๗๓.
ผู้เปี่ยมสุข
“อุปมาเหมือนตอนนี้พวกเธอเพิ่งจะเริ่มตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้มือข้างที่ไม่ถนัด เพื่อเอามาใช้ทำงานแทนข้างที่ถนัด ถึงแม้ว่าเธอจะสามารถตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้มันได้ทันทีทันใดโดยไม่ต้องรออะไรก็ตาม แต่เนื่องจากมันยังไม่ค่อยถนัด ดังนั้นเวลามีอะไรเร่งด่วนฉับพลันทันใด เธอมักจะเผลอเอามือข้างที่ถนัดนั้นกลับมาใช้ อาจจะเพื่อความรวดเร็ว เพื่อประสิทธิภาพที่ดีกว่าหรือความเคยชินก็ตาม ดังนั้นเรื่องนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องปรกติที่จะเกิดขึ้น สิ่งที่พวกเธอต้องทำคือหมั่นรักษาความรู้สึกแห่งการเป็นพระเจ้านั้นให้ต่อเนื่อง เมื่อเผลอก็ให้รีบกลับมา ดังนั้นสติและสมาธิที่เธอฝึกฝนกันมาอย่างเอาเป็นเอาตายนั่นแหละ เธอจะต้องเอามาใช้”
“หลังจากที่ทำทั้งสองข้อข้างต้นนั้นแล้ว ก็จะมีปรากฏการณ์อีกหนึ่งอย่างแสดงออกมาคือ เธอจะกลายเป็นผู้ที่ ‘แสดงออกถึงการเป็น’ ได้อย่างสมบูรณ์ เพราะเมื่อเธอสามารถจดจ่อต่อการเป็นได้แล้ว เธอสามารถใช้งานมันได้อย่างเป็นธรรมชาติแล้ว เธอจะกลายเป็นความรักความปรารถนาดีได้อย่างบริสุทธิ์ใจไปโดยปริยาย เธอจะพูดทุกอย่างด้วยความโอบอ้อมอารี ทำทุกอย่างด้วยความเห็นอกเห็นใจ เธอจะแสดงออกด้วยความเคารพและให้เกียรติต่อทุกสิ่งที่อยู่รอบตัว และเธอจะสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้ปรากฏออกมา การแสดงออกนี้ไม่จำเป็นต้องมีการพัฒนาตามลำดับว่าต้อง ‘เป็น’ มาแล้วนานเท่าไหร่ ชำนาญแล้วหรือยังไม่ชำนาญ เมื่อไหร่ที่เธอรู้สึกถึงการ ‘เป็น’ ได้อย่างแท้จริง ปรากฏการณ์นี้จะแสดงออกขึ้นมาทันที และมันก็เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าคนๆ นั้น ‘เป็น’ แล้วหรือยัง ‘ไม่เป็น’ ถ้าปรากฏการณ์แห่งการ ‘เป็น’ นี้ยังไม่แสดงออกมาทางกายภาพ ยังไม่มีการแสดงออกซึ่งความรักต่อทุกคนได้อย่างเป็นรูปธรรม ยังไม่มีกิจกรรมที่เป็นสิ่งดีงามใดๆ ไม่มีการแสดงผลลัพธ์ทางปัญญาที่มาจากจิตวิญญาณออกมาเลย แสดงว่าเขาก็ยังไม่เข้าสู่การเป็นที่แท้จริง”
“เมื่อมีการแสดงออกถึงการ ‘เป็น’ ปรากฏออกมาแล้ว เกิดเป็นผลลัพธ์ที่มีต่อผู้คนและต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว ผลที่ตามมาประการสุดท้ายคือ เธอจะกลายเป็นผู้สร้างสรรค์สังคมของ ‘ผู้เปี่ยมสุข’ หรือ ‘ผู้เบิกบาน’ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการมาเป็นมนุษย์” พระพุทธเจ้าอธิบาย
“แสดงว่าความสุขคือปัจจัยของกระบวนการนี้ใช่ไหมขอรับ” อุปสีวดาบสถามบ้าง
