๑๐๕.
โลกที่กักขัง
“มิได้ขอรับ ในทางกลับกัน เวลานั้นผู้คนบนโลกกลับมีแต่ความห่อเหี่ยว สิ้นหวัง วิตกกังวล มืดบอด และไร้อิสรภาพ เวลานั้นสุขภาพร่างกายของมนุษย์จะอ่อนแอทรุดโทรมอย่างหนัก โรคภัยไข้เจ็บนานาชนิดจะรุมเร้า จนมนุษย์กลายเป็นเหมือนซากศพที่เดินได้ อันมีสาเหตุมาจากการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางยาพิษ ทั้งจากอาหารที่กิน จากน้ำที่ดื่ม จากอากาศที่หายใจ จากข้าวของเครื่องใช้ที่เคลือบด้วยพิษร้าย และแม้กระทั่งจากยาที่เขาใช้รักษาโรค” อชิตะตอบ
“อ้าว…ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นล่ะ มันน่าจะมีแต่ความรื่นรมย์ เพราะเขาเป็นผู้เลิศด้วยปัญญา พวกเขามีแต่ของวิเศษมากมาย แต่เท่าที่ฟังเธอเล่ามา ฉันว่ามนุษย์โลกอนาคตนั้นดูเหมือนไม่ฉลาด” นางปตาจาราแสดงความเห็น
“เพราะการมีของวิเศษที่ใช้อำนวยสุขให้กับชีวิตนี่เอง จึงทำให้พวกเขาไร้ความสามารถโดยเฉพาะความสามารถทางปัญญาที่มาจากภายใน พวกเขาถูกใส่ความเชื่อที่ประกอบขึ้นจากความกลัวมากมาย มันเป็นความเชื่อที่ต้องตกเป็นทาสไปตลอดชีวิต ความเชื่อที่ว่าพวกเขาขาดสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่ได้ จึงต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อจะคงสถานภาพนั้นไว้ให้นานที่สุด ผู้คนจึงเหมือนถูกล่ามโซ่ และถูกบังคับให้ทำงานด้วยการลงแส้ พวกเขาเหมือนติดอยู่ในกับดักที่หาทางออกไม่เจอ เหมือนเป็นทาสรับใช้ที่ไม่รู้ว่าใครเป็นนาย และเหมือนต้องไล่ล่าบางสิ่งอยู่ตลอดเวลา ถ้าหยุดเมื่อไร นั่นหมายถึงความตาย” อชิตะตอบ
“ใครคือผู้กำหนดสิ่งนี้ขึ้นมา หรือว่ามีกษัตริย์ผู้กดขี่” นางภัททริกาถาม
“เวลานั้นหากมีระบอบกษัตริย์ที่กดขี่ยังจะดีเสียกว่า เพราะถึงแม้จะกดขี่อย่างไร ประชาชนก็ยังไม่สิ้นหวังมากขนาดนี้ ซึ่งที่จริงบุคคลที่กำลังทำการนี้อยู่ พวกเขาพยายามที่จะกำจัดระบอบกษัตริย์เสียด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการของเขา เขาต้องการปกครองคนทั้งโลก ปกครองแม้กระทั่งกษัตริย์”
“ปกครองกษัตริย์อย่างนั้นหรือ แสดงว่าเขาต้องยิ่งใหญ่ระดับมหาจักรพรรดิเลยสินะ” นางปฏาจาราแสดงความเห็น
“ใช่ หากผู้ปกครองกษัตริย์นั้นสร้างสรรค์แต่สิ่งดีงาม สร้างสรรค์แต่ความสงบสุข สร้างสรรค์ให้โลกเจริญในธรรม เราจะสามารถเรียกบุคคลนี้ว่า ‘มหาจักรพรรดิ’ ได้ แต่ถ้าบุคคลนี้สร้างแต่ความเสื่อม สร้างแต่ความแบ่งแยกและขัดแย้ง สร้างแต่ความหวาดกลัว สร้างแต่ความกดดันเพื่อให้ทุกคนบนโลกตกเป็นทาส ท่านจะเรียกบุคคลลักษณะนี้ว่าอย่างไร” อชิตะอธิบายเชิงตั้งคำถาม
“ทำไมเขาถึงมีอำนาจเหนือกษัตริย์ได้ล่ะ โลกเวลานั้นเกิดอะไรขึ้น ท่านพอจะอธิบายให้พวกข้าเข้าใจได้ไหม” พระนางมัลลิกาตั้งคำถาม
“บนโลกธาตุอันกว้างใหญ่ไพศาลเวลานั้น จะมีบุคคลกลุ่มหนึ่งคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง พวกเขาเป็นทายาทของจอมเทพผู้พิทักษ์คนหนึ่ง ที่เปลี่ยนใจมาเป็นผู้ครองโลกธาตุ พวกเขาเป็นผู้ที่มีองค์ความรู้ในศิลปวิทยาการที่ก้าวหน้ามาก เมื่อเขามาอยู่บนโลก เขาก็นำความรู้เหล่านั้นมาใช้ในการควบคุม เขารู้ดีว่ามนุษย์โลกนั้นอ่อนแอและด้อยปัญญา สามารถกำหนดอะไรก็ได้ผ่านความเชื่อที่มีรากเหง้าจากความกลัว, ความแบ่งแยก, ความเกลียดชัง พวกเขารู้วิธีการนี้ดี เขาจึงใช้มันสร้างประโยชน์ ตราบใดที่มนุษย์ทุกคนไม่มีความรักความปรารถนาดีต่อกัน ไม่สามัคคีกัน มีแต่ความขัดแย้ง ไม่รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เขาก็จะสามารถควบคุมมนุษย์ทุกคนบนโลกให้อยู่ในอำนาจของเขาได้”
