๖๒.
สถานที่ประสูติ
“แน่นอน… เป้าหมายถัดไปของการเดินทางของพระพุทธเจ้าและพระยาอโศกคือกรุงกบิลพัสดุ์” เขาพูดเกริ่น
“ท่านอย่าบอกนะครับว่ากรุงกบิลพัสดุ์ที่เป็นบ้านเกิดของพระพุทธเจ้านั้นก็อยู่ในประเทศไทยด้วย” ผมถามแทรก
“ใช่..เมืองนี้ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางถัดจากกรุงเทพฯ ไปทางตะวันออกประมาณ 90 กิโลเมตร” เขาตอบ
“โอ้พระเจ้า…กรุงกบิลพัสดุ์อยู่ใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้เองหรือครับ นี่ถ้าผู้คนที่อุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางไปแสวงบุญกันถึงประเทศอินเดียรู้เข้า เขาคงจะเสียใจนะครับ” ผมพูดแทรก
“ไม่รู้สิ… ฉันจะบอกว่าที่จริงชื่อของเมืองกบิลพัสดุ์นี้ ปัจจุบันชาวบ้านเขาก็ยังใช้กันอยู่นะ ในครั้งที่ทางการของเธอเข้าไปสำรวจเพื่อจะขึ้นทะเบียนเขตการปกครอง และตั้งชื่อท้องถิ่นต่างๆ อย่างเป็นทางการ โดยใช้วิธีสอบถามคนเฒ่าคนแก่ว่าเขาจะเรียกที่ที่เขาอยู่กันว่าอะไร เขาจึงบอกให้เรียกว่ากบิลฯเพราะพวกเขาเป็นคนกบิลฯ มาตั้งแต่ไหนแต่ไร ก็เลยตั้งชื่ออำเภอนั้นว่า อำเภอกบินทร์บุรี” เขาอธิบาย
“แสดงว่าที่ตั้งของกรุงกบิลพัสดุ์ ก็คืออำเภอกบินทร์บุรีในปัจจุบันอย่างนั้นหรือครับ” ผมถาม
“ตำแหน่งของเมืองกบิลพัสดุ์ที่แท้จริง จะอยู่ห่างจากอำเภอกบินทร์บุรีไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 37 กิโลเมตร อยู่ในอำเภอศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี ตรงตำแหน่งเมืองโบราณที่มีชื่อว่าเมืองศรีมโหสถ ปัจจุบันยังคงมีซากของเมืองปรากฏให้เห็นอยู่ คือมีคูเมืองมีกำแพงเมือง มีซากของฐานรากปราสาทสามฤดูของพระพุทธเจ้า และมีซากของเทวาลัยที่ใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ อยู่รอบเมือง เพียงแต่ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว เมืองนี้มีชื่อว่าอะไรเท่านั้น” เขาตอบ
“โอ้… ท่านรู้ไหมว่าถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง จะต้องเกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักแน่นอน ผมไม่อยากจะจินตนาการเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง” ผมตั้งข้อสังเกต
“เรื่องที่ฉันบอกนี้คือสิ่งที่ฉันรู้ และสำหรับฉันมันคือความจริง ส่วนคนที่ไม่รู้นั้น ก็ไม่ผิดหรอกที่เขาจะวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเขาเชื่อแบบนั้น เขาจึงส่งมอบความเชื่อนั้นต่อๆ กันไป ซึ่งเป็นเรื่องปรกติ โดยเฉพาะเรื่องการยึดถือความรู้ที่จำผู้อื่นมา ยิ่งเป็นความรู้ของนักวิชาการ นักประวัติศาสตร์และนักการศาสนายิ่งลบล้างยากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้จะมีส่วนผสมระหว่างความไม่รู้และอัตตาหรือความกลัวเสียหน้า ซึ่งมันจะยิ่งแข็งแรงจนยากจะแก้ไข แต่ฉันคิดว่า นั่นเป็นเรื่องของมนุษย์ไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันดำรงอยู่บนโลกใบนี้มาตั้งแต่แรก สิ่งที่พวกเขารู้ เขาเห็นในช่วงชีวิตของเขานั้น มันเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยววินาที เมื่อเปรียบเทียบกับเวลาทั้งหมดของฉัน” เขาตอบ
“ถ้าเมืองกบิลพัสดุ์อยู่จังหวัดปราจีนบุรีแค่นี้ แสดงว่า สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าก็ต้องอยู่ไม่ไกลด้วยใช่ไหมครับ เพราะตามประวัติศาสตร์ที่ผมเคยเรียนมา พระมารดาของพระพุทธเจ้ากำลังจะเสด็จกลับไปคลอดลูกที่เมืองบ้านเกิดของท่าน แต่เกิดเจ็บพระครรภ์ก่อนจึงประสูติพระพุทธเจ้าระหว่างทาง” ผมถาม