“ดูก่อนท่านทั้งหลาย… ผู้เปี่ยมสุขคือผลลัพธ์ ของกระบวนการนี้ โดยผลลัพธ์นั้นสามารถจำแนกเป็นสองประเภทและประกอบด้วยหกลำดับ” พระพุทธเจ้าพูด
“ขอพระองค์โปรดช่วยชี้แจงให้พวกข้าพระเจ้าหายข้องใจด้วยเถิดขอรับ” อุปสีวดาบสร้องขอ
“ได้สิ… ที่ฉันบอกว่าแบ่งเป็นสองประเภทนั้นคือ หนึ่งเป็นความสุขแบบเป็นรูปธรรมหรือทางกาย และสองเป็นความสุขแบบเป็นนามธรรมหรือทางจิต”
“ในสองประเภทนี้สามารถจำแนกเป็นลำดับ ได้ถึงหกลำดับดังนี้
หนึ่งความสุขแบบ ‘สบาย’ หรือเรียกอีกอย่างว่า ‘ปรกติสุข’ ความสุขแบบนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่ระดับพื้นฐาน แต่ถ้ามนุษย์มีระดับความสุขที่ต่ำกว่าระดับนี้เขาจะมีความทุกข์ทันที เช่นคนที่กำลังมีโรคร้าย เจ็บไข้ได้ป่วย ร่างกายไม่สมบูรณ์หรือไม่สมประกอบ ซึ่งคนที่กำลังตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้ บางครั้งความปรารถนาสูงสุดของเขา ขอเพียงแค่เข้าสู่ความสบายหรือเป็นปรกติเขาก็พอใจแล้ว นี่คือความสุขแบบเป็นรูปธรรมประการแรก แต่ความสุขนี้ยังมีความหมายทางนามธรรมซ่อนอยู่ด้วย นั่นคือ เขาจะสามารถมีความสุขแบบ ‘สบาย’ นี้ได้เสมอ ไม่ว่าเขาจะกำลังกับเผชิญกับความไม่ปรกติมากขนาดไหน ซึ่งคุณสมบัตินี้จะปรากฏได้ในเฉพาะผู้ที่รู้สึกถึงการเป็น พุทธะหรือพระเจ้าแล้ว”
“ต่อมาเมื่อมนุษย์ทั่วไปมีความปรกติสุขเป็นพื้นฐานมากพอแล้ว มีจนไม่เห็นความสำคัญของมันแล้ว มนุษย์มักจะแสวงหา ความสุขลำดับที่สองนั่นคือความสุขแบบ ‘สนุก’ หรือความสุขที่เกิดจากการได้เสพ ได้เพลิดเพลิน เป็นความสุขที่เกินจากความปรกติ เกิดจากการบำรุงทุกประสาทสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นทางหู ตา จมูก ลิ้นและทางกายสัมผัส เป็นความสุขที่เสริมเติมแต่งให้ล้ำเลิศหรูหรา ขณะนี้ผู้คนส่วนใหญ่บนโลก ต่างกำลังแสวงหาและยื้อแย่งความสุขลำดับนี้กันอยู่ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่ความสุขลำดับต้นๆ เท่านั้นเอง
ความสุขแบบ สนุก นี้ ถึงแม้จะค่อนไปทางรูปธรรมมากกว่า แต่มันยังมีความหมายในทางนามธรรมด้วย นั่นคือหากเขาสามารถมีความสุขกับสิ่งที่เขาสร้างสรรค์ขึ้น โดยเฉพาะสิ่งที่สร้างสรรค์นั้น สร้างประโยชน์สุขให้กับผู้คน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะคืออะไร หากทำโดยไม่เอาเงื่อนไขจากอดีตหรืออนาคตมากำหนด ทำโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ทำโดยไม่คาดหวัง การที่เขาสามารถมีความสุขกับทุกขณะจิต ถึงแม้ว่าความสุขประเภทนี้จะเป็นไปเพื่อ ความสนุก แต่จะเป็นความสนุก ที่มีคุณค่าต่อจิตวิญญาณ”
