๕๗.
เรวัตตะ
“เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว ที่พระพุทธเจ้ามาประทับอยู่ที่เมืองนี้ โดยมีพระเจ้าปเสนทิโกศลและมหาเศรษฐีสุทัตตะช่วยกันอุปัฏฐาก ในขณะเดียวกันก็ได้พัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะพระเจ้าปเสนทิโกศลในฐานะเจ้าเมืองหรือเจ้าบ้าน ทุกครั้งที่มีแขกบ้านแขกเมือง ผู้นำหรือคณะพราหมณ์ นักพรต นักบวชที่มีชื่อเสียงเดินทางมาเยือน พระองค์จะให้การต้อนรับและจัดแจงเรื่องที่พักอาศัยเป็นอย่างดี จึงเกิดเป็นโครงการสร้างเรือนพักสำหรับแขกและสำหรับนักแสวงบุญทั่วไปเป็นจำนวนมากรอบพระนคร” ท่านโภเชอธิบายเสริม
“ผมขอไปดูสถานที่พำนักของพระพุทธเจ้าที่สร้างขึ้นใหม่หน่อยได้ไหมครับ” ผมถาม
“ได้สิ ที่จริงในวันแรกของการกลับมาของอชิตะ พวกเธอก็มุ่งตรงไปยังสถานที่แห่งนั้นอยู่แล้ว เพราะอชิตะปรารถนาจะพบกับพระพุทธเจ้ามากที่สุด” เขาบอก
ทันใดนั้น ผมก็เห็นภาพ ผมกำลังเดินทางไปยังที่อยู่ของพระพุทธเจ้าปรากฏขึ้น ผมเห็นอชิตะพร้อมคณะอีกสิบกว่าคนเดินออกจากประตูเมืองด้านทิศตะวันตกข้ามคูเมือง จากนั้นก็เดินเลี้ยวซ้ายไปตามถนนที่ปูด้วยอิฐก้อนใหญ่ สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านเรือน พวกเขาเดินไปจนสุดทาง จากนั้นก็เลี้ยวขวาไปอีกราว 200 เมตรก็พบกับซุ้มประตู ด้านหลังซุ้มประตูนั้นมีต้นโพธิ์ขนาดไม่ใหญ่นัก อายุราว 2 ปีขึ้นอยู่หนึ่งต้น เมื่อเดินเข้าไปข้างในก็เห็นอาคารขนาดใหญ่มีลักษณะคล้ายศาลาการเปรียญ ที่ชาวพุทธใช้ในการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ มีลักษณะเป็นเรือนไม้ยกใต้ถุนสูง มีหลังคาซ้อนกันหลายๆ ชั้นนับได้ถึง 12 ชั้น บริเวณโดยรอบเป็นป่าร่มรื่น มีบ้านหลังเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป ตัวอาคารนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำ ในระยะพอมองเห็น ทำให้สถานที่แห่งนี้มีบรรยากาศดี ร่มรื่น น่าอยู่อาศัย” ผมพิจารณาภาพที่ปรากฏไปตามลำดับ
สถานที่แห่งนี้ดูไม่เงียบเหงา มีผู้คนเดินไปมามากมาย ทั้งคนที่เพิ่งมาเยือนเหมือนอย่างผม และคนที่อยู่ประจำ สังเกตจากกิจวัตรที่พวกเขาทำ พวกที่เดินทางมาจากที่อื่น จะนำเอากรวยดอกไม้เล็กๆ ติดมือมาด้วย บ้างก็นำไปวางที่ต้นโพธิ์ต้นเล็กที่ปลูกอยู่ตรงทางเข้า บ้างก็เอาไปวางไว้ที่เชิงบันไดที่มีตุ่มน้ำสำหรับล้างเท้าก่อนขึ้นไปบนศาลา บ้างก็เอาไปวางไว้ตรงอาสนะที่พระพุทธเจ้านั่งเป็นประจำ ส่วนพวกที่อยู่ประจำกำลังกวาดใบไม้ตามทางเดิน บางคนกำลังจุดไฟเผาเศษกิ่งไม้ใบหญ้า
จากนั้นผมก็เดินขึ้นไปบนศาลาขนาดใหญ่นั้น เห็นพื้นไม้กระดานขัดจนเรียบเป็นมัน มีเสาไม้ขนาดใหญ่เรียงรายเป็นร้อยๆ ต้น ผมสังเกตว่า หัวใจของอชิตะเต้นแรงผิดปรกติ ผมเห็นผู้คนนั่งสนทนากันเป็นกลุ่มๆ หนึ่งในกลุ่มที่กำลังนั่งสนทนากัน หันมาเห็นพวกเรา และเดินเข้ามาหา
