๓๙.
สวดสรรเสริญ
เดินมาได้ไม่ไกลนัก ก็มาถึงสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กับแม่น้ำ ที่แห่งนี้มีรั้วรอบขอบชิดทำจากหินศิลาแลง ตลอดแนวทุกด้านของรั้ว ถูกตกแต่งประดับประดาด้วยลวดลายไม้แกะสลัก ที่หัวเสาของกำแพงมีโคมไฟทำจากไม้ไผ่ ปิดด้วยกระดาษห้อยระย้า สูงจากพื้นดินประมาณ 4-5 เมตร ที่หัวเสาแต่ละหัว เป็นเรือนยอดเล็กๆ สำหรับใส่โคมไฟเพราะเห็นคนเริ่มเดินจุดไฟเหล่านั้นกันแล้ว เวลานี้เป็นเวลาใกล้ค่ำ พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง ท้องฟ้าเป็นสีแดงส้ม พวกเราเดินมาถึงซุ้มประตูทางเข้าสถานที่แห่งนั้น ซึ่งเป็นซุ้มประตูขนาดใหญ่ ซุ้มประตูแบบนี้มีการตกแต่งประดับประดาเหนือซุ้มประตู ด้วยรูปแกะสลักของเทพต่างๆ ไว้ เท่าที่เห็นก็มีทั้งพระพรหม พระนารายณ์ เหล่าเทวดาทั้งหญิงทั้งชาย ทำจากไม้แกะสลัก ปิดด้วยทองคำเหลืองอร่าม
เมื่อเดินพ้นประตูเข้ามา ยิ่งทำให้ผมรู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้ ตลอดแนวทางเดินที่พุ่งตรงไปยังปราสาทไม้หลังใหญ่ ที่มีหลังคาซ้อนลดลั่นกันหลายๆ ชั้นนั้น พื้นปูลาดไปด้วยก้อนอิฐ สองข้างทาง มีเสาไม้ที่แกะสลักอย่างสวยงาม ด้านบนเสามีประทีปโคมไฟ ที่ขณะนี้ถูกจุดจนสว่างไสวไปตลอดทาง ที่พื้นด้านล่างมีตะเกียงดินเผาขนาดเล็ก มีไส้ที่ทำจากฝ้ายโผล่ขึ้นมา เพื่อจุดไฟ ให้บริเวณทางเดินสว่าง และมองไปยังอาคารที่อยู่ปลายทาง รอบตัวอาคารก็มีการจุดไฟตามช่องต่างๆโดยรอบ ทำให้อาคารหลังนี้สว่างไสว ดูแล้วมีมนต์ขลังอย่างมาก
ทางด้านขวาของปราสาทมีกำแพงกั้นเป็นสัดส่วน ช่วงกลางของกำแพงนั้น มีประตูทางเข้าไปสู่เรือนที่สร้างด้วยไม้อย่างประณีต จำนวนหลายร้อยหลัง คำนวณจากสายตาแล้วน่าจะเรียกว่าเป็นหมู่บ้านได้เลย เมื่อถึงตรงนี้ ทุกคนต่างเดินแยกย้ายกันเข้าไปในบ้านของตนเอง ผมเดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง เมื่อไปถึงก็มีคนรับใช้นำน้ำสำหรับล้างเท้ามาให้ และภรรยานำผ้าชุบน้ำมาให้เช็ดหน้า พอเข้าไปในบ้านซึ่งมีลักษณะเป็นครอบครัวใหญ่ เพราะมีเรือนขนาดเล็กหลายหลังปลูกต่อๆ กัน ดังนั้นในบ้านหลังนี้ จึงเต็มไปด้วยญาติพี่น้อง มีพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยายอยู่รวมกัน
ไม่นานนักผมก็ได้ยินเสียงระฆังดังขึ้นมา เป็นเสียงระฆังที่คุ้นหูมาก เพราะมันเหมือนกับเสียงระฆังที่ดังเป็นกิจวัตรแบบเดียวกับวัดในพุทธศาสนา ที่เขาจะตีเมื่อถึงเวลาทำวัตร ทั้งตอนเช้าและตอนเย็น เมื่อได้ยินเสียงระฆัง พราหมณ์ทุกคนก็เดินออกจากบ้าน ไปยังอาคารหลังใหญ่ เมื่อเดินขึ้นไปบนอาคารซึ่งสงวนไว้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น มีลักษณะยกพื้นใต้ถุนสูง บนนี้เป็นพื้นไม้กระดานแผ่นใหญ่ๆ แต่ละแผ่นมีความกว้างไม่น้อยกว่า 80-90 เซนติเมตร อาคารหลังนี้ มีเสาไม้ขนาดใหญ่เรียงรายกันนับร้อยต้น ทุกต้น มีภาชนะใส่นำ้มันไขเพื่อจุดไฟไว้ส่องสว่าง บรรจุอยู่ในโคมกระดาษที่เสียบอยู่ทั้งสี่ทิศของทุกเสา จึงทำให้ภายในอาคารนี้สว่าง ด้านหลังของศาลานี้ มีปราสาทหรือพระปรางค์ที่ก่อด้วยอิฐดินฉาบปูน ภายในมีประติมากรรมหินแกะสลักเป็นเทวรูปขนาดใหญ่สูงราว 5-6 เมตร ประทับยืนมี 4 หน้า 4 มือ แต่ละมือถือสิ่งของไม่เหมือนกัน เทวรูปนี้เห็นได้ชัดว่าแกะจากหินแกรนิต เบื้องล่างของเทวรูป มีเครื่องบูชามากมาย ทั้งพานพุ่มดอกไม้สด และเทวรูปขนาดเล็กเรียงรายเป็นร้อยๆ องค์