“ใช่แล้ว บ้านเกิดของพระมารดาของพระพุทธเจ้ามีชื่อว่าเมืองเทวทหะ ซึ่งถือว่าทั้งสองเป็นดั่งเมืองพี่เมืองน้อง เจ้าเมืองของทั้งสองจะไม่ยอมให้ทายาทอภิเษกสมรสกับทายาทเมืองอื่นอย่างเด็ดขาด ตำแหน่งที่ตั้งของเมืองเทวทหะนั้น อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงกบิลพัสดุ์ ห่างไปราว 55 กิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ในตำบลหน้าพระธาตุ อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี” เขาตอบ
“จังหวัดชลบุรี อำเภอพนัสนิคม นี่นะครับ ภาพในหัวเมื่อคิดถึงจังหวัดชลบุรีผมจะนึกถึงเมืองพัทยา ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลเท่านั้น ทำไมถึงไม่เคยมีใครสอนเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าแบบนี้มาก่อนเลยล่ะครับ” ผมถาม
“ฉันไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ ฉันมีหน้าที่แค่บอกความจริงเท่านั้น เนื่องจากทั้งสองเมืองนี้มีระยะห่างกันพอสมควร และมีผู้คนเดินทางไปมาหาสู่กันเป็นประจำ กษัตริย์ของทั้งสองเมืองจึงร่วมกันสร้างถนนที่อัดด้วยดิน หิน อย่างแน่นหนา เพื่อความสะดวกในการเดินทางขนส่งสินค้า และระหว่างทางก็มีการสร้างบ่อน้ำมีลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลงเพื่อใช้สำหรับอุปโภคและบริโภคระหว่างพักค้างแรมด้วย ดังนั้นจุดที่พระพุทธเจ้าประสูติก็อยู่ตรงกลางระหว่างสองเมืองนี้”เขาตอบ
“อยู่ตรงไหนครับ” ผมรีบถามด้วยความอยากรู้ ตำแหน่งสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า
“หากเดินทางจากกรุงกบิลพัสดุ์ไปทางใต้ตามถนนโบราณสายนั้นราว 20 กิโลเมตร จะเจอกับป่าสาละรังแห่งหนึ่งหรือที่ปัจจุบันเรียกสั้นๆว่าป่ารัง เหมือนกับป่าที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานที่เรียกกันว่า “สาลวโนทยาน” ซึ่งแปลว่าอุทยานที่เต็มไปด้วยต้นสาละรังหรือต้นรัง จุดนี้เป็นจุดที่ถนนโบราณมาตัดกับลำน้ำเล็กๆ สายหนึ่ง ตรงนั้นจึงมีการสร้างถนนให้ลาดลงไปในลำน้ำด้วยหินเหมือนฝายน้ำล้น ทำให้ลำน้ำตรงส่วนนั้นตื้น เพื่อให้เกวียนและคนสามารถเดินลุยข้ามไปได้ง่ายๆ ตรงนี้ชาวบ้านมักเรียกกันจนติดปากว่า ‘ท่าลาด’ เพราะมีลักษณะของถนนที่ลาดลงไปในลำน้ำ ปัจจุบันคือตำแหน่งใกล้ๆกับวัดท่าลาดเหนือ เมื่อขบวนเสด็จเดินทางข้ามลำน้ำมาได้ไม่กี่ร้อยเมตร พระมารดาของพระพุทธเจ้าก็เกิดเจ็บพระครรภ์ ใกล้คลอดแบบกะทันหัน เหล่าข้าราชบริพารจึงได้จัดแจงเตรียมการคลอด ณ ป่าสาละแห่งนั้น” เขาอธิบาย
“เคยมีใครไปทำสัญลักษณ์ ณ ตำแหน่งนั้นว่าคือจุดที่พระพุทธเจ้าประสูติไหมครับ” ผมถาม
“ในช่วงต้นชีวิตของพระพุทธเจ้า ยังไม่ได้กำหนดจุดหรือทำเครื่องหมายอะไรไว้ เพราะยังไม่มีใครเห็นความสำคัญ แต่ภายหลังในช่วงที่พระพุทธเจ้าและพระยาอโศกออกเดินทางไปทำสัญลักษณ์และฝังพระเกศาธาตุในแคว้นต่างๆ พระพุทธเจ้าจึงดำริให้ไปฝังพระเกศาธาตุของพระองค์ไว้ ณ ตำแหน่งที่พระองค์ประสูติด้วย พระยาอโศกพร้อมไพร่พลของพระองค์ รวมทั้งของกษัตริย์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ จึงได้ไปร่วมกันประกอบพิธีฝังพระเกศาธาตุลง ณ จุดนั้น แล้วช่วยกันก่อสร้างเจดีย์ขนาดเล็กครอบไว้อีกที เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ที่นี่คือสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า ผู้คนที่เดินทางผ่านไปผ่านมาจึงพากันเรียกเจดีย์แห่งนี้ว่า ‘พนมสาละคาราม’ แปลว่าเจดีย์แห่งป่าสาละ ในเวลาต่อมาได้มีผู้คนมาปักหลักอาศัยอยู่ที่นี่มากขึ้นๆจนกลายเป็นชุมชน พวกเขาจึงใช้ชื่อเจดีย์แห่งนี้เป็นชื่อเรียกชุมชนของตัวเอง เวลาผ่านไปนานเข้า การเรียกชื่อจึงสั้นลงจนกลายเป็นชื่อ ‘พนมสารคาม’ อย่างที่ปรากฏในปัจจุบัน” เขาอธิบาย