“ท่านอชิตะ เชิญทางนี้ขอรับ” เสียงของชายหนุ่มหน้าตาดีห่มผ้าคลุมสีเหลือง แต่ไม่ได้โกนผมเข้ามากล่าวทักทาย พร้อมกับเชื้อเชิญให้ไปนั่งอีกฟากหนึ่งของศาลา
“เราเคยเจอกันหรือเปล่า ทำไมท่านถึงรู้จักชื่อของข้า” อชิตะถามชายหนุ่มขณะที่กำลังเดินตามเขาไป
“ท่านน่าจะจำข้าไม่ได้หรอกขอรับ นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็น่าจะราว 15-16 ปีแล้วกระมังขอรับ ตอนที่ข้าเห็นท่านเป็นครั้งสุดท้าย ตอนนั้นข้ายังมีอายุแค่ 10 ขวบ ข้ายังจำวันที่ท่านและคณะของท่านภาวรีย์ออกเดินทางด้วยแพไม้ไผ่ได้อย่างแม่นยำ มันเป็นวันที่ดูยิ่งใหญ่สำหรับข้ามาก พวกท่านดูมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ข้ายังเคยคิดว่า สักวันหนึ่งข้าจะต้องดำเนินรอยตามท่าน โดยการออกเดินทางแสวงหาสัจธรรมอย่างที่ท่านทำบ้างขอรับ” ชายหนุ่มคนนั้นกล่าวพร้อมเชิญให้พวกเรานั่งยังพื้นด้านหนึ่งของศาลา
“ท่านมีชื่อว่าอะไรรึ” อชิตะถาม
“ข้าชื่อเรวัตตะขอรับ เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่ข้าได้ติดตามพ่อกับแม่ของข้า จนกระทั่งได้มาอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า พอข้าได้มีโอกาสฟังการสนทนาระหว่างพ่อแม่ของข้ากับพระพุทธเจ้า จนข้าเกิดดวงตาใหม่ที่เห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเปลี่ยนไป เห็นผู้คนเปลี่ยนไป และได้ค้นพบว่าตนเองเป็นใครมาจากไหน และต้องมาทำอะไร ข้าจึงขอปวารณาตัวที่จะช่วยงานเผยแผ่คำสอนของพระพุทธเจ้าขอรับ” เรวัตตะตอบ
“เป็นจริงอย่างนั้นรึ…ท่านเรวัตตะ ข้าขอถามอะไรท่านสักหน่อยจะได้ไหม ข้าอยากรู้ว่า พระพุทธเจ้ามีคุณลักษณ์ 32 ประการตรงตามตำรามหาบุรุษอย่างที่เราเคยเรียนรู้กันมาไหม” อชิตะถามด้วยความตื่นเต้นที่ได้เจอคนที่อยู่ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้า
“โปรดอย่าหาว่าข้าตำหนิท่านเลยนะท่านอชิตะ ข้าเองที่จริงน่าจะเป็นรุ่นลูกของท่านด้วยซ้ำ ทั้งยังอ่อนด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิ นับตั้งแต่ข้ามาใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้าจนถึงวันนี้ ท่านรู้ไหมว่าข้าไม่เคยสนใจเรื่องรูปลักษณ์ภายนอก หรือคุณลักษณ์อย่างที่ท่านว่ามานี้เลยสักครั้งเดียว สิ่งที่ข้าสนใจและให้ความสำคัญคือ สิ่งที่พระองค์พูด หลักการที่พระองค์สอน และจริยวัตรที่พระองค์แสดงให้ข้าเห็นมากกว่า สมมุตินะขอรับ
หากข้าบอกท่านว่าพระพุทธเจ้าไม่มีคุณลักษณะต้องตามตำราเลยสักข้อเดียว ท่านคิดว่าท่านยังจะอยากพบกับพระพุทธเจ้าอยู่อีกหรือไม่”
“อืม” อชิตะไม่ได้พูดอะไร
