๔.
ผู้พยากรณ์
“ที่จริงฉันเป็นคนที่ทำหน้าที่เฝ้าสังเกตการณ์ชีวิตของเธอมาตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอเปล่งวาจาว่า เธอจะมาเป็นใครบนโลกใบนี้ เพราะเธอเลือกที่จะเป็น ฉันจึงต้องคอยดูแลความเป็นอยู่ของเธอมาโดยตลอด” เขาอธิบายแบบสร้างความสงสัยให้กับผมอีก
“ท่านติดตามผมมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ” ผมถาม
“ถ้าให้นับระยะเวลา คิดเป็นจำนวนปีก็น่าจะอยู่ราวหกแสนปีมาแล้ว เรื่องราวของเธอได้ถูกระบุเป็นคำพยากรณ์ชีวิตของเธอมาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา”
“โห!..นานจริงๆ ด้วยครับ” ผมพูด
“สำหรับเธออาจจะคิดว่านาน แต่สำหรับฉันมันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเร็วๆ นี้เอง เพราะถ้าเทียบระยะเวลาการประจำการบนโลกของฉัน เหตุการณ์นี้ยังใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งในล้านส่วนของฉันเลย” เขาอธิบาย
“ที่ท่านพูดว่าชีวิตผมถูกพยากรณ์ไว้แล้ว ใครคือผู้พยากรณ์หรือครับ” ผมถาม
“เธอเอง หรือพระเจ้าที่อยู่ในตัวของเธอเองเป็นผู้พยากรณ์” เขาตอบ
“พระเจ้า ที่ผมคุยกับท่านเป็นประจำอย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม
“ใช่แล้ว แต่เป็นพระเจ้าที่ถูกแบ่งภาคมาอีกที หรือที่เธอเรียกว่าจิตวิญญาณ”
“แล้วทำไมเขาถึงไม่เคยบอกอะไรกับผมเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยล่ะครับ” ผมตั้งข้อสังเกต
“เธอเคยถามเรื่องนี้กับเขาไหมล่ะ”
“ไม่เคยครับ”
“ถ้าเธอไม่ถาม… ทำไมเขาต้องบอกเธอด้วยล่ะ” เขาตอบ
“ก็…มันเป็นสิ่งที่ผมควรรู้ไม่ใช่หรือครับ”
“เธอเข้าใจผิดแล้ว ถ้าอย่างนั้นความรู้ที่เธอควรรู้ก็ยังมีอีกมากมายเลยทีเดียว ถ้าคิดเป็นปริมาณมันจะมากเสียจนวัดไม่ได้ ฉันไม่คิดว่าเธอต้องรู้มันทั้งหมดหรอกนะ” เขาเสริม
“แต่ในขณะเดียวกัน หากเธอประสงค์ที่จะรู้เรื่องใด เธอก็แค่ตั้งคำถามกับเขา” เขาเสริม
“ปัญหาของผมคือ ผมไม่รู้ว่าผมต้องรู้เรื่องอะไรนะสิครับ ก็เลยไม่รู้ว่าจะถามอะไร…” ผมแสดงความเห็น
“งั้นต่อไปนี้ฉันจะทำหน้าที่บอกเธอเองว่า เธอต้องรู้อะไรโดยเฉพาะเรื่องที่เธอได้ตั้งเจตจำนงไว้หรือที่ฉันเรียกว่าคำพยากรณ์” เขาพูด
“ครับ ผมชักอยากรู้แล้วสิครับว่าคำพยากรณ์ที่ผมต้องรู้มันคืออะไร ขอความกรุณาท่านด้วยนะครับ” ผมเสนอ
“ฉันยินดีจะบอกเธอทุกเรื่อง เพราะนี่คือภารกิจที่ฉันต้องมาทำอยู่แล้ว เอาเป็นว่า ฉันจะเริ่มต้นด้วยการพาเธอไปเยี่ยมชมสถานที่ที่พวกเราทั้งหมดพำนักอาศัยก่อนก็แล้วกันว่า มันอยู่ที่ไหน อยู่กันอย่างไร” เขาเสนอ