เมื่อเดินขึ้นไปบนศาลา ก็พบกับเหล่าพราหมณ์จำนวนมากนั่งรออยู่ก่อนแล้ว คำนวณจากสายตาน่าจะมีเป็นพันคน ผมและคณะเดินตรงไปยังที่นั่งที่อยู่ปลายสุด ตรงกลางมีตั่ง ซึ่งเป็นที่นั่งของคนพิเศษตัวใหญ่ตัวหนึ่ง คณะของผมจะมีเบาะส่วนตัว อยู่ถัดจากตั่งตัวใหญ่พิเศษนั้น ซึ่งนับดูแล้วมีทั้งหมด 16 ที่นั่ง พวกเราจึงรีบเดินไปนั่งประจำที่ ไม่นานนัก พราหมณ์อาวุโสผู้หนึ่ง ก็เดินออกมาจากด้านหลังของหมู่เทวรูป อายุน่าจะราว 70 ปี แต่ยังดูแข็งแรงคล่องแคล่ว ผิวพรรณผ่องใส ดวงตาเป็นประกาย กิริยาท่าทางดูมีเมตตา ขณะที่เขากำลังเดินมานั่งที่ตั่งตัวใหญ่นั้น พราหมณ์ทุกคนก็พร้อมใจก้มกราบเขา
จากนั้นพราหมณ์อาวุโสก็พนมมือและเริ่มบทสวดอะไรสักอย่าง ทันทีที่เสียงสวดนำของเขาจบในวรรคแรก พราหมณ์ทุกคนก็เปล่งบทสวดออกมาพร้อมกัน เสียงของคน 1,000 คน จึงดังกระหึ่มไปทั่วทั้งศาลา และน่าจะดังก้องออกไปยังบริเวณใกล้เคียง ที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ด้วย ตัวผมเองก็สวดร่วมไปกับเขา และดูเหมือนว่าผมจะเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการสวด เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองจำบทสวดทั้งหมดได้เป็นอย่างดี ซึ่งใจความของบทสวดนั้นเกี่ยวกับการสรรเสริญพระพรหม การสวดครั้งนี้ใช้เวลาราวหนึ่งชั่วโมงจึงจบลง
หลังจากนั้น พราหมณ์อาวุโสก็เปิดโอกาสให้ไต่ถามและรายงานบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นประจำวัน โดยเป็นการสนทนาระหว่างผมและเพื่อนอีก 15 คนกับพราหมณ์อาวุโสเท่านั้น ซึ่งพราหมณ์แต่ละคนจะมีลูกศิษย์ที่ใกล้ชิด หรือเรียกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาอีก 16 คน ดังนั้นเวลาประกาศเรื่องของส่วนรวม พราหมณ์อาวุโสจะสื่อสารกับพวกเราทั้ง 16 คน เพื่อให้นำไปสื่อสารกับลูกศิษย์อีก 16 คน และลูกศิษย์ทั้ง 16 คนนั้นก็จะไปสื่อสารกับลูกศิษย์ของเขาอีก 16 คนต่อไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าเวลานั้น คือเวลาที่เราทุกคนได้มานั่งอยู่รวมกันเป็นพันๆ คนก็ตาม แต่ลักษณะการสื่อสารก็ยังคงเป็นเช่นนี้ เพราะคนหนึ่งคน ไม่สามารถสื่อสารให้คนทั้งพันคนเข้าใจได้ในเวลาเดียวกัน เนื่องจากยังไม่มีเครื่องขยายเสียง คนที่อยู่ใกล้หน่อยก็อาจจะพอได้ยินที่พราหมณ์อาวุโสพูดเหมือนกัน แต่เขาก็ต้องรอให้พราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์มายืนยันกับเขาอีกที
“ฉันมีเรื่องจะแจ้งกับพวกเธอ…วันพรุ่งนี้ฉันจะเข้าเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศลเพื่อแจ้งกับพระองค์ว่าฉันจะขอออกบวช” เสียงของพราหมณ์อาวุโสพูดกับพวกผมทั้ง 16 คนทันทีที่จบการสนทนาประจำวัน
“ท่านโภเชครับ… พราหมณ์อาวุโสท่านนี้เป็นใคร ทำไมเขาถึงพูดว่าต้องการจะออกบวชอีก ตอนนี้เขาก็อยู่ในสถานะที่ไม่ต่างจากนักบวชอยู่แล้วไม่ใช่หรือครับ เท่าที่รู้มาในศาสนาพราหมณ์ พราหมณ์ก็คือนักบวชนะครับ” ผมถามท่านโภเช