“ลำดับที่สามเป็นความสุขแบบ ‘สันติ’ หรือที่เรียกว่า ‘สันติสุข’ ความสุขระดับนี้หากดูผิวเผิน จะคล้ายกับความ ‘สบาย’ หรือปรกติสุข แต่มันต่างกันตรง ความปรกติสุข จะเกิดขึ้นหลังจากที่เผชิญกับความทุกข์ยากมาแล้ว แต่สันติสุข จะเกิดขึ้นหลังจากที่เผชิญกับความสุขประเภทที่สองหรือความ ‘สนุก’ หรือการเสพสุขมากพอแล้ว มากเกินจนรู้สึกถึงความวุ่นวายยุ่งยากกระทั่งรู้สึกเป็นทุกข์, ทุกข์จากการแสวงหา, ทุกข์จากการไขว่คว้า ฯลฯ ซึ่งความสุขประเภทนี้ยังต้องอาศัยปัจจัยภายนอกอยู่ นั่นคือเนื่องจากมีการเสพสุขมาก ก็มีการปฏิสัมพันธ์มาก ระหว่างนั้นอาจจะเกิดปัญหามาก จึงเริ่มแสวงหาทางออก ซึ่งทางออกที่พอจะมองเห็นได้ก็คือการหยุดที่จะแสวงหาหรือลดความสุขที่เป็นแบบสนุกนั้นลง และนี่คือความหมายของคำว่า สันติสุข”
“ผลพวงของผู้ที่สามารถมีความสุขลำดับที่สาม หรือค้นพบความสันติสุขได้แล้วคือ เขาจะเริ่มเข้าใจโลก เข้าใจมิติความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงของสิ่งต่างๆ ทำให้เขารู้ว่าแท้ที่จริงมันไม่ได้มีสาระอะไรให้ยึดถือเลย มันเป็นเพียงการปรุงแต่งไปเองของจิต ที่ประกอบขึ้นจากความทรงจำในอดีตและความคาดหวังที่มาจากอนาคตเท่านั้น เมื่อเขามีความสุขในลำดับสันติสุขได้แล้ว นับจากนี้เขาจะเข้าสู่ความสูขที่เป็นนามธรรมได้ง่ายขึ้น
และเขาจะเข้าสู่ความสุขในลำดับที่สี่ได้อย่างเป็นธรรมชาติ นั่นคือความสุขแบบ ‘สละ’ หรือความสุขที่เกิดจากการให้ การแบ่งปัน, ความสุขที่เกิดจากความรักความปรารถนาดีอย่างจริงใจ เธออาจจะเรียกความสุขแบบนี้ว่า ‘ปิติสุข’ ก็ได้ เพราะเขาได้รู้แล้วว่า ทุกอย่างไม่มีสาระไม่มีแก่นสาร ทุกสิ่งล้วนเป็นการสมมุติขึ้นมาทั้งสิ้น ซึ่งหลักการสอนให้คนสละนี้ ถูกนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับคนทั่วไปด้วย แต่ถ้าขั้นตอนไม่ได้เกิดจากความเข้าใจอย่างลึกซึ้งของกระบวนแห่ง สันติสุข อาจจะทำให้เกิดความสับสนเพราะว่า ถ้าเขาทำเรื่องการสละนี้ไปเพื่อการสะสม หรือคาดหวังว่าจะได้รับสิ่งตอบแทน หรือทำไปเพื่อแลกเปลี่ยนกับบางสิ่งบางอย่าง เช่นทำเพื่อที่จะได้บุญได้กุศล หรือเพื่อจะได้รับการยอมรับจากสังคม แทนที่จะเป็นการทำเพื่อ ‘ให้’ มันจะกลายเป็นการทำเพื่อ ‘เอา’ แทน ซึ่งจะเกิดกระบวนการย้อนกลับไปสู่ความสุขแบบรูปธรรมแต่มาในคราบของนามธรรม”
“ระดับที่ห้าคือความสุขที่เกิดจากความ ‘สงบ’ หรือเรียกว่า
