหมือนเขากำลังตั้งใจกำหนดอะไรสักอย่าง เพราะรู้สึกว่าเขานิ่งและบีบมือผมแน่น