“พราหมณ์อาวุโสผู้นี้มีชื่อว่า ‘ภาวรีย์’ เขาเป็นเสมือนพี่น้องร่วมสาบานกับพ่อของเธอ ซึ่งเป็นพราหมณ์ที่รับใช้พระเจ้าแผ่นดินมาตั้งแต่รุ่นพ่อของพระเจ้าปเสนทิโกศล นั่นคือพระเจ้ามหาโกศล เมื่อพ่อของเธอตายไปแล้ว และสิ้นรัชสมัยของพระเจ้ามหาโกศลแล้ว ภาวรียพราหมณ์ผู้นี้จึงกลายเป็นอาจารย์ใหญ่ของทั้งเธอและของทั้งพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้เป็นลูกด้วย” เขาตอบ
“และที่เธอสงสัยว่าพราหมณ์ก็เป็นนักบวชอยู่แล้วทำไมต้องออกบวชอีก หน้าที่ของพราหมณ์อาวุโสท่านนี้คือมหาปุโรหิตและราชครู ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาในทุกๆ เรื่องแก่พระราชา เป็นนักปราชญ์ประจำราชสำนัก เป็นทั้งครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาต่างๆ ให้กับบุตรธิดาของพระราชา เป็นผู้สืบทอดองค์ความรู้จากคัมภีร์พระเวทต่างๆ ให้กับพราหมณ์รุ่นต่อๆ ไปอย่างพวกเธอ เป็นโหรหลวงคอยตรวจดวงชะตาให้กับทั้งพระราชา และบ้านเมือง รวมถึงเป็นผู้กำหนดกฤษ์ยามในพิธีกรรมต่างๆ ที่จะจัดขึ้นในวัง พระราชาจะไปไหน ทำอะไรกับใคร จะต้องมาปรึกษาภาวรีย์ก่อนเสมอ ว่าสมควรมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นพราหมณ์อาวุโสผู้นี้จึงมีบทบาท หน้าที่และมีเรื่องที่ต้องพิจารณา ตัดสินใจมากมาย อีกเหตุผลหนึ่งที่พราหมณ์ยังไม่ถือว่าตนเองเป็นนักบวช เพราะยังครองเรือน มีภรรยา มีลูก แต่ทำงานที่ไม่เหมือนกับคนทั่วไปคือ เป็นตัวแทนให้ผู้คนได้ติดต่อกับเทพเจ้า ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมต่างๆ เพื่อสักการะพระพรหม พระนารายณ์ พระศิวะ และเทพองค์อื่นๆ
ความรู้สึกของพราหมณ์อาวุโสในเวลานั้นคือ ต้องการตัดขาดจากเรื่องราวหรือภารกิจทุกอย่าง เพื่อไปแสวงหาความสงบ จะได้บรรลุเป้าหมายสูงสุดในชีวิต นั่นคือการค้นพบสัจธรรมและเข้าถึงสภาวะนิพพาน” ท่านโภเชอธิบาย
“แสดงว่ายังมีศาสนาอื่น ที่ไม่ใช่พราหมณ์แทรกอยู่ในช่วงเวลานี้อีกหรือครับ เขาถึงต้องการไปออกบวชอีก” ผมถาม
“ที่จริงเวลานี้ มีพราหมณ์อยู่สองประเภท ประเภทที่หนึ่ง คือพราหมณ์ที่ใช้ความรู้จากตำรา เป็นพราหมณ์ปุโรหิตที่มีความรู้จากที่ร่ำเรียนมาตามหลักสูตรต่างๆ เป็นเจ้าแห่งพิธีกรรม มีพิธีรีตรองมากมายที่ยึดถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างเคร่งครัด อยู่ภายใต้กฎระเบียบข้อบังคับที่เป็นภาพของผู้ทรงศีล สำหรับผู้ที่จะมาเป็นพราหมณ์ได้ จะต้องถือศีล 8 ข้ออย่างเคร่งครัด นุ่งห่มด้วยผ้าขาวตลอดเวลาเพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ มีการวัดมาตรฐานความรู้ จากการสอบในวิชาต่างๆ เพื่อจะได้เลื่อนขั้นเป็นระดับๆ ใครที่สอบได้ครบทุกขั้น จะได้รับการยกย่องเป็นครูบาอาจารย์ สามารถตั้งสำนัก และมีลูกศิษย์ได้ โดยมากพราหมณ์พวกนี้จะมีความใกล้ชิดกับกษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ มหาเศรษฐีและชุมชนเมืองเป็นหลัก เพื่อเป็นที่พึ่งให้กับประชาชน ถ้าในความหมายของคำว่าศาสนาที่เธอกำลังพูดถึง พราหมณ์ประเภทแรกนี้ถือว่ามีความเป็นศาสนามากที่สุด เพราะมีรูปแบบการเป็นสถาบันที่ชัดเจน”