“ท่านอชิตะขอรับ…ในฐานะที่ท่านทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อแสวงหาสัจธรรม สภาวะที่ข้าได้รับจากประสบการณ์การได้ฟังข้อธรรมจากพระพุทธเจ้า ซึ่งมันทำให้ข้าเกิดดวงตาดวงใหม่ ท่านคิดว่ามันน่าตื่นเต้นมากกว่าไหมขอรับ ” เรวัตตะพูด
“เออ..” อชิตะยังอ้ำอึ้งไม่ตอบอะไร
ขณะนี้ในความรู้สึกของผมที่ได้ยินความคิดของอชิตะ ปรากฏชัดว่า “ถึงแม้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะมีอายุเพียงยี่สิบปีต้นๆ แต่คำพูดของเขากลับดูทรงภูมิ เป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบแหลม และดูเหมือนเขาจะเข้าสู่สภาวะการบรรลุสัจธรรมได้แล้วด้วย”
“ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงบอกเรื่องราวที่สำคัญนั้นแด่ข้าด้วยเถิด” อชิตะพูดด้วยความถ่อมตัว
“ถึงแม้ว่าท่านจะมีอาวุโสมากกว่า ถึงแม้ว่าท่านจะเคยออกแสวงหาสัจธรรมมานานกว่า ทั้งศึกษาวิชาความรู้มามากกว่า แต่นั่นอาจไม่ใช่ปัจจัยที่จะชี้ชัดว่าใครเหนือกว่าใคร ในโลกของการเป็นพุทธะ ที่นี่มีแต่คำว่าใครสามารถพบความเป็นพุทธะได้ และเมื่อพบแล้วเขาก็จะเร่งถ่ายทอดให้ผู้คนได้ค้นพบมันต่อไป หากใครพบแล้ว และรู้ว่ามันมีคุณค่าต่อชีวิตของเขามากขนาดไหน เขาจะรำลึกถึงบุคคลที่ทำให้เขาได้พบนั้น มากกว่าการนับถือตามยศฐาบรรดาศักดิ์ หรือตามความเป็นผู้มีอาวุโส หากท่านปรารถนาจะพบกับความเป็นพุทธะ ตัวข้าคือเครื่องพิสูจน์ วันนี้ข้ามีอายุ 26 ปี ไม่เคยร่ำเรียนวิชาไตรเพท ไม่เคยบำเพ็ญพรต ไม่เคยบำเพ็ญเพียร เมื่อข้าพบแล้ว ข้าก็สามารถก้าวข้ามทุกอย่างได้ทันที” เรวัตตะอธิบาย
“บัดนี้ข้าประจักษ์แล้วว่า ปัญญาคือสิ่งที่บ่งบอกความเป็นมหาบุรษ ไม่ใช่อยู่ที่คุณลักษณ์” อชิตะพูด
“ถูกต้องที่สุด เวลานี้เนื่องจากพระพุทธเจ้าคือจุดเริ่มต้นให้มนุษย์โลกได้พบกับพุทธะ จึงยอมรับพระองค์ในนามของผู้ที่ทำให้ได้พบ มิได้นับถือพระองค์จากความอาวุโสมาก, จากการบำเพ็ญเพียรมากหรือศึกษามาก ดังนั้นพันธกิจของคนที่เป็นพุทธะแล้วคือ จะต้องออกเดินทางเผยแผ่ความเป็นพุทธะ ซึ่งบัดนี้พระองค์ได้ทำตามพันธกิจนั้น และเพิ่งจะออกเดินทางไปก่อนหน้าที่ท่านจะมาถึงนี้เพียง 7 วัน โดยยังไม่มีกำหนดเวลาที่จะกลับเลย อาจจะ 6 เดือน 1 ปีหรือ 2 ปี ท่านจะรอพบกับพระพุทธเจ้าอยู่ที่นี่ หรือจะออกเดินทางตามพระองค์ไปขอรับ” เรวัตตะถาม
“ข้ามิอาจรอได้แม้เพียงหนึ่งวันหรือหนึ่งชั่วยาม เจ้าจงบอกข้าเถิดว่า พระองค์เดินทางไปทิศไหน ข้าจะขอติดตามไปจนกว่าจะได้พบกับพระองค์” อชิตะแสดงความประสงค์
“ต้องขออภัย ที่ข้าไม่อาจรู้แผนการทั้งหมดว่า พระองค์จะเดินทางไปที่ใดบ้าง รู้เพียงว่า เมืองแรกที่พระองค์จะเดินทางไปคือเมืองปัญจนคร หากท่านไปถึงที่นั่นแล้ว จงถามว่า พระพุทธเจ้าอยู่ที่ใดและกำลังจะเดินทางไปที่ไหนต่อเอาเถิด” เรวัตตะตอบ
“ท่านโภเชครับ เมืองปัญจนครคือเมืองอะไรหรือครับ” ผมถามแทรกกลางคัน