“พวกเขารู้ดีว่า มนุษย์โลกนั้นโง่เขลา สามารถชักจูงได้ง่าย สามารถชี้นำได้ง่าย เพียงแค่สร้างความกลัวให้เกิดขึ้น มนุษย์ก็พร้อมจะทำตาม นับตั้งแต่ความกลัวขั้นพื้นฐานที่จับต้องเป็นรูปธรรมได้ เช่น กลัวขาดแคลน กลัวไม่มั่นคง กลัวไม่ปลอดภัย กลัวถูกแย่งชิง กลัวไม่ยุติธรรม รวมถึงกลัวไร้รสนิยม ฯลฯ จนไปถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม จับต้องไม่ได้ เช่น กลัวโชคร้าย กลัวบาป กลัวตกนรก กลัวไม่ได้ขึ้นสวรรค์ ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อวิถีชีวิต, ขนบธรรมเนียมและความเชื่อจนกลายมาเป็นศาสนา โดยเฉพาะประการหลังสุดนี้ เขาได้ใช้มันเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจได้อย่างมากมายมหาศาล ซึ่งเป็นคำตอบที่ว่า แม้แต่กษัตริย์ก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจของพวกเขา”
“มนุษย์ในโลกอนาคต แม้จะดูเหมือนว่า เขาสามารถท่องเที่ยวไปได้ทั่วโลกอย่างเสรี ด้วยยานเหาะความเร็วสูง หรือด้วยของวิเศษที่อยู่ภายใต้จอมแหที่มองไม่เห็น แต่พวกเขาก็ไร้ซึ่งสิทธิเสรีภาพที่แท้จริง พวกเขาตกอยู่ภายใต้ข้อกำหนดและข้อจำกัดมากมายเช่น หากเขาจะเดินทางไปแคว้นใดแคว้นหนึ่ง เขาจะต้องขออนุญาตว่า จะไปกี่วัน อยู่กี่เดือน หากหมดเวลาที่กำหนดก็ต้องกลับ หากใครละเมิดจะถูกทำโทษหรือถูกเนรเทศ เวลานั้นพลเมืองของโลกทุกคน จะถูกขึ้นบัญชีไว้ทั้งหมดว่า เป็นใคร อยู่ที่ไหนทำอะไร และทุกความเคลื่อนไหวของมนุษย์จะถูกจับตามอง จากเครื่องจักรแห่งปัญญาที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น มันจะคอยสอดส่องตรวจจับความเคลื่อนไหวของมนุษย์ทุกคน ในทุกๆ ฝีก้าว และมันจะเป็นผู้บงการชีวิตของแต่ละคน ให้ทำอะไรตามที่มันต้องการ”
“อุ๊ยแม่…น่ากลัวจริงหนอ มันกำหนดชีวิตมนุษย์ได้อย่างไรกันหนอ” นางนันทาถาม
“เนื่องจากเครื่องจักรมหาปัญญาที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้ มันมีความฉลาด และมีความจำที่ดีมาก มันจะจดจำทุกเรื่องที่มนุษย์ทำ มันจะบันทึกการตอบสนองกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนกระจกวิเศษ จนมันรู้ว่าเราเป็นคนอย่างไร มันจะวิเคราะห์และกำหนดสิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นรายบุคคล เช่น ถ้ามันรู้ว่ามนุษย์คนนี้ชอบการละเล่น ชอบความบันเทิงใจประเภทต่างๆ มันจะสรรหาการละเล่นความบันเทิงแบบที่คนๆ นั้นชอบมานำเสนอ ทำให้มนุษย์ที่มีจิตใจอ่อนแอเป็นพื้นฐาน ตกอยู่ในภวังค์นั้น จนยากจะถอนตัว โดยเฉพาะกับผู้ที่ยังไม่ประสีประสา อ่อนต่อโลก และเป็นวัยที่เปี่ยมด้วยศักยภาพแห่งการสร้างสรรค์”
“เขาต้องการให้มนุษย์ทุกคนบนโลก ตกอยู่ในวังวนแห่งความเป็นทาสตลอดไป เขาจึงสร้างสิ่งเหล่านี้มาเป็นเครื่องยับยั้งไม่ให้มนุษย์ฉลาดและฉุกคิด เขาจะทำทุกวิถีทางให้มนุษย์รู้สึกเจ็บปวดและไม่ปลอดภัย เพื่อจะต้องพึ่งพาการเยียวยาจากพวกเขา มนุษย์ไม่รู้เลยว่า วันไหนเขาจะสามารถออกจากวังวนนั้นได้” อชิตะอธิบาย
“ข้าเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่า เรื่องที่ท่านเล่ามาทั้งหมดนี้ มันเป็นเรื่องร้ายหรือเรื่องดี แล้วท่านมาเล่าให้พวกเราฟังเพื่ออะไร ในเมื่อเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในอนาคตที่ห่างไกลจากเรามาก” นางวิสาขาตั้งคำถาม