‘สงบสุข’ เธออาจจะรู้สึกว่าความสงบสุขกับความสันติสุขน่าจะไม่ต่างกัน แต่แท้ที่จริงแล้วมันมีความต่าง เพราะสันติสุขเกิดจากการเลิกราไม่เอาชนะคะคาน ต่อผู้คนต่อสังคม ลดละเลิกสิ่งไม่จำเป็น ซึ่งยังเป็นเรื่องของโลกภายนอกที่เกี่ยวข้องกับคนอื่นหรือสิ่งอื่น แต่ความสงบสุขที่ฉันกำลังพูดถึงนี้มันเป็นความสุขที่เกิดจากโลกภายใน ความสงบสุขนี้สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เกิดขึ้นได้แม้กำลังเผชิญหน้ากับความทุกข์ ซึ่งความสงบสุขนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมหรือปัจจัยใดๆ ความสุขระดับนี้ถือว่าเป็นความสุขที่เกิดจากภายใน หรือความสุขแบบนามธรรมอย่างแท้จริง”
“ผู้ที่ได้ชื่อว่าออกแสวงหาสัจธรรม แสวงหาหนทางแห่งการหลุดพ้น เช่นนักพรต นักบวช ฤาษีชีไพร ชฎิล ดาบส อย่างพวกเธอ รวมถึงตัวฉัน ส่วนใหญ่จะสามารถเข้าถึงความสุขที่เกิดจากการสละได้ จนทำให้พวกเธอละทิ้งทุกอย่าง ออกเดินทางเพื่อเสาะแสวงหาความสงบสุขหรือความสุขลำดับที่ห้ากันทั้งสิ้น แต่ก็ยังไม่เคยมีใครค้นพบความสุขที่เหนือกว่านี้ หรือความสุขแบบสูงสุดกันได้เลย” พระพุทธเจ้าพูดก่อนจะหยุดเพื่อให้ทุกคนได้มีเวลาทบทวน
“ขอพระองค์โปรดไขข้อข้องใจโดยเร็วเถิดว่าความสุขลำดับสุดท้ายนั้นเป็นเช่นใด” อชิตะพูด
“ความสุขลำดับที่หกซึ่งเป็นลำดับสุดท้ายนี้ ฉันจะเรียก ความสุขนี้ว่า ‘สว่าง’ หรือ ‘บรมสุข’ มันเป็นความสุขที่เกิดจากการประจักษ์แจ้งหรือเกิดจากการเข้าใจสูงสุดที่มาจากการรู้ว่าตนเองคือใคร, มาจากไหน, มาทำไม, มาทำอะไร, จะไปที่ไหนและอย่างไร
ความสุขลำดับนี้เธออาจจะมองว่าไม่ได้เป็นความสุข หากเธอเอาผลลัพธ์ของมันไปเปรียบเทียบกับความสุขทางกายภาพ ที่รับรู้จากสัมผัสทั้งห้า ซึ่งมีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกที่ชัดเจนกว่า ความสุขในแบบที่ฉันกำลังบอกเธออยู่นี้ มันไม่ใช่การ ‘เติมเข้าไป’ แต่เป็นการตระหนักรู้ในสิ่งที่ ‘มีอยู่แล้ว’ โดยเฉพาะสิ่งที่มีอยู่นั้นคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือสิ่งที่มีค่าสูงสุด
หากจะเปรียบเทียบว่า ที่ผ่านมาในชีวิตของเธอเป็นยาจก แต่อยู่มาวันหนึ่งมีคนมาบอกกับเธอว่า เธอคือทายาทของมหาเศรษฐี ซึ่งมหาเศรษฐีคนนั้นได้ทิ้งมรดกไว้ให้เธอมากมายมหาศาล เมื่อรู้ดังนั้นมันจึงเปี่ยมไปด้วยความสมบูรณ์ อิสรภาพ ความเบิกบาน โดยไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหาสิ่งอื่นใดมาเติมเข้าไปอีก มันเป็นความไว้วางใจ มันคือการสิ้นสุดการเดินทาง…มันคืออริยทรัพย์ที่ทุกคนมีอยู่แล้ว เพียงแต่เธอไม่รู้ว่ามีและไม่รู้ว่าจะเอามาใช้อย่างไร” พระพุทธเจ้าพยายามอธิบาย
“ขอพระองค์โปรดอธิบายกลไกทั้งหมด ให้ชัดเจนมากกว่านี้ได้ไหมขอรับ” อชิตะพูด