“ดีครับ..” ผมรีบตอบรับ
จากนั้นแค่เพียงอึดใจเดียว เราสองคนก็มาลอยอยู่เหนือมหาสมุทรอันเวิ้งว้างกว้างใหญ่ มองไปทิศทางใดก็เห็นแต่ทะเล มองลงไปเบื้องล่างผมเห็นน้ำทะเลเป็นสีน้ำเงินเข้มเกือบจะดำ เห็นคลื่นขนาดใหญ่สูงเท่าตึก 2 ชั้นเคลื่อนตัวไปมา ทั้งๆ ที่เป็นช่วงลมสงบไม่มีพายุฝนฟ้าคะนองใดๆ
“ที่นี่คือที่ไหนครับ” ผมถามทันทีที่มาถึง
“ที่นี่คือกลางมหาสมุทรแปซิฟิก” เขาตอบพร้อมยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ผมรู้สึกได้ถึงความภาคภูมิใจที่เขาจะได้พาผมไปเยี่ยมชมที่อยู่ของเขา
“มีแต่ทะเล นี่หรือครับ” ผมถาม
“มันอยู่ด้านล่างนี้ต่างหาก ฉันเลือกมาอยู่ในมหาสมุทรลึก เนื่องจากฉันมีภารกิจที่จะต้องทำที่นี่” เขาตอบ
“ท่านมาสร้างบ้านอยู่ใต้มหาสมุทรงั้นหรือครับ” ผมถาม
“ฉันไม่ได้สร้างมันจากที่นี่ แต่ฉันพามันมาอยู่ที่นี่ เพราะที่จริงมันคือยานขนาดใหญ่ที่เราสร้างและโดยสารมันมาจากอีกดาวหนึ่ง ซึ่งเป็นดาวที่มีธาตุประกอบสำคัญของยาน และมันก็มีขนาดใหญ่มากด้วย” เขาอธิบาย
“ใหญ่แค่ไหนครับ ประมาณหนึ่งหรือสองสนามฟุตบอลได้ไหมครับ” ผมประเมินจากที่เคยเห็นในหนังอวกาศ ที่ยานแม้มักจะมีขนาดใหญ่โตมาก
“มันใหญ่กว่าที่เธอคิดไว้เยอะมาก เอาเป็นว่า หากเธอลอยอยู่เหนือมันสักหนึ่งกิโลเมตร เธอจะไม่มีทางเห็นขอบของยานลำนี้ ยานของฉันนั้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 40 กิโลเมตร และมีความสูงถึง 6 กิโลเมตร” เขาตอบ
“40 กิโลเมตร…!! ผมฟังไม่ผิดใช่ไหมครับ” ผมย้ำด้วยความตกใจ
“ไม่ผิดหรอก นี่คือยานลำใหญ่ที่สุดที่ประจำการอยู่บนโลกใบนี้ และเป็นลำที่ฉันดูแลอยู่” เขาตอบ
“แสดงว่ายังมีลำอื่นๆ อีกหรือครับ” ผมถาม
“มีสิ… มีเยอะด้วย มีขนาดตั้งแต่ 5-20 กิโลเมตร นี่ยังไม่รวมยานบินขนาดเล็กอีกเป็นแสนเป็นล้านลำนะ”
“ถ้ามันใหญ่โตและมีจำนวนมากมายขนาดนี้ ทำไมถึงไม่มีใครเคยเห็นมันเลยละครับ ทั้งๆ ที่เทคโนโลยีการตรวจจับวัตถุหรือเรด้าก็มีอยู่ทั่วไป” ผมถาม
“มีสองเหตุผลสำหรับเรื่องนี้ คือหนึ่งเรด้าของพวกเธอไม่สามารถตรวจจับความเมื่อยของยานได้ เพราะวัตถุธาตุและคลื่นความถี่ที่ประกอบเป็นยานนี้มีคุณสมบัติที่เครื่องมือตรวจจับของเธอไม่รู้จัก มันจึงแยกแยะไม่ออก และสองถึงแม้ว่าเธอจะประดิษฐ์เครื่องมือที่ตรวจจับมันได้ เธอก็จะไม่เอะใจอยู่ดีว่า มันคือยานของพวกเรา เพราะมันใหญ่มาก” เขาอธิบาย
“ฟังดูเหลือเชื่อจริงๆนะครับ” ผมตั้งข้อสังเกต
“ที่จริงก็ไม่ใช่ว่ามนุษย์โลกจะไม่สามารถเห็นพวกเราได้เลยนะ แต่พวกเขาไม่รู้จักสังเกตมากกว่า” เขาย้ำ
“ยังไงหรือครับ” ผมถาม
“หากพวกเขารู้จักสังเกตจากหลักฐานการเคลื่อนที่ของยาน ที่เราทิ้งร่องรอยไว้ใต้ก้นมหาสมุทร พวกเขาก็จะรู้ได้ว่ามีพวกเราอยู่”
“หลักฐาน!…หลักฐานอะไรครับ” ผมถาม
“ถ้าเธอมองลงไปในทะเลจากระดับความสูงเหนือพื้นโลกสักประมาณร้อยกิโลเมตร เธอก็จะเห็นร่องรอยเหล่านั้นได้ชัดเจน มันจะมีลักษณะเป็นทางยาวลากเป็นเส้นตรงเล็กบ้างใหญ่บ้างตัดกันไปมา” เขาตอบ
“ใครจะบินขึ้นไปดูได้ล่ะครับ ถึงแม้ว่าจะสามารถบินขึ้นไปสูงขนาดนั้นผมก็ไม่สามารถมองทะลุผืนน้ำได้อยู่ดี” ผมตั้งข้อสังเกต
“อือ… ถ้าเป็นสมัยก่อนไม่มีทางที่มนุษย์อย่างพวกเธอจะรู้เห็นสิ่งเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน แต่ปัจจุบันพวกเธอได้ประดิษฐ์เครื่องมือในการอ่านค่าและถ่ายภาพจากระดับความสูงเหล่านั้นได้แล้ว ผลที่ได้คือมีภาพถ่ายมหาสมุทรที่แสดงถึงระดับความลึกในแต่ละที่ไว้อย่างละเอียด” เขาอธิบาย
“ข้อมูลระดับนั้น มนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างผมไม่มีทางเข้าถึงมันได้หรอกครับ คงต้องเป็นระดับนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานเกี่ยวกับด้านนี้โดยเฉพาะแหละครับ” ผมแย้ง
“เปล่าเลย… เธอเข้าใจผิดแล้ว ข้อมูลเหล่านี้ถูกเผยแพร่อยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตแบบที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้ทุกเวลา” เขาตอบ
“เว็บไหนหรือครับ” ผมถาม
“บนเว็บไซต์แบบจำลองโลกเสมือนที่เธอเรียกมันว่า Google Earth ไงล่ะ” เขาตอบ
“บน Google Earth งั้นหรือครับ”
“ใช่…ถึงแม้ว่าข้อมูลเหล่านี้จะถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะชนอยู่ก็ตาม แต่มันกลับไม่มีใครเลยที่สังเกตเห็น ซึ่งก็เป็นเรื่องดี ที่ไม่มีใครเห็นเพราะเราก็ไม่อยากให้ใครเห็นอยู่แล้ว ถึงเขาเห็นเขาก็จะไม่เชื่อมันอยู่ดี เพราะร่องรอยเหล่านั้นมันใหญ่โตเกินกว่าที่จะเกิดจากน้ำมือของสิ่งมีชีวิต โดยเฉพาะร่องรอยที่เกิดจากการเคลื่อนตัวผ่านพื้นผิวโลก จากยานของฉัน”
“ว้าว!…นี่เป็นเรื่องจริงหรือครับเนี่ย ผมต้องกลับไปดูเสียหน่อย” ผมพูดด้วยความกระหายใคร่รู้
“ท่านครับแล้วที่ท่านบอกว่า ท่านมาอยู่ที่ใต้มหาสมุทรนี้เพราะท่านมีภารกิจต้องทำ มันคือภารกิจอะไรหรือครับ” ผมถามต่อ
“เอาเป็นว่า เราลงไปที่บ้านฉันก่อนแล้วจะเล่าให้ฟังดีไหม” เขาเสนอ
“ดีครับ”